โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทคโนโลยีฟื้นคืนสายพันธุ์ 'สุนัขป่าโลกันตร์' หมื่นปี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 09.56 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2568 เวลา 02.00 น.

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

เทคโนโลยีฟื้นคืนสายพันธุ์

‘สุนัขป่าโลกันตร์’ หมื่นปี

โอ๊ว โอ๊ว โอ๊วววว! เสียงช่างแสบแก้วหู แต่นี่เป็นเสียงแห่งประวัติศาสตร์ เพราะนี่คือเสียงร้องของสุนัขป่าโลกันตร์ (Dire Wolf)

คลิปสองหมาในยูทูบที่เผยแพร่ออกมาของโคลอสซัลแพร่กระจายไปรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง กลายเป็นข่าวใหญ่ไวรัลในชั่วข้ามคืน เรียกว่าแสงส่องเข้าเต็มๆ ทำเอาผู้ถือหุ้นโคลอสซัลยิ้มกริ่มกับกระแสแห่งความสำเร็จ

โรมูลัส (Romulus) และเรมัส (Remus) สองหมาป่าโลกันตร์ในตำนานนั้นถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2024 หลังจากที่สูญพันธุ์ไปแล้วนานนับหมื่นปี

ต้องยอมรับว่าทีมนี้ท็อปฟอร์มจริงๆ เพราะเมื่อเดือนก่อน ก็เพิ่งเปิดตัวหนูขนแมมมอธออกมาจนเป็นที่ฮือฮาไปแล้วรอบหนึ่ง

หนูแรต (rat) หรือที่ภาษาไทยมักเรียกว่าหนูท่อ ปกติขนสั้นเตียน สีเทาดำดูอัปลักษณ์ ได้ยีนแมมมอธเข้าไปทดสอบแค่ไม่กี่ยีน ยังเปลี่ยนลุคเป็นขนยาวหยักศก วูลลี่ (woolly) หน้าตาออกมาละม้ายคล้ายแมมมอธ (เวอร์ชั่นหนู) ได้เลย

การทดลองในหนูท่อถือเป็นกุศโลบายที่ชาญฉลาด เพราะหนูท่อมีระยะครรภ์แค่ราวๆ ยี่สิบห้าวัน การทดลองในหนูท่อจึงใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียว ก็สามารถรู้ได้แจ้งชัดแล้วว่าจากยีนที่ใส่เข้าไป ผลที่ได้จะออกมาเป็นแบบไหน โปรโตคอลที่ใช้ในการทดลองก็ชัดเจน โอกาสที่จะทำการทดลองแล้วออกมาแป๊กก็น้อย

ในขณะที่ถ้าจะทำทดลองในช้าง นอกจากโปรโตคอลยังไม่นิ่งแล้ว ยังต้องใช้เวลาเนิ่นนานอาจจะถึงเกือบสองปีกว่าจะเริ่มเห็นผล

“ขนยาววูลลี่สีทอง ชัดเจนว่านี่คือลักษณะขนของแมมมอธ” เบธ ชาปิโร (Beth Shapiro) วิศวกรชีวภาพ หัวหน้าทีมวิจัยของบริษัทโคลอสซัล ไบโอไซแอนซ์ (Colossal Biosciences) อุทานด้วยความตื่นเต้น

หนูแมมมอธขนยาววูลลี่ (woolly) สีน้ำตาลทองสดใส คือ บทพิสูจน์ที่สำคัญที่จะชี้ชัดว่าการย้อนสูญพันธุ์แมมมอธด้วยวิธีนี้นั้นเป็นไปได้จริง และเป้าหมายที่จะฟื้นชีพแมมมอธขึ้นมาให้ได้ภายในปลายปี 2028 นั้น แม้จะฟังดูอหังการ์และทะเยอทะยาน แต่ก็ไม่ได้อยู่ไกลเกินที่จะฝัน

แต่เวลาก็งวดเข้ามาแล้ว เพราะช้างนั้นใช้เวลาตั้งครรภ์ราวสองปี ถ้าอยากได้เบบี้แมมมอธตัวเป็นๆ ออกมาให้ได้จริงตามเป้าในปี 2028 พวกเขาจะต้องมีเอ็มบริโอของแมมมอธที่พร้อมฝังตัวในแม่อุ้มบุญเรียบร้อย ตั้งแต่ปลายปี 2026

“ฉันเชื่อเหลือเกินว่างานนี้ต้องเกิด” เบธ ชาปิโร กล่าว “ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนที่วางไว้”

แต่ไม่ใช่แค่หนูที่พวกเขาทำการทดลอง แม้ว่าหนูแมมมอธจะกลายเป็นกระแสให้กล่าวขวัญถึงในระยะเวลาสั้นๆ แต่ยังไงหนูก็ยังเป็นหนู เป็นแค่สัตว์แปลงพันธุ์ ที่ไม่ต่างอะไรกับแค่การพิสูจน์หลักการ หรือ “proof of concept” ว่าไอเดียที่พวกเขาวางแผนไว้นั้นน่าจะทำได้จริง

ส่วนตัว ผมชอบไอเดียการเลือกสัตว์ของทีมโคลอสซัลสำหรับ 3 มิชชั่นแรก เพราะพวกเขาไม่ได้เลือกจิ้มมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เน้นเลือกสัตว์ที่เป็นที่รู้จักกันในระดับตำนาน และเลือกสัตว์ที่มีกลไกการฟูมฟักตัวอ่อนที่แตกต่างกันไปแต่ละแบบ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นมิชชั่นไหน ก็มีความน่าสนใจอย่างมากในเชิงเทคโนโลยี

มิชชั่นแรก แมมมอธ ฟูมฟักตัวอ่อนผ่านการตั้งครรภ์ ส่งอาหารให้ลูกผ่านรก ในขณะที่มิชชั่นที่สอง เสือแทสมาเนีย หรือไทลาซีนนั้นเป็นสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้องที่จะคอยฟูมฟักตัวอ่อนอยู่ภายในกระเป๋า และมิชชั่นที่สาม นกโดโด้ ซึ่งแม้จะบินไม่ขึ้น แต่ก็เป็นตระกูลนก ออกลูกเป็นไข่

แต่กว่ามิชชั่นพวกนี้จะเริ่มตั้งไข่ มันต้องใช้เวลา…แต่เพื่อให้ยังติดเป็นกระแสโลกและยังเป็นที่จับตามองของพวกนักลงทุน ไม่หลุดหายไปตามกาลเวลา พวกเขาจะต้องหาทางผลักดันความก้าวหน้าใหม่ๆ ออกมาให้ได้เรื่อยๆ และถ้าเปิดตัวออกมาเป็นข่าวไวรัลได้จะยิ่งดี

ก่อนหน้านี้ ก็เห็นเชิญสื่อหลายแขนงเข้าไปเยี่ยมชมห้องทดลองมาแล้ว หลายรอบ ทั้งฟอร์เรสต์ กาลังต์ (Forrest Galante) ทั้ง 60 minute และอีกหลายสื่อ

แต่มันก็ยังไม่ดังและไม่ปัง สิ่งที่จะทำให้โครงการของพวกเขากลายเป็นกระแสไวรัล ต้องเป็นการฟื้นคืนสายพันธุ์สัตว์อะไรสักอย่างที่เคยมีอยู่บนโลกนี้มาก่อนและสูญพันธุ์ไปเนิ่นนานแล้ว ถึงจะสะท้านสะเทือน และถ้าจะให้ดีสิ่งมีชีวิตนั้นต้องเป็นกระแสได้ง่าย

และท้ายที่สุด ก็ไปลงเอยที่สุนัขป่าโลกันตร์ หรือ Dire Wolf สุนัขป่าร่างยักษ์ ที่เป็นที่รู้จักกันในซีรีส์ดังระดับมหากาพย์อย่าง มหาศึกชิงบัลลังก์ หรือ Game of Thrones

ไม่ได้มีแค่ในละคร สุนัขป่าโลกันตร์มีตัวตนจริงๆ บนโลกใบนี้ โดยมากจะกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในทวีปอเมริกา ไล่ไปตั้งแต่เท็กซัส แคลิฟอร์เนีย เม็กซิโก

จากงานวิจัย “หมาป่าโลกันตร์เป็นสมาชิกสุดท้ายของสายวิวัฒนาการในตระกูลสุนัขโบราณที่มีต้นกำเนิดในโลกใหม่ (Dire wolves were the last of an ancient New World canid lineage) ที่ตีพิมพ์ออกมาในวารสาร Nature ในปี 2021 เผยว่าจากการเปรียบเทียบข้อมูลพันธุกรรม วงศ์วานว่านเครือของพวกหมาป่าโลกันตร์นั้นแยกตัวออกจากสัตว์ในตระกูลสุนัขอื่นๆ ไปแล้วอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ราวๆ ห้าล้านเจ็ดแสนปีก่อน และไม่เคยพบหลักฐานว่าพวกมันกลับมารวมฝูงหรือผสมพันธุ์กันกับสัตว์ในตระกูลสุนัขอื่นๆ อย่างหมาไน (Dholes) โคโยตี้ (Coyote) หรือแม้แต่ญาติสนิทของพวกมันอย่างหมาป่าสีเทา (Gray Wolf) เลยแม้แต่น้อย

ในระบบนิเวศ สุนัขป่าโลกันตร์ หรือ Dire wolf เป็นหนึ่งในผู้ล่าสูงสุดในห่วงโซ่อาหารในยุคไพลสโตซีน (Pleistocene) และผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานจนมาดับสิ้นจนไม่เหลือเผ่าพันธุ์ไปในช่วงยุคโฮโลซีน (Holocene) หรือราวๆ 10,000 ปีก่อน

เข้าแก๊ป สูญพันธุ์ เชื่อมโยงได้ เป็นตัวละครดัง น่าจะทำให้ติดไวรัลได้ไปอีกพักใหญ่ สุนัขป่าโลกันตร์เพอร์เฟ็กต์สำหรับสื่อ

และได้กลายเป็นมิชชั่นที่สี่ ภารกิจพิเศษคั่นเวลาของทีมโคลอสซัล

ซึ่งในกระบวนการประกอบสายพันธุ์สุนัขป่าโลกันตร์ขึ้นมาใหม่นั้น เริ่มแรกพวกเขาจะต้องเริ่มหาดีเอ็นเอของพวกมันให้ได้ก่อน

“ความท้าทายสำหรับงานนี้ ก็คือมีตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์ที่น่าจะยังพอมีดีเอ็นเอที่ใช้ได้เหลืออยู่แค่สองตัวอย่างในโลกใบนี้ ตัวอย่างแรกเป็นตัวอย่างฟอสซิลฟันอายุราวๆ 13,000 ปี และตัวอย่างที่สองคือกะโหลกอายุ 72,000 ปี” สเวน บ๊อกแลนต์ (Sven Bocklandt) หัวหน้าทีมสกัดจีโนมสัตว์โบราณของโคลอสซัลเผย “และเราใช้สองตัวอย่างนี้แหละ เพื่อสกัดดีเอ็นเอดึกดำบรรพ์”

ต่อมาพวกเขาก็เริ่มใช้สายดีเอ็นเอที่ได้ มาประกอบกันใหม่เพื่อสร้างจีโนมที่สมบูรณ์ของสุนัขป่าโลกันตร์ออกมา และใช้อัลกอริธึ่มของ Form Bio บริษัทสตาร์ตอัพที่สปินออกไปแล้วจากโคลอสซัลเพื่อเทียบความเหมือนและความต่างของจีโนมระหว่างสุนัขป่าโลกันตร์ และสุนัขป่าสีเทา

“เราพบว่าจีโนมของสุนัขป่าสีเทากับของสนัขป่าโลกันตร์นั้นตรงกันมากถึง 99.5 เปอร์เซ็นต์” เบธเผย

และในความต่างเพียงเล็กน้อยนั้นเอง พวกเขาก็เริ่มหาว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้สุนัขป่าโลกันตร์นั้นแตกต่างจริงๆ ในเชิงกายวิภาคกับสุนัขป่าสีเทา พวกเขาพบว่าสุนัขป่าโลกันตร์นั้นจะมีลักษณะหลักๆ คือ 20 อย่างที่ต่างกันกับสุนัขป่าสีเทา

ซึ่งความแตกต่างของลักษณะพวกนี้จะถูกควบคุมโดยยีนทั้งหมดเพียงแค่ 14 ยีน เช่น ยีน LCORL ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมขนาดตัว ทำให้สุนัขป่าโลกันตร์นั้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬารกว่าสุนัขป่าสีเทา ยีนที่ทำให้ขนเป็นสีขาว ทำให้กะโหลกกว้าง กรามและเขี้ยวใหญ่ ไหล่และอกแข็งแกร่ง กล้ามเนื้อขาแน่น และเสียงเห่าหอนที่เป็นเอกลักษณ์

หลังจากที่พบความต่างแล้ว พวกเขาก็เริ่มหาเซลล์ของสุนัขป่าสีเทามาเพื่อเป็นต้นแบบ ในการเก็บเซลล์สุนัขป่าสีเทามานี้ เดิมทีมักจะใช้การเก็บจากใบหู หรือไม่ก็ชิ้นเนื้อที่ตัดมา (Biopsy) ซึ่งค่อนข้างจะรุนแรง พวกเขาก็เลยพัฒนาการเก็บเซลล์แบบใหม่โดยการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดหลอดเลือด (Endothelial Progenitor Cellls) ออกมาจากเลือดแทน

เมื่อได้เซลล์ที่ต้องการแล้ว พวกเขาก็เริ่มปรับแต่งสารพันธุกรรมให้สุนัขป่าสีเทา กลายไปเป็นสุนัขป่าโลกันตร์ โดยการใช้เทคโนโลยีแก้ไขยีนแบบหลายๆ ยีนในคราวเดียว (Multiplex gene editing)

ซึ่งก็มีปัญหาอยู่บ้าง คือยีนบางยีนอาจจะควบคุมการแสดงออกโปรตีนไม่เหมือนกันและอาจส่งผลประหลาดๆ เช่น ยีนที่ควบคุมขนสีขาวของสุนัขป่าโลกันตร์นั้นมีทั้งหมดสามยีน แต่สองยีนพอเอาไปใส่ในสุนัขป่าสีเทาแล้วจะทำให้ตาบอดหรือหูหนวก

และนั่นทำให้ทางทีมโคลอสซัลต้องเลือกที่จะใช้วิธีขี้โกงคือใช้วิธีแก้ไขยีนเพื่อปิดสวิตช์ของยีนที่สร้างเม็ดสีแดงและดำแทน

นั่นหมายความว่า “ยีน” ที่สุนัขป่าโลกันตร์ตัวใหม่นี้มี บางส่วนนั้นถูกออกแบบปรับแต่งขึ้นมาเองโดยมนุษย์ โดยไม่ได้อ้างอิงถึงจีโนมของสุนัขป่าโลกันตร์ (เพราะพอแสดงออกมาแล้ว มันสร้างปัญหา)

และถึงตรงนี้พวกเขาจะได้เซลล์สุนัขป่าสีเทาที่ถูกปรับแต่งให้กลายเป็นเซลล์ของสุนัขป่าโลกันตร์เป็นที่เรียบร้อย

ต่อมา พวกเขาก็จะใช้วิธีการเดียวกันกับการโคลนแกะดอลลี่ คือใช้การปลูกถ่ายนิวเคลียสของเซลล์สุนัขป่าโลกันตร์ (ที่เพิ่งแก้ไขจีโนมมา) ลงไปในเซลล์ไข่ที่ถูกแยกนิวเคลียส (ที่เป็นที่กักเก็บสารพันธุกรรมเอาไว้) ออกไปแล้วเพื่อสร้างตัวอ่อนของสุนัขโลกันตร์

หลังจากการปลูกถ่ายลงไปในแม่สุนัขอุ้มบุญแล้ว พวกเขาก็ถึงราวต้องลุ้นว่าลูกสุนัขที่ออกมาจะหน้าตาเป็นสุนัขป่าโลกันตร์แค่ไหน

“และเมื่อฉันเห็นแล้วว่าตอนที่พวกมันเกิดมา พวกมันสีขาว ฉันก็รู้เลยว่าพวกเราทำสำเร็จแล้ว” เบธเผย

ทีมโคลอสซัลตั้งชื่อชื่อที่เป็นกิมมิก “เรมัส” และ “โรมูลัส” พี่น้องฝาแฝดผู้บุกเบิกและก่อตั้งกรุงโรม ที่ต่อมาแผ่ขยายกลายเป็นอาณาจักรโรมันขึ้นมา สองคนนี้เชื่อกันว่าพวกเขาเคยได้รับการเลี้ยงดูจากแม่สุนัขป่า อีกทั้งยังเคยดื่มนมสุนัขป่าด้วย

เป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ ในกรณีของเรมัสและโรมูลัสที่เป็นคน (ในตำนาน) เคยมีหมาป่าชุบเลี้ยง แต่ในเวอร์ชั่นของเรมัสและโรมูลัสที่เป็นน้องหมานั้น ก็มีคนนี่แหละที่ช่วยฟื้นชีพกลับมาและช่วยกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู

ทุกอย่างดูเหมือนจะโพสิทีฟ พวกเขาร่วมมือกันชนเผ่า เจ้าของที่ดินและนักอนุรักษ์เพื่อหาทางเพาะเลี้ยงพวกมันออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้อยู่รอดต่อไป อย่างน้อยก็ได้กลับมาแล้ว

และด้วยความสำเร็จอย่างท่วมท้นสำหรับเรมัสและโรมูลัส พวกเขาก็ได้ฝังตัวอ่อนน้องสุนัขโลกันตร์ตัวที่สามลงไปในครรภ์ของแม่อุ้มบุญ และตั้งชื่อว่า คาลีซี (Khaleesi) ตามชื่อตัวละครใน Game of Thrones

แต่คำถามที่เธอโดนกระแทกกลับมาแทบจะในทันทีจากจูลี มีเค่น (Julie Meachen) จากมหาวิทยาลัยเดส์ มอยน์ส (Des Moines University) อดีตเพื่อนร่วมงานเก่าของเธอ

“นี่ทำไปแค่เพื่อการบันเทิงงั้นหรือ เพราะนี่ไม่ใช่สุนัขป่าโลกันตร์ นี่คือสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ สุนัขป่าสีเทาที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับหมาป่าโลกันตร์”

คําถามในมุมมองของจูลีก็น่าสนใจ ว่าที่จริงแล้ว มันคุ้มจริงเหรอกับการทำแบบนี้ ทำไมเราต้องเอาเงินก้อนโตมาลงทุนไปกับการสร้างสัตว์แปลงพันธุ์ตัวใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วทึกทักว่าเป็นเวอร์ชั่นสองของสัตว์ที่เคยสูญพันธุ์มาก่อนหน้า จะดีกว่ามั้ยถ้าเราเอาเงินก้อนนี้ไปเพื่อพิทักษ์รักษาตัวที่ยังคงอยู่และเริ่มมีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์

แต่ถ้ามองอีกมุม การวิจัยเกี่ยวกับการฟื้นคืนการสูญพันธุ์ หรือ De-extinction นี้ ก็มีส่วนช่วยไม่น้อยเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อการอนุรักษ์ อย่างวัคซีน และอื่นๆ

ของแบบนี้มันขึ้นกับมุมมอง!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทคโนโลยีฟื้นคืนสายพันธุ์ ‘สุนัขป่าโลกันตร์’ หมื่นปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...