โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

งาน ภาษี ในบริบทโลกใหม่ เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 11.58 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 04.58 น.

“ผมเป็นลูกหม้อของกรมสรรพากรมา 30 ปี ผ่านการทำงานมาหลายกอง หลายส่วน แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หลักการบริหารงานในวันนี้จะต้องต่างจาก 30 ปีที่แล้ว เพื่อให้เท่าทันบริบทของโลก แต่ยังต้องตอบโจทย์ 3 หลักการสำคัญของกรมคือ การจัดเก็บภาษี การเสนอแนะมาตรการภาษี และ การให้บริการประชาชน”

เป็นเวลากว่า 30 ปีที่ “ปิ่นสาย สุรัสวดี” ได้คลุกคลีอยู่กับการทำงานที่กรมสรรพากร โดยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการกองวิชาการแผน ภาษี ควบตำแหน่งโฆษกกรมสรรพากร และที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร ขณะที่ในปี 2566 ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ ก่อนกลับมาที่กรมสรรพากรอีกครั้ง ในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567

ปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์พิเศษ “การเงินธนาคาร” ถึงภาพของกรมสรรพากรที่อยากเห็น รวมถึงเป้าหมายของกรมสรรพากรในระยะข้างหน้า ในฐานะที่เป็นลูกหม้อของกรมสรรพากรมากว่า 30 ปี

“ผมเป็นลูกหม้อของกรมสรรพากรมา 30 ปี ผ่านการทำงานมาหลายกอง หลายส่วน แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หลักการบริหารงานในวันนี้จะต้องต่างจาก 30 ปีที่แล้ว เพื่อให้เท่าทันบริบทของโลก แต่ยังต้องตอบโจทย์ 3 หลักการสำคัญของกรมคือ การจัดเก็บภาษี การเสนอแนะมาตรการภาษี และการให้บริการประชาชน”

ภาษีต้องง่ายและเป็นธรรม

เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ

ปิ่นสายกล่าวว่า การขับเคลื่อน กรมสรรพากรในปัจจุบันเทคโนโลยีถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมากทำให้หน่วยงานต่างๆ ได้รับผลกระทบจาก Technology Disruption รวมถึงกรมสรรพากรด้วย อย่างไรก็ตาม อีกด้านก็สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น จึงมีความตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในประบวนการทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้เสียภาษี

“ที่ผ่านมา เราเป็นหน่วยงานต้นๆ ที่เอาไอทีเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน แต่เป็นการใช้ภายใต้ของบริบทของโครงสร้างภาษีที่ใช้มานานแล้ว แค่เปลี่ยนจากการใช้กระดาษมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่ Mindset ของคนที่ทำงานยังไม่เปลี่ยน ดังนั้น จึงตั้งใจที่จะเปลี่ยนความคิดของคนทำงาน และกระบวนการทำงานให้ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น”

ทั้งนี้ ภารกิจหลักของกรมสรรพากรคือ การจัดเก็บ ภาษี ดังนั้น ภายใต้ Technology Disruption กรมสรรพากรจะต้องพัฒนากระบวนการจัดเก็บภาษีให้มากขึ้น ด้วยหลักการ 4 ด้าน ได้แก่

1.ความง่าย คือ ต้องทำให้ผู้เสียภาษีสามารถเข้าใจกฎหมายสรรพากรได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการยื่นภาษีทำให้การยื่นภาษีง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความรู้และการเชื่อมโยงข้อมูลของผู้เสียภาษีกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษี

โดยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะทำให้กรมสรรพากรสามารถนำข้อมูลของผู้เสียภาษีที่กระจัดกระจายอยู่มาไว้ในที่เดียว ซึ่งเมื่อถึงเวลายื่นภาษีผู้เสียภาษีจะสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งกรมสรรพากรได้เริ่มดำเนินการแล้วผ่านโครงการดังนี้

  • One Portal ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรวมบริการ ภาษี ทุกด้านไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระการดำเนินการภาษีของประชาชนและผู้ประกอบการ และยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้เป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และทันสมัย

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพากรได้ยกระดับบริการทางภาษี โดยเปิดตัว D-My Tax ซึ่งเป็นการรวมบริการด้านภาษีทั้งหมดไว้ในรูปแบบ One Portal ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสมัครใจ (Voluntary Compliance) ผ่านการใช้งานที่ง่ายและครบถ้วนในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถดำเนินธุรกรรมต่างๆ ได้ในที่เดียว ซึ่งปัจจุบันผู้เสียภาษีสามารถเข้าถึงระบบต่างๆ ผ่าน D-MyTax เช่น ระบบ e-Filing e-Donation e-Appointment เป็นต้น

“ระบบนี้ใช้แนวคิด Taxpayer Centric ให้ผู้เสียภาษีเข้าถึงบริการทั้งหมดผ่าน Single Sign-On และใช้งานง่ายด้วย Single Touch Point เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่เหมือนกันจากการใช้บริการทุกระบบในแพลตฟอร์มเดียว หรือ Single Experience”

  • One Profile ที่ทำให้การวิเคราะห์และติดตามการเสียภาษีให้เป็นไปอย่างครอบคลุม ทันสมัย และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความโปร่งใส ยุติธรรม และเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบภาษี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้มีรายได้มีการติดตามข้อมูลทีเป็นปัจจุบัน โดยรวบรวมข้อมูลผู้เสียภาษีจากแหล่งข้อมูลหลากหลายไว้ในระบบเดียว เช่น

  • ระบบ e-Tax Invoice และ e-Filing ซึ่งแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการยื่นแบบภาษี

    [* ข้อมูลจากพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น Common Reporting Standard \(CRS\) และ Foreign Account Tax Compliance Act \(FATCA\) ที่ให้ข้อมูลด้านรายได้และสินทรัพย์ในต่างประเทศของผู้เสียภาษี , * ข้อมูลจากหน่วยงานภายนอก เช่น ธนาคาร บริษัทประกันภัย หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ ]

“เราเข้าใจว่า ผู้เสียภาษีก็อยากเสียน้อย ส่วนเราก็อยากเก็บรายได้ภาษีให้เยอะ ดังนั้น จึงควรมาพบกันครึ่งทางด้วยการทำให้การเสียภาษีเป็นเรื่องง่าย โดยสรรพากรจะทำระบบให้ข้อมูลของผู้เสียภาษีอยู่ในโปรไฟล์เดียวกัน ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน การบริจาคต่างๆ พอถึงเวลายื่นภาษี ก็แค่ตรวจสอบข้อมูล ถ้าเรียบร้อยกดยื่นได้เลย หริอถ้ามีภาระภาษีก็สามารถชำระผ่านระบบของธนาคารได้ทันที ขณะเดียวกันถ้าขอคืนก็ต้องคืนได้ง่ายผ่านระบบ”

  • ความสะดวก โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้การยื่นภาษีและชำระภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากปัจจุบันที่อาจมีการตัดระบบในช่วงกลางคืน โดยจะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อให้กระบวนงานทางภาษีง่ายที่สุดทั้งในฝั่งผู้เสียภาษีและฝั่งกรมสรรพากร

“เราอยากให้ผู้เสียภาษีสามารถจ่ายภาษีที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศ หรือต่างประเทศ ก็สามารถจ่ายได้ทุกเวลา ซึ่งวันนี้สามารถทำได้แล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องมีการใช้ AI เข้ามาช่วย เพื่อทำให้ได้ดียิ่งขึ้น”

  • เป็นปัจจุบัน โดยการตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากรยังไม่มีความเป็นปัจจุบัน ทำให้มีการคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มกับผู้เสียภาษี ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องตรวจสอบภาษีให้เร็วและหากพบข้อผิดพลาดต้องให้คำแนะนำกับผู้เสียภาษีได้ทันที

“การตรวจสอบภาษีที่ช้าและไม่เป็นปัจจุบันอาจทำให้เกิดการคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มกับผู้เสียภาษี ซึ่งทำให้ผู้เสียภาษีรู้สึกไม่ดี เราได้ยินผู้เสียภาษีพูดมาเยอะว่าเขายินดีที่จะเสียภาษี แต่ถ้ามีเบี้ยปรับเงินเพิ่มเขาก็จ่ายไม่ไหว ดังนั้น ก็ได้ให้นโยบายไปว่าต้องทำให้การเสียภาษีเป็นปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโยลีจะเป็นหัวใจสำคัญที่จะเข้ามาช่วยได้ เพราะนอกจากจะเป็นผลดีกับผู้เสียภาษีแล้ว ยังเป็นผลดีกับกรมสรรพากรเองด้วย”

  • ความเป็นธรรม โดยยึดหลักความเป็นกลางทางภาษี ซึ่งหากผู้ประกอบการทำธุรกิจเดียวกัน หรือผู้เสียภาษีทำธุรกรรมในแบบเดียวกัน ก็ต้องเสียภาษีในรูปแบบเดียวกัน ขณะที่ต้องเข้มงวดกรณีการทุจริต เช่น การทำใบกำกับภาษีปลอม หรือการสร้างรายจ่ายเท็จ ซึ่งหากตรวจพบกรมสรรพากรพร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันที

พร้อมปฏิรูปภาษี

รับบริบทโลกใหม่

ปิ่นสายกล่าวว่า นอกจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้ภาษีเป็นเรื่องง่าย สะดวก เป็นปัจจุบัน และ เป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศแล้ว ในระดับองค์กรของกรมสรรพากรเองก็ต้องมีการปรับตัวด้วย โดยมีเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับการทำงานในเรื่องต่างๆ ดังนี้

1. การคืนภาษีให้รวดเร็วขึ้น โดยปัจจุบันยังมีภาษีคงค้างอยู่ในระบบงานของกรมสรรพากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาของข้อกฎหมายที่ไม่ทันสมัยและไม่ยืดหยุ่นพอ เช่น การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบันหากผู้ประกอบการขอคืน 10 ปี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้คืนได้ 3 ปี แต่การตรวจสอบภาษีต้องตรวจสอบย้อนกลับไป 10 ปี ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ ในการตัดการตรวจสอบ 7 ปีก่อนหน้า และใช้คนตรวจสอบ 3 ปีหลัง เพื่อช่วยลดเวลาการคืนภาษี

“ก่อนหน้านี้ เราเคยคิดว่าจะนำ AI มาใช้ในกระบวนการคืนภาษีทั้งหมด แต่หลังจากลองทำแล้วพบว่าทำไม่ได้ เราจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ เป็นการนำ AI มาใช้ในส่วนที่ไม่สำคัญเพื่อช่วยลดเวลาการทำงาน ส่วนงานที่สำคัญก็ยังต้องให้คนทำอยู่”

2. การจัดการภาษีอากรตกค้าง โดยปัจจุบันมีภาษีอากรตกค้างอยู่ประมาณ 7-8 แสนล้านบาท โดยเป็นภาษีอากรที่มีคุณภาพประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยจะเร่งหาวิธีการในการนำภาษีอากรที่มีคุณภาพออกมาให้ได้มากที่สุด

“ในภาษีอากรตกค้างประมาณ 7-8 แสนล้านบาท เป็นภาษีที่มีคุณภาพที่สามารถนำออกมาได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเราจะเร่งหาทางนำส่วนนี้ออกมา ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นภาษีที่ไม่มีคุณภาพก็เป็นเหมือน NPL เช่น ภาษีที่มาจากคดียาเสพติด หรือ เว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเมื่อโดนดำเนินคดีก็ไม่มีเงินมาจ่ายแล้ว”

3. ปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยกรมสรรพากรจะเดินหน้าปฎิรูปภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของโลกที่เปลี่ยนไป โดยการปฏิรูปภาษีครั้งนี้จะเป็นการช่วยสนับสนุนรายได้ของรัฐบาลเพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอต่อการลงทุนในโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

“กรมสรรพากรจะมีการปรับทุก 5-10 ปี ซึ่งปัจจุบันก็ถึงเวลาที่จะปรับแล้ว เนื่องจากบริบทของโลกเปลี่ยนไป เช่น สังคมผู้สูงอายุ กรีน การแข่งขัน ซึ่งภาษีเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น ต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อตอบโจทย์เรื่องดังกล่าว เพื่อให้ประชาชน รัฐบาล และประเทศเดินหน้าต่อได้ โดยแนวคิดคือมีภาษีบางอย่างที่จะเก็บลดลง แต่บางอย่างก็ต้องเก็บเพิ่มขึ้น”

รายได้ภาษีคือภารกิจหลัก

เร่งเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ

ปิ่นสายกล่าวว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรวันแรก ได้ให้นโยบายกับกรมสรรพากรว่าให้เน้นผลการจัดเก็บรายได้เป็นสำคัญ โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม-ธันวาคม 2567) สามารถจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 470,348 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 3,963 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ทั้งปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 2,372,500 ล้านบาท โดย

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้สูงตามการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวได้ดี จากกลุ่มกิจการธุรกรรมการเงิน การค้าปลีก การใช้ไฟฟ้าครัวเรือน และภาคการท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บได้สูง เนื่องจาก

(1) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากเงินเดือนขยายตัวตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมที่ขยายตัวดี เช่น กิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวภายหลังรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว ยกเว้นวีซ่า (Free Visa) ได้แก่ ที่พักแรมอุตสาหกรรมการบิน เป็นต้น

(2) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากดอกเบี้ยและเงินปันผล ขยายตัวจากอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยเงินฝากประจำเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และปริมาณเงินฝากประจำบุคคลธรรมดาของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นมาก

(3) ภาษียื่นครึ่งปีปฏิทิน (ภ.ง.ด. 94) ขยายตัวจากที่ผู้เสียภาษีขอใช้สิทธิยื่นแบบฯ ผ่านอินเทอร์เน็ตในเดือนสุดท้ายของการยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.94 ปีปฏิทิน 2567 มากขึ้น

  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ จัดเก็บได้สูง เนื่องจากภาษีที่กรมที่ดินจัดเก็บให้ ตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มฟื้นตัวจากปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง

สำหรับภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการงบประมาณ คือภาษีเงินได้นิติบุคคลจากประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี จัดเก็บได้ต่ำเนื่องจากการหดตัวของกำไรครึ่งปีของบริษัทที่มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่เมษายน 2567 - มีนาคม 2568 (รอบญี่ปุ่น) โดยเฉพาะในกิจการการผลิตยานยนต์ การขายและเช่าซื้อยานยนต์

“ผมดูข้อมูลการจัดเก็บรายได้ทุกวันเมื่อเห็นว่ามีตรงไหนที่ไม่เข้าเป้าก็ต้องมีการหารือกัน แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนสรรพากร ก็ทำให้ 3 เดือนแรกปีงบฯ 68 เก็บภาษีเกินเป้าได้ แต่ก็มีความท้าทายคือ การจัดเก็บรายได้ภาษีนิติบุคคลที่จะเข้ามาในเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งคาดว่าจะติดลบ ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีแรกจึงต้องจัดเก็บรายได้ให้ได้มากที่สุดเพื่อลดผลกระทบ ส่วนจะทำได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับศาสตร์และศิลป์ในการให้กำลังใจคนของกรมด้วย โดยต้องพยายามเข้าใจเจ้าหน้าที่ให้มากที่สุด”

ปิ่นสายกล่าวต่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้มากขึ้นมาจากเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี โดยต้องดำเนินการดังนี้

  • การจัดเก็บภาษีนิติบุคคล กรมสรรพากรได้ดำเนินการตามกรอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พื่อแก้ไขปัญหาการกัดกร่อนฐานภาษีและโยกย้ายกำไรไปต่างประเทศ (Profit Shifting) ดังนี้

  • Pillar 1 Reallocation of Taxing Rights มีเป้าหมายเพื่อจัดสรรสิทธิการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจข้ามชาติ (MNEs) ใหม่ให้แก่ประเทศที่ MNEs มีรายได้หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (ประเทศที่เป็นตลาด) อันเป็นการปรับปรุงจากกฎระเบียบเดิมที่เน้นการมีสถานประกอบการในการพิจารณาภาระภาษี ซึ่งไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ MNEs สามารถสร้างกำไรในประเทศหนึ่งๆ ได้โดยไม่ต้องมีสถานประกอบการในประเทศนั้น

    [* **Pillar 2 Global Minimum Tax** กรมสรรพากรได้ตราพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.2567 กำหนดให้กลุ่มธุรกิจข้ามชาติ \(MNEs\) ที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร ต้องเสียภาษีในอัตราภาษีที่แท้จริงไม่น้อยกว่า 15% โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย และสร้างความชัดเจน \(Clarity\) และความแน่นอน \(Certainty\) ให้แก่ธุรกิจข้ามชาติที่ลงทุนในประเทศไทย ทั้งนี้คาดว่าจะเพิ่มรายได้ภาษีประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อปี ]
  • การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรจะให้ความสำคัญกับการดึงกลุ่มที่อยู่นอกระบบเข้ามาสู่ระบบภาษี โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในระบบออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ยังพบความท้าทายในการจัดเก็บภาษีอย่างทั่วถึง

ดังนั้น กรมสรรพากรจึงได้กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่จดทะเบียนในประเทศไทยและมีรายได้เกิน 1 พันล้านบาท ต้องส่งข้อมูลรายได้ของผู้ขายสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มให้กรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 โดยมีการจัดทำบัญชีพิเศษเพื่อรวบรวมข้อมูลธุรกรรมอย่างครบถ้วนและโปร่งใส

ขณะที่อีกกลุ่มที่กรมสรรพากรให้ความสำคัญคือ กลุ่มที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี โดบกรมสรรพากรจะใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งนำ Data Analytics และ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อแยกกลุ่มผู้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีออกจากผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่มีเจตนา และใช้มาตรการทางอาญาและแพ่งกับกลุ่มที่มีเจตนาอย่างเด็ดขาด

สำหรับกลุ่มที่ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีแต่พบความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษี กรมสรรพากรเน้นปรับปรุงกฎหมายให้ง่ายขึ้น และพัฒนาบริการให้สะดวกขึ้น เช่น การพัฒนากระบวนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่ใช้งานง่าย การส่งเสริมการใช้งานระบบดิจิทัล เช่น e-Tax Invoice & e-Receipt และการให้คำปรึกษาเชิงรุก เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังได้ศึกษาแนวทางการสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย โดยได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ของการนำ Negative Income Tax (NIT) มาใช้เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านระบบภาษี

  • การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

(1) การจัดเก็บภาษีจากสินค้ามูลค่าต่ำ (Low-Value Goods) โดยกรมสรรพากรได้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดให้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มผ่าน Vendor Collection Model (VCM) โดยแนวทางนี้สอดคล้องกับคำแนะนำของ OECD เพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ

(2) การสนับสนุนภาคการส่งออก กรมสรรพากรจะปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการส่งออก ช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ยังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคการส่งออกของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าที่ยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยการปรับปรุงนี้ จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

“จากความรู้สึกของคนที่อยู่ที่นี่มา 30 ปี ผมอยากเห็นกรมสรรพากรเดินไปข้างหน้า ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้กระบวนการทางภาษีมีความง่าย สะดวก เป็นปัจจุบัน และเป็นธรรม ขณะที่ยังต้องยึดหลักการสำคัญของเราคือการเก็บภาษีที่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ผมได้มอบนโยบายว่า การเก็บภาษีไม่ได้เก็บเพื่อกรม แต่เก็บเพื่อประเทศ ซึ่งทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเช่นกัน และผมเชื่อว่าคนสรรพากรทำได้ เชื่อมั่นในความสามารถของทุกคน”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2568 ฉบับที่ 515 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...