เงินฝากล้น-แบงก์ไม่ปล่อยกู้ มี.ค.เดือนเดียวยอดฝากพุ่ง 7 หมื่นล้าน
สงครามการค้าเขย่าตลาดเงินตลาดทุนผันผวน คนไทยแห่โยกเงิน “ฝากแบงก์” หนีสินทรัพย์เสี่ยง ดันยอดเงินฝากธนาคารเดือน มี.ค.พุ่งกระฉูด 7 หมื่นล้านบาท ชี้แนวโน้มเงินไหลเข้าแบงก์ต่อเนื่องตลอดไตรมาส 2/68 คาดทั้งปียอดคงค้างแตะ 16.22-16.28 ล้านล้านบาท “กสิกรไทย-กรุงศรีอยุธยา” เผยแบงก์ชะลอระดมเงินฝากเหตุสินเชื่อโตต่ำ-สภาพคล่องพอ “ดร.พิพัฒน์-KKP” เผยแบงก์ตั้งการ์ดสูงกังวลเครดิตลูกหนี้ ไม่กล้าปล่อยกู้ ติดกับดักสภาพคล่องล้นแบงก์ จี้รัฐบาลอัดฉีดมาตรการกระตุ้นแบงก์ปล่อยกู้ “ค้ำประกันสินเชื่อ 50%-ซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ”
โยกเงินเข้าฝากแบงก์
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากความผันผวนจากประเด็นสงครามการค้า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และมองหาการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้มีการโยกเงินมาพักไว้ในบัญชีเงินฝาก ทำให้เห็นแนวโน้มเงินฝากในสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โดยพบว่าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 มียอดเงินฝากเพิ่มขึ้นราว 87,640 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 มียอดเงินฝากคงค้างสะสมอยู่ที่ 16.13 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะเดือนมีนาคม มียอดเงินฝากเพิ่มขึ้นราว 69,882 ล้านบาท ทำให้ยอดเงินฝากคงค้างขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16.20 ล้านล้านบาท ซึ่งประเมินว่าภาพนี้จะเห็นต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2/2568
โดยศูนย์วิจัยฯประเมินว่า ปี 2568 ยอดเงินฝากคงค้างในระบบราว 16.22-16.28 ล้านล้านบาท จากปี 2567 ยอดเงินฝากอยู่ที่ 16.13 ล้านล้านบาท ขยายตัวนอกรอบ 0.6-1% ขณะที่การขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์คาดว่าจะขยายตัวราว 0.6%
สำหรับภาพของการเติบโตเงินฝากส่วนใหญ่จะมาจากบุคคลธรรมดา โดยเฉพาะกลุ่มบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนที่เงินฝากขยายตัว 1.3% ส่วนใหญ่เติบโตในกลุ่มเงินฝากภาคธุรกิจ เนื่องจากภาคธุรกิจชะลอการลงทุน และเก็บสภาพคล่องไว้ เพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
เงินฝากบุคคลยอดพุ่ง
นางสาวกาญจนากล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ ยอดเงินฝากที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มบุคคลธรรมดาที่มีเงินฝากต่อบัญชีตั้งแต่ 1-10 ล้านบาท ส่วนกลุ่มที่มีเงินฝากมากกว่า 10 ล้านบาท จะหันไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นแทน ขณะที่เงินฝากภาคธุรกิจไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปี 2567 ที่ผ่านมา มียอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 2.3% ทำให้ยอดคงค้างอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ภาพรวมเงินฝากภาคธุรกิจก็ยังเป็นภาพเดิมเพิ่มต่อเนื่องจากปีก่อน
ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจได้รับสินเชื่อจะนำมาพักไว้ในเงินฝาก เพื่อรอการเบิกใช้ หรืออีกส่วนธุรกิจยังไม่รู้จะลงทุนอะไร เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน จึงนำมากองไว้ในเงินฝาก เพื่อพักเงินรอดูสถานการณ์
ขณะที่ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำพิเศษที่ออกใหม่ในช่วง 3 เดือนแรก พบว่า สถาบันการเงินออกโปรดักต์ใหม่ 51 ผลิตภัณฑ์ เทียบกับที่ครบกำหนด 67 ผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ดี แม้ว่าจำนวนผลิตภัณฑ์เงินฝากออกใหม่น้อย แบงก์ไม่ได้เน้นการระดมเงินฝาก แต่ยอดเงินฝากคงค้างยังเพิ่มขึ้น
“หลังสถานการณ์เทรดวอร์ที่เกิดขึ้น เราเริ่มเห็นสัญญาณเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและมาพักเงินในเงินฝากมากขึ้น ซึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้นในเดือน มี.ค.-เม.ย. และต่อเนื่องไปในไตรมาส 2/68 ส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของแบงก์ส่วนใหญ่ไม่ได้ลดตามดอกเบี้ย กนง. แต่จะเห็นการขยับดอกเบี้ยในบางอายุและบางธนาคารเท่านั้น”
สินเชื่อหดตัวลงลึก
นางสาวกาญจนากล่าวว่า ในส่วนสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ปี 2567 จะเห็นว่าสินเชื่อหดตัว -0.4% สำหรับปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรฯคาดสินเชื่อทั้งระบบจะขยายตัวต่ำอยู่ที่ 0.6% โดยสินเชื่อในไตรมาส 1/68 มาค่อนข้างช้า ประกอบกับมีชำระหนี้คืนค่อนข้างสูง จึงคาดว่าสินเชื่อในไตรมาสแรกภาพรวมอาจจะหดตัวค่อนข้างลึก
ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีนี้ มองว่า การขยายตัวของสินเชื่อยังคงมีความท้าทายที่จะโตน้อยหรือไม่โต ธนาคารยังระมัดระวังการปล่อยกู้ เป็นภาพต่อเนื่องจากปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูงขึ้น ทำให้ธนาคารต้องพิจารณาความเหมาะสมของศักยภาพลูกหนี้ ดูความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ ทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่โตช้า คาดว่าปีนี้สินเชื่อในกลุ่มรายย่อยจะติดลบต่อเป็นปีที่ 2 ส่วนสินเชื่อธุรกิจกลับมาโตได้ จากปีก่อนติดลบบาง ๆ โดยการโตยังมาจากรายใหญ่ เอสเอ็มอีมีความท้าทายมากขึ้นจากประเด็นสงครามการค้าและตลาดในประเทศก็มีจำกัด
ก่อนหน้านี้ นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP กล่าวว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงชะลอตัว ในแง่การดำเนินธุรกิจจะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งธนาคารได้ระมัดระวังมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และยังคงเห็นการระวังที่ต่อเนื่องหลังจากนี้
“เราไม่ได้เร่งปล่อยสินเชื่อมาเกือบ 2 ปีแล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูง ทำให้หนี้เสียของใหม่ค่อนข้างน้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่า รายได้หายไป ดังนั้น เราจึงต้องจัดการต้นทุน 3 ด้านให้ดี คือ ต้นทุนการเงิน ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และต้นทุนความเสี่ยงเครดิตของสินเชื่อ เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้หรือกำไรสุทธิ เป็นโจทย์สำคัญ”
แบงก์ไม่ปล่อยกู้-สภาพคล่องล้น
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ยังกังวลว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี จึงไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อ เห็นได้จากที่แต่ละแบงก์ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ต่ำมาก หรืออยู่ในโหมดระมัดระวัง
“สภาพคล่องในระบบตอนนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่สภาพคล่องในแบงก์ล้น เงินไม่หมุนออกไปหาคนกู้ โดยแบงก์เอาเงินไปซื้อพันธบัตร ซื้ออะไรอย่างนี้ แต่ไม่กล้าปล่อยกู้ เพราะกลัวจะเป็นหนี้เสีย”
ทั้งนี้ หลังจาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.75% เชื่อว่าหลังจากนี้แบงก์ก็คงมีการปรับลด ทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก และเงินกู้ โดยเชื่อว่ารอบนี้น่าจะมีแรงกดดันให้แบงก์รับการส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยมากขึ้นกว่ารอบก่อน ๆ เพราะไม่เช่นนั้น จะไม่ค่อยเห็นกระบวนการส่งผ่านนโยบายมากเท่าที่ควร
“ถ้าไปดูตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากของแบงก์ก็ยังต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย ถามว่าวันนี้นำเงินไปฝากประจำ 3 ปี ได้เท่าไหร่ ก็ยังต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย ต่ำกว่าดอกเบี้ยในตลาดอยู่”
กนง.ควรลดดอกเบี้ยลงอีก
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันต้องบอกว่า ปัญหาก็คือ อัตราดอกเบี้ยของไทยยังสูงเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ ซึ่งวันนี้เงินเฟ้อไม่ถึง 1% และธนาคารแห่งประเทศไทยก็คาดการณ์ว่าทั้งปีเงินเฟ้อจะไม่ถึง 1% ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงก็ควรลดลงไปมากกว่านี้ เพราะไม่เช่นนั้น ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ เพราะดีมานด์ในประเทศหายไป รวมถึงดีมานด์จากต่างประเทศก็กำลังแย่ ส่วนการท่องเที่ยวก็ไม่มา ส่งออกก็จะมีปัญหาจากนโยบายการค้าโลก คือเหมือนกับเครื่องยนต์ทุกเครื่องดับหมด
ดังนั้น วันนี้ก็ต้องมาคิดกันแล้วว่า หาก Policy Space หมด จะทำอย่างไรต่อ แต่ไม่ใช่ว่า จะต้องเก็บกระสุนอย่างเดียวตอนนี้ เพราะตอนนี้ค่อนข้างน่ากังวล หากมัวแต่เก็บ Policy Space อาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่หนักไปอีกได้ ท่ามกลางพายุลูกใหญ่ที่ต้องเผชิญ
“ตอนนี้ช็อกมาหมดแล้ว ยังไงเราก็ควรเห็นดอกเบี้ยลงไปมากกว่านี้ ให้ลงไปใกล้กับอัตราเงินเฟ้อ จากตอนนี้ที่เทียบแล้วยังสูงอยู่ แปลว่า นโยบายการเงินยังอยู่ในโหมดค่อนข้างเข้มอยู่ คือวันนี้เราไม่ได้ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ลดเพื่อลดแรงฉุดที่มีต่อเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่า อีก 12 เดือนข้างหน้า ดอกเบี้ยจะลงไปที่ 1.25% หรือต่ำกว่านั้นได้”
อัดกระสุน 3 ดอกรับพายุ ศก.
ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่า ภาวะปัจจุบันมีธุรกิจที่ต้องการสินเชื่อ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี แต่ก็เข้าไม่ถึง ดังนั้นในวันนี้ กระสุน 3 ดอก ควรจะต้องเข้ามาช่วยทั้งหมด คือ นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องทำทั้งหมด
ตอนนี้แค่ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ โดยนโยบายการคลังก็คือต้องใช้เงินให้คุ้มค่า เพราะการคลังก็มีจำกัด เหลือเพดานกู้เงินได้ไม่มาก ดังนั้นทุกบาททุกสตางค์ก็ต้องใช้ให้คุ้มค่า นโยบายอะไรที่ใช้เงินแล้วไม่ได้ให้ผลต่อเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่า ก็ควรโยกเงินมาใช้ทำนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าแทน อย่างเช่น การโยกเงินจากดิจิทัลวอลเลตมาใช้อย่างอื่น เป็นต้น
“ถ้าจำเป็นต้องกู้เพิ่ม สิ่งสำคัญคือ กู้มาแล้วจะใช้ทำอะไร แล้วก็ต้องมีแผนในการจ่ายคืนเงินกู้ หรือลดขาดดุลในอนาคต ซึ่งก็ต้องเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ทั้งนี้ถ้านโยบายการคลังทำออกมาแล้ว กระตุ้นได้ดี จุดประกายเศรษฐกิจให้กลับมาหมุนได้ คนก็จะมีความหวัง”
เร่งแผนอุ้มแบงก์ปล่อยกู้
ดร.พิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนนโยบายการเงิน จากที่วันนี้แบงก์กังวลเรื่องความเสี่ยงเครดิต จึงไม่ปล่อยกู้ ก็ต้องกระตุ้นให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยอาจจะต้องทำโครงการค้ำประกันสินเชื่อมากขึ้น เช่น แบงก์ปล่อยกู้ไป แล้วรัฐช่วยค้ำประกันครึ่งหนึ่ง เป็นต้น นอกจากนี้ ก็อาจจะต้องเริ่มคิดถึงโครงการอุดหนุนแบงก์เพื่อให้ปล่อยกู้ คล้าย ๆ กับมาตรการคิวอีของยุโรป หรือจะเป็นลักษณะซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำก็ได้
“ภาวะปัจจุบัน อาจจะเรียกว่าติดกับดักสภาพคล่องได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่า พอติดแล้ว เราจะไม่ต้องทำอะไร แต่วิธีการทำอาจจะต้องครีเอทีฟมากขึ้น ที่น่าจะทำได้ก็คือ ทำอย่างไรให้แบงก์ปล่อยกู้” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าว
ธนาคารชะลอระดมเงินฝาก
นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการแข่งขันเงินฝากในปี 2568 มองว่า การแข่งขันจะมีไม่มากนัก เนื่องจากมีระดับสภาพคล่องที่เพียงพอ และสอดคล้องกับการเติบโตสินเชื่อ ที่คาดว่าจะเติบโตต่ำหรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยในไตรมาส 1/68 ยอดสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ 17 แห่ง ปรับลดลง 0.9% ขณะที่เงินฝากเพิ่มขึ้น 0.1% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 ดังนั้น การแข่งขันเงินฝากยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีสภาพคล่องที่เพียงพอ
สำหรับธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อในระดับทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้ความจำเป็นในการเร่งระดมเงินฝากมีไม่มาก หรือหากมีการเสนอขายเงินฝากประจำพิเศษจะเป็นไปเพื่อทดแทนเงินฝากประจำพิเศษที่ทยอยครบกำหนด
นางสาวกมลวรรณ อิ่มฤทัยเจริญโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานผลิตภัณฑ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์ลูกค้ารายย่อย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ตลาดเงินฝากในปี 2568 จะเติบโตอย่างช้า ๆ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตค่อนข้างต่ำ
“ปีนี้ธนาคารยังตั้งเป้าเติบโตเงินฝาก มุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าเงินฝากทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย รวมถึงกลุ่มธุรกิจ โดยเน้นเงินฝากประจำตามระยะเวลา และเงินฝากออมทรัพย์มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงถอนเมื่อไหร่ก็ได้ และเงินฝากประจำพิเศษที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้าและตอบสนองตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินฝากล้น-แบงก์ไม่ปล่อยกู้ มี.ค.เดือนเดียวยอดฝากพุ่ง 7 หมื่นล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net