โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ความเป็นพลเมืองที่สูญหาย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ก.พ. 2568 เวลา 02.50 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2568 เวลา 02.50 น.

เหยี่ยวถลาลม

ความเป็นพลเมืองที่สูญหาย

สรรพสิ่งในโลกล้วนมี “ที่มา” กระทั่งมนุษย์เรากว่าจะเป็นเช่นในวันนี้ก็มี “พัฒนาการ” มายาวนานเกินกว่าประวัติศาสตร์จะบันทึก แต่ทุกสิ่งต้องอาศัยเวลา สภาวะแวดล้อม เงื่อนไขสำหรับการเปลี่ยนแปลงตลอดมาและตลอดไป จนมีคำกล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์”

สื่อความให้เข้าใจทั่วกันว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่

ไม่ต้อง “ทำใจ” แต่ต้อง “ทำความเข้าใจ” กับความเปลี่ยนแปลง

ในอดีต ครั้นเมื่อคนไทยจำนวนหนึ่งได้ไปเปิดหูเปิดใจรับวิทยาการจากโลกตะวันตกก็อยากจะ “เจริญร่วมสมัย” บ้าง จึงลงมือปรับปรุงพัฒนาจารีต จัดระเบียบความเป็นอยู่ เปลี่ยนแปลงระบบกฎหมาย และการตัดสินลงโทษ ถึงขั้นก่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็น “ประชาธิปไตย” สถาปนาอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย

สร้างรัฐธรรมนูญเป็น “กติกา”

ระบอบการปกครอง ระบบกฎหมายที่มนุษย์ใช้กันทั่วโลกในทุกวันนี้ย่อมไม่ได้ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเกิดจาก “ข้อพิพาท” หรือความเห็นที่แตกต่าง เกิดความขัดแย้งของคนกับคนกระทั่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าจะเป็น Magna Carta หรือที่เรียกว่า “มหากฎบัตร” อันเป็นรากฐานของหลักการที่ถือว่า “ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย” ซึ่งบัญญัติขึ้นในปี ค.ศ.1215 นั้น พระเจ้าจอห์น แห่งราชวงศ์อังกฤษก็ทรงลงพระปรมาภิไธย รับรองสิทธิเสรีภาพให้กับผู้อื่น พร้อมกับ “จำกัดอำนาจ” ในการจัดเก็บภาษีและการตัดสินคดีของพระองค์เอง

Petition of Rights ก็เป็นหลักฐานสำคัญทางกฎหมายอีกฉบับที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษทรงลงพระปรมาภิไธยในปี ค.ศ.1628 แล้วกลายเป็นรากฐานสำคัญของ “การปกครองด้วยกฎหมาย” ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน

รวมไปถึงแนวคิดจาก Habeas Corpus ซึ่งกำเนิดในปี ค.ศ.1679 ที่อังกฤษเช่นเดียวกัน นั่นก็กลายเป็นหลักสำคัญทางกฎหมายที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อตรวจสอบ ควบคุม และป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งกำหนดว่า “การควบคุมตัวและคุมขังบุคคลต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย”

รัฐธรรมนูญ ระบบยุติธรรม กฎหมายทั้งหลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้ง เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มคนที่ครอบงำกับกลุ่มที่ขัดขืน

คำว่า “กติกา” จึงตั้งอยู่บนแท่นของ “ความสั่นคลอน”

มนุษย์เป็นผู้เขียนกติกา ไม่ว่าจะก้าวไปข้างหน้า หรือถอยหลัง สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ!

หากแต่ในรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ระบบตัวแทนนั้น “กติกา” ไม่ได้มาจาก “กระบอกปืน” การเปลี่ยนแปลงไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจ

หมุดหมายสำคัญในรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนจะต้องมี “ส่วนร่วม”

และการมีส่วนร่วมที่สำคัญที่สุดคือ มีส่วนร่วมในการเขียนกติกา บัญญัติ แก้ไข ปรับปรุงกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย แบบรัฐสภาเหมือนอังกฤษ หรือแบบประธานาธิบดี เช่น สหรัฐอเมริกา “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ก็เป็น “ต้นธาร” แห่งอำนาจทั้งปวง

ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง มีหน้าที่ และอำนาจในการร่าง แก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย รวมทั้งยกเลิกกฎหมายที่ล้าหลังซึ่งยังบังคับใช้กับพลเมือง

ในรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับจะบัญญัติว่า อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย

และ 1 ใน 3 อำนาจนั้นคือ “นิติบัญญัติ” ที่ให้กำเนิด “ฝ่ายบริหาร”

ถ้าจะว่าไปแล้วในหลายประเทศมีกฎหมายบัญญัติส่งเสริมให้ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” เข้มแข็ง ทำให้ “ประธานสภา” องอาจ สง่างามที่สุด น่าเกรงขาม เช่น สภามีอำนาจลงโทษความผิดบุคคล ฐานละเมิดอำนาจสภาได้ ตั้งแต่ สั่งขัง ปรับ ภาคทัณฑ์ ว่ากล่าวตักเตือน

แต่ “ผู้มี” หน้าที่ และ “อำนาจ” อันน่าเกรงขามนั้น ไม่เหิม ไม่ลุแก่อำนาจ ทำให้การใช้อำนาจได้รับการยอมรับว่า “ยุติ” หรือที่ภาษาไทยให้ความหมายว่า จบลงด้วยธรรม หรือ “ยุติธรรม”

กล่าวสำหรับในบ้านเมืองที่เคารพหลัก “ปกครองด้วยกฎหมาย” นั้น ทุกประเทศมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายมีลักษณะ “เสรีนิยม” ซึ่งเคารพในสิทธิเสรีภาพของ “พลเมือง” ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง ตามแนวคิดเสรีนิยมที่เห็นว่า “สิทธิพลเมืองที่ติดตัวมาแต่กำเนิด” นั้นมิได้มีแค่สิทธิในชีวิตร่างกาย และกรรมสิทธิ์เท่านั้น

ในฐานะ “พลเมือง” เมื่อมีอายุครบตามที่กำหนด “รัฐ” ก็ไม่สามารถพราก “สิทธิทางการเมือง” ของบุคคล

การใช้ “ช่องทาง” ของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม หรือปรับปรุงกฎหมาย ด้วยหลักการ “เสียงข้างมาก” ตามระบบรัฐสภาไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลว่าจะเป็น “ภัย” ต่อระบอบประชาธิปไตย

เทียบกันไม่ได้เลยกับการใช้ “ปืน” และ “กำลังรบ” ทำรัฐประหาร แล้วไม่เคยถูกดำเนินคดี!

เมื่อปรากฏว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” ยื่นหนังสือถึงอดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล 44 คน ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ในคดี “ฝ่าฝืนจริยธรรม” จากการที่เคยร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็เป็นธรรมดา ที่คุณรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคประชาชน ซึ่งเป็น 1 ใน 44 คนที่ถูกกล่าวหานั้นจะโพสต์ว่า

“ไม่มีบทบัญญัติใดๆ แห่งกฎหมายที่ระบุว่าการเข้าชื่อเสนอเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่สามารถทำได้”

“ป.ป.ช.” ชื่อขององค์กรบอกถึง “อำนาจ” และ “หน้าที่”

โดยตรงๆ คือทั้งป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ประเทศของเรามี “กรรมการ” ป.ป.ช.ล่วงผ่านไปหลายคณะ ลีลา ท่วงท่า บทบาท หน้าที่แต่ละคน แต่ละช่วงตอนก็แตกต่างกันไป มีทั้งนิ่งสงบ เงียบกริบ เร้นลับ มีไขว่คว้า ทะเยอทะยาน อันเป็นปกติของความเป็นมนุษย์

แต่ที่ “ไม่ปกติ” ก็คือ ทำไมการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยยิ่งแผ่กว้าง จะแจ้ง โจ๋งครึ่ม หนักหน่วงขึ้น ดัชนีชี้วัดความโปร่งใสร่วงรูดจนหลุดเลยอันดับ 100 กว่า

กรณีที่ “ไม่ปกติ” นี้ชวนให้เกิดคำถามกับองค์กรและบุคคลทุกฝ่ายซึ่งชอบอ้างทำคุณประโยชน์ให้กับส่วนรวมว่า คุณกำลังทำอะไรกันแน่!?!!!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความเป็นพลเมืองที่สูญหาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...