โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

การซื้อโรงแรมเก่ามาทำห้องพักราคาถูก อาจเป็นทางออกของ ปัญหาคนไร้บ้าน

the Opener

เผยแพร่ 26 ก.พ. 2568 เวลา 05.22 น. • The Opener

Libertus Machinus

ในสหรัฐอเมริกา "ปัญหาคนไร้บ้าน" ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จำนวนคนไร้บ้านในสหรัฐอเมริกาช่วงหลังๆ เพิ่มจากหลักหมื่นเป็นหลักแสนคน และก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีประมาณเกือบ 800,000 คนแล้ว และแน่นอนว่า ถ้าแนวโน้มเป็นแบบนี้ปริมาณก็จะไปถึง 1,000,000 คนในที่สุด

สหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นประเทศที่มีปริมาณคนไร้บ้านมากที่สุดในโลก และเหตุผลสำคัญก็คือ "ค่าเช่า" ที่พักอาศัยต่างๆ ราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในที่นี้เราคงไม่ต้องพูดถึงการทำให้การเป็น "เจ้าที่ดิน" เป็นธุรกิจไฮเทคผ่านเทคโนโลยีสารพัดในอเมริกาว่า มีส่วนทำให้ค่าเช่าพุ่งขึ้นแค่ไหน แต่เราจะพูดถึงแนวทางการจัดการ "คนไร้บ้าน" ในสหรัฐอเมริกา

ในสหรัฐอเมริกา คนไร้บ้านเป็นคนละเรื่องกับ "ขอทาน" เพราะจริงๆ คนพวกนี้มักจะมีรายได้จากรัฐ แค่รายได้มันไม่เพียงพอจะไปเช่าที่อยู่ หรือเอาเข้าจริงๆ ปัญหาที่ซ้อนลงไปคือ คนพวกนี้มักจะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าจนถูกไล่ออกมา ซึ่งประวัติแบบนี้มักจะถูกบันทึกเอาไว้ และจะส่งผลให้เหล่า "เจ้าที่ดิน" เลือกจะปฏิเสธไม่ให้คนพวกนี้เช่าที่พักอาศัย พอไม่มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ก็ทำงานได้ยาก ซึ่งพอไม่มีงาน "เจ้าที่ดิน" จำนวนมากก็จะปฏิเสธไม่ให้คนพวกนี้เช่าที่พักอาศัยในราคาถูก ทำให้คนพวกนี้ถึงอยากจะมีที่อยู่อาศัยก็มีไม่ได้ และก็เป็นคนไร้บ้านไปทั้งที่จริงๆ แล้ว พวกเขา "พอมีรายได้"

ภาวะแบบนี้ทำให้อเมริกาเกิดปัญหามาก คนไร้บ้านที่พอมีรายได้แต่ไม่มีทางจะมีอนาคตก็หายาเสพติดมาเสพให้ลืมความทุกข์ทั้งหลาย และเป็นปัญหาระดับชาติขนาดประธานาธิบดีทรัมป์เอาเรื่องยาเสพติดมาอ้างในการคว่ำบาตรชาติต่างๆ แล้วฟังขึ้นสำหรับคนจำนวนมาก

กลับมาเรื่อง "คนไร้บ้าน" ของเราก่อน ในอเมริกา คนไร้บ้านมีกระจายไปทั่ว และหลายๆ เมืองก็ปวดหัวในการจัดการ เพราะไอเดียที่ฟังดูเข้าท่าจำนวนมากโดนบล็อคด้วยระเบียบต่างๆ เช่น ในหลายเมือง มีคนสังเกตว่าปัจจุบันมีห้างสรรพสินค้าร้าง โรงเรียนร้าง และหรือกระทั่งโรงแรมร้าง ซึ่งถ้าพื้นที่เหล่านี้สามารถถูกปรับไปเป็น "บ้าน" ให้กับคนไร้บ้านได้ก็ดี และก็มีคนพยายามจะจัดการ แต่ไปๆ มาๆ การปรับพื้นที่เหล่านี้ให้เป็น "ที่พักอาศัย" ต้องไปเจอระเบียบที่ต่างๆ หรือพูดง่ายๆ คือ แค่ให้มีน้ำประปา มีไฟฟ้า ก็เอาคนไร้บ้านมาอยู่ไม่ได้ เพราะแค่จะเปลี่ยนโรงแรมไปเป็นอพาร์ตเมนต์สำหรับคนไร้บ้าน สิ่งที่ต้องเจอคือต้องรื้องานระบบหลายส่วนให้ถูกต้องกับกฎหมายห้องเช่า ซึ่งเป็นคนละแบบกับกฎหมายโรงแรม และทำให้ต้นทุนการปรับอาคารพวกนี้เป็น"บ้าน" สำหรับคนไร้บ้านสูงมาก จึงทำให้โครงการต้องยุบไป

อย่างไรก็ดี จริงๆ มันก็มีโครงการตัวอย่างที่ในทางคอนเซ็ปต์เวิร์คมาก มันคือโครงการที่เกิดขึ้นที่เมืองรอลีย์ (Raleigh) ที่เป็นเมืองหลวงของรัฐนอร์ธแคโรไลน่า โดยเมืองนี้ทางเทศบาลเมืองได้ทำการซื้อโรงแรมเก่า และก็ยังดำเนินการในฐานะโรงแรมต่อไปเพื่อให้ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย แต่กดค่าเช่าลงมาให้คนไร้บ้านเข้าอยู่และเริ่มตั้งตัวกับชีวิตใหม่ได้

ถ้าเราไปค้นโรงแรมชื่อ Hospitality Studios ใน Tripadvisor เราจะพบว่าเรตติ้งห่วยแตกมาก คนรีวิวก็สาปส่ง ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่มันเจ๊ง และทางเทศบาลเมืองเอาเงินก้อนจากโครงการช่วยเหลือช่วง Covid-19 ระบาดของรัฐบาลกลางเข้าซื้อ และเปลี่ยนมันเป็น "โรงแรมสำหรับคนไร้บ้าน"

แน่นอน ตอนแรกโรงแรมนี้ก็ผุๆ พังๆ สมที่คนด่าในยุคที่เป็นโรงแรมเชิงพาณิชย์ ทางเทศบาลเมืองก็เอาพวกองค์กรไม่แสวงกำไรที่ถนัดทำที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้านมารีโนเวตพื้นที่ ซึ่งหลักๆ คือห้องไหนอยู่ได้ ก็ให้อยู่ไปก่อน ถ้าห้องใหม่เสร็จมาก็ค่อยย้ายมา ซึ่งค่าเช่าก็จะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย

ต้องเข้าใจก่อนว่า Hospitality Studios ไม่ใช่ที่พักพิงคนไร้บ้านที่พักฟรี มันคือโรงแรม แต่เป็นโรงแรมราคาถูกที่จะไม่ปฏิเสธคนไร้บ้าน ซึ่งค่าห้องเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 7,000 บาท ลองคิดภาพว่าค่าแรงขั้นต่ำที่นอร์ธแคโรไลน่าตกชั่วโมงละ 250 บาท ถ้าทำงานปกติสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงตามกฎหมายแรงงาน เดือนนึงจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำแบบต่ำสุดจริงๆ ประมาณ 40,000 บาท ซึ่งจริงๆ น่าจะได้มากกว่านั้น และถ้าขยันทำงานล่วงเวลาก็จะได้เพิ่มอีกพอสมควร ตีตัวเลขกลมๆ ว่า ถ้าคนขยันทำงานจริงๆ แล้วมีรายได้สักเดือนละ 60,000-70,000 บาทก็จะพบว่า พอจ่ายค่าเช่าที่นี่ไหวแน่ๆ พูดอีกแบบคือ โรงแรมนี้เปิดโอกาสให้คนไร้บ้านที่อยากมีที่พักพิงและกลับไปทำงานปกติได้มีโอกาสแบบนั้นได้

เทคนิคนี้ก็น่าสนใจและน่าเลียนแบบสำหรับหลายๆ เมือง ที่มีปัญหาคนไร้บ้าน เพราะประเด็นจริงๆ ไม่ใช่การให้ที่พักอาศัยฟรีๆ กับคนไม่ทำมาหากิน แต่คือการให้โอกาสคนที่ต้องเผชิญค่าเช่าสูงจนต้องมานอนบนถนน ได้กลับไปมีที่พักอาศัย และกลับไปเป็นแรงงานในตลาดแรงงาน

ทั้งนี้ ในอเมริกาก็มีการคำนวณกันว่า เอาจริงๆ แล้ว แนวทางการให้ที่พักอาศัยกับคนไร้บ้านนั้นรวมๆ ทำให้ "ต้นทุน" ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการบริหารจัดการคนไร้บ้านของสังคมลดลงประมาณครึ่งหนึ่งเป็นอย่างต่ำ ดังนั้น แนวทางแบบนี้จึงพึงประสงค์กว่าการปล่อยให้คนไร้บ้านเร่ร่อนไปเรื่อยๆ แน่ๆ ในสายตาของรัฐ

แต่ก็แน่นอน "ทางออก" แบบนี้ก็อาจใช้ไม่ได้ในทุกเมือง เพราะคนไร้บ้านไม่น้อยถ้าไร้บ้านนานๆ ก็จะรู้สึกว่าเป็น "ไลฟ์สไตล์" ที่ไม่อยากเปลี่ยน ซึ่งก็ต้องเข้าใจอีกว่าตามธรรมชาติคนอเมริกัน "ไม่ไว้ใจรัฐ" อยู่แล้ว การที่รัฐเข้าไปจัดการคนไร้บ้าน มันไม่ใช่การ "ให้แบบไม่มีเงื่อนไข" แน่ๆ และนี่ก็ทำให้คนไร้บ้านจำนวนมากมีความกังขาและลังเลจะรับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐด้วยซ้ำ
อ้างอิง
Gimme shelter
Hospitality Studios
Homelessness rate, 2023

อ่านบทความอื่นๆ ของผู้เขียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...