งาน ภาษี ในบริบทโลกใหม่ เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ
“ผมเป็นลูกหม้อของกรมสรรพากรมา 30 ปี ผ่านการทำงานมาหลายกอง หลายส่วน แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หลักการบริหารงานในวันนี้จะต้องต่างจาก 30 ปีที่แล้ว เพื่อให้เท่าทันบริบทของโลก แต่ยังต้องตอบโจทย์ 3 หลักการสำคัญของกรมคือ การจัดเก็บภาษี การเสนอแนะมาตรการภาษี และ การให้บริการประชาชน”
เป็นเวลากว่า 30 ปีที่ “ปิ่นสาย สุรัสวดี” ได้คลุกคลีอยู่กับการทำงานที่กรมสรรพากร โดยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการกองวิชาการแผน ภาษี ควบตำแหน่งโฆษกกรมสรรพากร และที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร ขณะที่ในปี 2566 ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ ก่อนกลับมาที่กรมสรรพากรอีกครั้ง ในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567
ปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์พิเศษ “การเงินธนาคาร” ถึงภาพของกรมสรรพากรที่อยากเห็น รวมถึงเป้าหมายของกรมสรรพากรในระยะข้างหน้า ในฐานะที่เป็นลูกหม้อของกรมสรรพากรมากว่า 30 ปี
“ผมเป็นลูกหม้อของกรมสรรพากรมา 30 ปี ผ่านการทำงานมาหลายกอง หลายส่วน แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หลักการบริหารงานในวันนี้จะต้องต่างจาก 30 ปีที่แล้ว เพื่อให้เท่าทันบริบทของโลก แต่ยังต้องตอบโจทย์ 3 หลักการสำคัญของกรมคือ การจัดเก็บภาษี การเสนอแนะมาตรการภาษี และการให้บริการประชาชน”
ภาษีต้องง่ายและเป็นธรรม
เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ
ปิ่นสายกล่าวว่า การขับเคลื่อน กรมสรรพากรในปัจจุบันเทคโนโลยีถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมากทำให้หน่วยงานต่างๆ ได้รับผลกระทบจาก Technology Disruption รวมถึงกรมสรรพากรด้วย อย่างไรก็ตาม อีกด้านก็สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น จึงมีความตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในประบวนการทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้เสียภาษี
“ที่ผ่านมา เราเป็นหน่วยงานต้นๆ ที่เอาไอทีเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน แต่เป็นการใช้ภายใต้ของบริบทของโครงสร้างภาษีที่ใช้มานานแล้ว แค่เปลี่ยนจากการใช้กระดาษมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่ Mindset ของคนที่ทำงานยังไม่เปลี่ยน ดังนั้น จึงตั้งใจที่จะเปลี่ยนความคิดของคนทำงาน และกระบวนการทำงานให้ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น”
ทั้งนี้ ภารกิจหลักของกรมสรรพากรคือ การจัดเก็บ ภาษี ดังนั้น ภายใต้ Technology Disruption กรมสรรพากรจะต้องพัฒนากระบวนการจัดเก็บภาษีให้มากขึ้น ด้วยหลักการ 4 ด้าน ได้แก่
1.ความง่าย คือ ต้องทำให้ผู้เสียภาษีสามารถเข้าใจกฎหมายสรรพากรได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการยื่นภาษีทำให้การยื่นภาษีง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความรู้และการเชื่อมโยงข้อมูลของผู้เสียภาษีกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษี
โดยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะทำให้กรมสรรพากรสามารถนำข้อมูลของผู้เสียภาษีที่กระจัดกระจายอยู่มาไว้ในที่เดียว ซึ่งเมื่อถึงเวลายื่นภาษีผู้เสียภาษีจะสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งกรมสรรพากรได้เริ่มดำเนินการแล้วผ่านโครงการดังนี้
- One Portal ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรวมบริการ ภาษี ทุกด้านไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระการดำเนินการภาษีของประชาชนและผู้ประกอบการ และยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้เป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และทันสมัย
ขณะที่ในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพากรได้ยกระดับบริการทางภาษี โดยเปิดตัว D-My Tax ซึ่งเป็นการรวมบริการด้านภาษีทั้งหมดไว้ในรูปแบบ One Portal ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสมัครใจ (Voluntary Compliance) ผ่านการใช้งานที่ง่ายและครบถ้วนในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถดำเนินธุรกรรมต่างๆ ได้ในที่เดียว ซึ่งปัจจุบันผู้เสียภาษีสามารถเข้าถึงระบบต่างๆ ผ่าน D-MyTax เช่น ระบบ e-Filing e-Donation e-Appointment เป็นต้น
“ระบบนี้ใช้แนวคิด Taxpayer Centric ให้ผู้เสียภาษีเข้าถึงบริการทั้งหมดผ่าน Single Sign-On และใช้งานง่ายด้วย Single Touch Point เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่เหมือนกันจากการใช้บริการทุกระบบในแพลตฟอร์มเดียว หรือ Single Experience”
One Profile ที่ทำให้การวิเคราะห์และติดตามการเสียภาษีให้เป็นไปอย่างครอบคลุม ทันสมัย และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความโปร่งใส ยุติธรรม และเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบภาษี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้มีรายได้มีการติดตามข้อมูลทีเป็นปัจจุบัน โดยรวบรวมข้อมูลผู้เสียภาษีจากแหล่งข้อมูลหลากหลายไว้ในระบบเดียว เช่น
ระบบ e-Tax Invoice และ e-Filing ซึ่งแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการยื่นแบบภาษี
[* ข้อมูลจากพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น Common Reporting Standard \(CRS\) และ Foreign Account Tax Compliance Act \(FATCA\) ที่ให้ข้อมูลด้านรายได้และสินทรัพย์ในต่างประเทศของผู้เสียภาษี , * ข้อมูลจากหน่วยงานภายนอก เช่น ธนาคาร บริษัทประกันภัย หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ ]
“เราเข้าใจว่า ผู้เสียภาษีก็อยากเสียน้อย ส่วนเราก็อยากเก็บรายได้ภาษีให้เยอะ ดังนั้น จึงควรมาพบกันครึ่งทางด้วยการทำให้การเสียภาษีเป็นเรื่องง่าย โดยสรรพากรจะทำระบบให้ข้อมูลของผู้เสียภาษีอยู่ในโปรไฟล์เดียวกัน ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน การบริจาคต่างๆ พอถึงเวลายื่นภาษี ก็แค่ตรวจสอบข้อมูล ถ้าเรียบร้อยกดยื่นได้เลย หริอถ้ามีภาระภาษีก็สามารถชำระผ่านระบบของธนาคารได้ทันที ขณะเดียวกันถ้าขอคืนก็ต้องคืนได้ง่ายผ่านระบบ”
- ความสะดวก โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้การยื่นภาษีและชำระภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากปัจจุบันที่อาจมีการตัดระบบในช่วงกลางคืน โดยจะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อให้กระบวนงานทางภาษีง่ายที่สุดทั้งในฝั่งผู้เสียภาษีและฝั่งกรมสรรพากร
“เราอยากให้ผู้เสียภาษีสามารถจ่ายภาษีที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศ หรือต่างประเทศ ก็สามารถจ่ายได้ทุกเวลา ซึ่งวันนี้สามารถทำได้แล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องมีการใช้ AI เข้ามาช่วย เพื่อทำให้ได้ดียิ่งขึ้น”
- เป็นปัจจุบัน โดยการตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากรยังไม่มีความเป็นปัจจุบัน ทำให้มีการคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มกับผู้เสียภาษี ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องตรวจสอบภาษีให้เร็วและหากพบข้อผิดพลาดต้องให้คำแนะนำกับผู้เสียภาษีได้ทันที
“การตรวจสอบภาษีที่ช้าและไม่เป็นปัจจุบันอาจทำให้เกิดการคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มกับผู้เสียภาษี ซึ่งทำให้ผู้เสียภาษีรู้สึกไม่ดี เราได้ยินผู้เสียภาษีพูดมาเยอะว่าเขายินดีที่จะเสียภาษี แต่ถ้ามีเบี้ยปรับเงินเพิ่มเขาก็จ่ายไม่ไหว ดังนั้น ก็ได้ให้นโยบายไปว่าต้องทำให้การเสียภาษีเป็นปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโยลีจะเป็นหัวใจสำคัญที่จะเข้ามาช่วยได้ เพราะนอกจากจะเป็นผลดีกับผู้เสียภาษีแล้ว ยังเป็นผลดีกับกรมสรรพากรเองด้วย”
- ความเป็นธรรม โดยยึดหลักความเป็นกลางทางภาษี ซึ่งหากผู้ประกอบการทำธุรกิจเดียวกัน หรือผู้เสียภาษีทำธุรกรรมในแบบเดียวกัน ก็ต้องเสียภาษีในรูปแบบเดียวกัน ขณะที่ต้องเข้มงวดกรณีการทุจริต เช่น การทำใบกำกับภาษีปลอม หรือการสร้างรายจ่ายเท็จ ซึ่งหากตรวจพบกรมสรรพากรพร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันที
พร้อมปฏิรูปภาษี
รับบริบทโลกใหม่
ปิ่นสายกล่าวว่า นอกจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้ภาษีเป็นเรื่องง่าย สะดวก เป็นปัจจุบัน และ เป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศแล้ว ในระดับองค์กรของกรมสรรพากรเองก็ต้องมีการปรับตัวด้วย โดยมีเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับการทำงานในเรื่องต่างๆ ดังนี้
1. การคืนภาษีให้รวดเร็วขึ้น โดยปัจจุบันยังมีภาษีคงค้างอยู่ในระบบงานของกรมสรรพากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาของข้อกฎหมายที่ไม่ทันสมัยและไม่ยืดหยุ่นพอ เช่น การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบันหากผู้ประกอบการขอคืน 10 ปี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้คืนได้ 3 ปี แต่การตรวจสอบภาษีต้องตรวจสอบย้อนกลับไป 10 ปี ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ ในการตัดการตรวจสอบ 7 ปีก่อนหน้า และใช้คนตรวจสอบ 3 ปีหลัง เพื่อช่วยลดเวลาการคืนภาษี
“ก่อนหน้านี้ เราเคยคิดว่าจะนำ AI มาใช้ในกระบวนการคืนภาษีทั้งหมด แต่หลังจากลองทำแล้วพบว่าทำไม่ได้ เราจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ เป็นการนำ AI มาใช้ในส่วนที่ไม่สำคัญเพื่อช่วยลดเวลาการทำงาน ส่วนงานที่สำคัญก็ยังต้องให้คนทำอยู่”
2. การจัดการภาษีอากรตกค้าง โดยปัจจุบันมีภาษีอากรตกค้างอยู่ประมาณ 7-8 แสนล้านบาท โดยเป็นภาษีอากรที่มีคุณภาพประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยจะเร่งหาวิธีการในการนำภาษีอากรที่มีคุณภาพออกมาให้ได้มากที่สุด
“ในภาษีอากรตกค้างประมาณ 7-8 แสนล้านบาท เป็นภาษีที่มีคุณภาพที่สามารถนำออกมาได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเราจะเร่งหาทางนำส่วนนี้ออกมา ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นภาษีที่ไม่มีคุณภาพก็เป็นเหมือน NPL เช่น ภาษีที่มาจากคดียาเสพติด หรือ เว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเมื่อโดนดำเนินคดีก็ไม่มีเงินมาจ่ายแล้ว”
3. ปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยกรมสรรพากรจะเดินหน้าปฎิรูปภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของโลกที่เปลี่ยนไป โดยการปฏิรูปภาษีครั้งนี้จะเป็นการช่วยสนับสนุนรายได้ของรัฐบาลเพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอต่อการลงทุนในโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
“กรมสรรพากรจะมีการปรับทุก 5-10 ปี ซึ่งปัจจุบันก็ถึงเวลาที่จะปรับแล้ว เนื่องจากบริบทของโลกเปลี่ยนไป เช่น สังคมผู้สูงอายุ กรีน การแข่งขัน ซึ่งภาษีเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น ต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อตอบโจทย์เรื่องดังกล่าว เพื่อให้ประชาชน รัฐบาล และประเทศเดินหน้าต่อได้ โดยแนวคิดคือมีภาษีบางอย่างที่จะเก็บลดลง แต่บางอย่างก็ต้องเก็บเพิ่มขึ้น”
รายได้ภาษีคือภารกิจหลัก
เร่งเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ
ปิ่นสายกล่าวว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรวันแรก ได้ให้นโยบายกับกรมสรรพากรว่าให้เน้นผลการจัดเก็บรายได้เป็นสำคัญ โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม-ธันวาคม 2567) สามารถจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 470,348 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 3,963 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ทั้งปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 2,372,500 ล้านบาท โดย
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้สูงตามการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวได้ดี จากกลุ่มกิจการธุรกรรมการเงิน การค้าปลีก การใช้ไฟฟ้าครัวเรือน และภาคการท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บได้สูง เนื่องจาก
(1) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากเงินเดือนขยายตัวตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมที่ขยายตัวดี เช่น กิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวภายหลังรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว ยกเว้นวีซ่า (Free Visa) ได้แก่ ที่พักแรมอุตสาหกรรมการบิน เป็นต้น
(2) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากดอกเบี้ยและเงินปันผล ขยายตัวจากอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยเงินฝากประจำเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และปริมาณเงินฝากประจำบุคคลธรรมดาของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นมาก
(3) ภาษียื่นครึ่งปีปฏิทิน (ภ.ง.ด. 94) ขยายตัวจากที่ผู้เสียภาษีขอใช้สิทธิยื่นแบบฯ ผ่านอินเทอร์เน็ตในเดือนสุดท้ายของการยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.94 ปีปฏิทิน 2567 มากขึ้น
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ จัดเก็บได้สูง เนื่องจากภาษีที่กรมที่ดินจัดเก็บให้ ตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มฟื้นตัวจากปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง
สำหรับภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการงบประมาณ คือภาษีเงินได้นิติบุคคลจากประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี จัดเก็บได้ต่ำเนื่องจากการหดตัวของกำไรครึ่งปีของบริษัทที่มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่เมษายน 2567 - มีนาคม 2568 (รอบญี่ปุ่น) โดยเฉพาะในกิจการการผลิตยานยนต์ การขายและเช่าซื้อยานยนต์
“ผมดูข้อมูลการจัดเก็บรายได้ทุกวันเมื่อเห็นว่ามีตรงไหนที่ไม่เข้าเป้าก็ต้องมีการหารือกัน แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนสรรพากร ก็ทำให้ 3 เดือนแรกปีงบฯ 68 เก็บภาษีเกินเป้าได้ แต่ก็มีความท้าทายคือ การจัดเก็บรายได้ภาษีนิติบุคคลที่จะเข้ามาในเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งคาดว่าจะติดลบ ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีแรกจึงต้องจัดเก็บรายได้ให้ได้มากที่สุดเพื่อลดผลกระทบ ส่วนจะทำได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับศาสตร์และศิลป์ในการให้กำลังใจคนของกรมด้วย โดยต้องพยายามเข้าใจเจ้าหน้าที่ให้มากที่สุด”
ปิ่นสายกล่าวต่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้มากขึ้นมาจากเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี โดยต้องดำเนินการดังนี้
การจัดเก็บภาษีนิติบุคคล กรมสรรพากรได้ดำเนินการตามกรอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พื่อแก้ไขปัญหาการกัดกร่อนฐานภาษีและโยกย้ายกำไรไปต่างประเทศ (Profit Shifting) ดังนี้
Pillar 1 Reallocation of Taxing Rights มีเป้าหมายเพื่อจัดสรรสิทธิการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจข้ามชาติ (MNEs) ใหม่ให้แก่ประเทศที่ MNEs มีรายได้หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (ประเทศที่เป็นตลาด) อันเป็นการปรับปรุงจากกฎระเบียบเดิมที่เน้นการมีสถานประกอบการในการพิจารณาภาระภาษี ซึ่งไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ MNEs สามารถสร้างกำไรในประเทศหนึ่งๆ ได้โดยไม่ต้องมีสถานประกอบการในประเทศนั้น
[* **Pillar 2 Global Minimum Tax** กรมสรรพากรได้ตราพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.2567 กำหนดให้กลุ่มธุรกิจข้ามชาติ \(MNEs\) ที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร ต้องเสียภาษีในอัตราภาษีที่แท้จริงไม่น้อยกว่า 15% โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย และสร้างความชัดเจน \(Clarity\) และความแน่นอน \(Certainty\) ให้แก่ธุรกิจข้ามชาติที่ลงทุนในประเทศไทย ทั้งนี้คาดว่าจะเพิ่มรายได้ภาษีประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อปี ]การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรจะให้ความสำคัญกับการดึงกลุ่มที่อยู่นอกระบบเข้ามาสู่ระบบภาษี โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในระบบออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ยังพบความท้าทายในการจัดเก็บภาษีอย่างทั่วถึง
ดังนั้น กรมสรรพากรจึงได้กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่จดทะเบียนในประเทศไทยและมีรายได้เกิน 1 พันล้านบาท ต้องส่งข้อมูลรายได้ของผู้ขายสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มให้กรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 โดยมีการจัดทำบัญชีพิเศษเพื่อรวบรวมข้อมูลธุรกรรมอย่างครบถ้วนและโปร่งใส
ขณะที่อีกกลุ่มที่กรมสรรพากรให้ความสำคัญคือ กลุ่มที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี โดบกรมสรรพากรจะใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งนำ Data Analytics และ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อแยกกลุ่มผู้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีออกจากผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่มีเจตนา และใช้มาตรการทางอาญาและแพ่งกับกลุ่มที่มีเจตนาอย่างเด็ดขาด
สำหรับกลุ่มที่ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีแต่พบความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษี กรมสรรพากรเน้นปรับปรุงกฎหมายให้ง่ายขึ้น และพัฒนาบริการให้สะดวกขึ้น เช่น การพัฒนากระบวนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่ใช้งานง่าย การส่งเสริมการใช้งานระบบดิจิทัล เช่น e-Tax Invoice & e-Receipt และการให้คำปรึกษาเชิงรุก เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังได้ศึกษาแนวทางการสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย โดยได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ของการนำ Negative Income Tax (NIT) มาใช้เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านระบบภาษี
- การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
(1) การจัดเก็บภาษีจากสินค้ามูลค่าต่ำ (Low-Value Goods) โดยกรมสรรพากรได้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดให้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มผ่าน Vendor Collection Model (VCM) โดยแนวทางนี้สอดคล้องกับคำแนะนำของ OECD เพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ
(2) การสนับสนุนภาคการส่งออก กรมสรรพากรจะปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการส่งออก ช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ยังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคการส่งออกของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าที่ยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยการปรับปรุงนี้ จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
“จากความรู้สึกของคนที่อยู่ที่นี่มา 30 ปี ผมอยากเห็นกรมสรรพากรเดินไปข้างหน้า ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้กระบวนการทางภาษีมีความง่าย สะดวก เป็นปัจจุบัน และเป็นธรรม ขณะที่ยังต้องยึดหลักการสำคัญของเราคือการเก็บภาษีที่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ผมได้มอบนโยบายว่า การเก็บภาษีไม่ได้เก็บเพื่อกรม แต่เก็บเพื่อประเทศ ซึ่งทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเช่นกัน และผมเชื่อว่าคนสรรพากรทำได้ เชื่อมั่นในความสามารถของทุกคน”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2568 ฉบับที่ 515 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/