ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องพบจิตแพทย์? ทำความเข้าใจมนุษย์ผ่านข้อคิดจากหนังสือ Maybe You Should Talk to Someone
‘เราควรไปพบจิตแพทย์ดีไหมนะ’
.
คำถามนี้เคยผุดขึ้นมาในหัวของเราบ่อยครั้งเมื่อต้องเผชิญกับช่วงเวลายากลำบากในชีวิต เมื่อต้องต่อสู้กับอาการนอนไม่หลับ อยากร้องไห้ไม่รู้สาเหตุ หรือเมื่อรู้สึกว่างเปล่า ไร้จุดหมาย ไม่ยินดียินร้าย แต่ก็ไม่ได้มีความสุข
.
อาการเหล่านี้แหละทำให้เราต้องถาม ‘คำถามนั้น’ กับตัวเองบ่อยๆ แต่เราก็ให้คำตอบไม่ได้ว่า เมื่อไหร่ต้องไปหาหมอ อาการแบบนี้ไปหาหมอได้ไหม และการพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นอย่างไรนะ ความสงสัยร้อยแปดทำให้เราลังเล จนท้ายที่สุดเราก็ละเลยสุขภาพจิตของเราไปโดยปริยาย
.
ผู้เขียนบทความเองก็เคยมีความรู้สึกเช่นนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งได้เดินเข้าร้านหนังสือ และพบกับหนังสือปกสีเหลืองสะดุดตา มีรูปกล่องทิชชู่สีฟ้าอยู่ตรงกลาง พร้อมชื่อหนังสือชวนคิด ชื่อ “Maybe You Should Talk to Someone”เมื่อได้อ่านประโยคดังกล่าว จึงได้กลับมาสำรวจสภาพจิตใจตัวเองกันอีกครั้ง พร้อมกับถามตัวเองว่า..
.
นั่นสินะ.. ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง ‘คุย’ กับใครสักคน
.
.
รู้จักกับหนังสือ Maybe You Should Talk to Someone และชีวิตของผู้เขียนโดยสังเขป
.
หนังสือ Maybe You Should Talk to Someone มีชื่อไทยว่า “เพราะนี่คือสิ่งที่ (นักจิตวิทยา) ไม่เคยบอก” เขียนโดยนักจิตบำบัดที่ชื่อ‘ลอรี ก็อธลีบ’ แม้หนังสือเล่มนี้จะคล้ายกับหนังสือที่เขียนโดยนักจิตวิทยาคนอื่นๆ ตรงที่เนื้อเรื่องเล่าถึงประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ของ ‘คนไข้’ ที่มาบำบัด แต่ที่พิเศษกว่าเล่มอื่นๆ ก็คงเป็นประสบการณ์ของ ‘ตัวผู้เขียน’ ที่ต้องเข้ารับคำปรึกษาเสียเอง!
.
นักจิตบำบัดมานั่งคุยกับนักจิตบำบัดด้วยกันเอง ฟังดูเป็นเรื่องตลกร้าย แต่ความจริงนั้นนักจิตบำบัดก็ต้องมีใครสักคนคอยให้คำปรึกษาในวันที่ทุกข์ใจเหมือนกัน แต่เมื่อลอรีรับคำปรึกษาไปสักพัก เธอไม่เพียงแม้แต่รู้สึกดีขึ้น แต่ยัง ‘เข้าใจ’ ความเป็นมนุษย์ ตัวเธอเอง และคนไข้มากขึ้นกว่าเดิม
.
ลอรีได้ถ่ายทอดบทเรียนที่เธอเรียนรู้และตอบความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการบำบัดในหนังสือเล่มนี้ มาดูกันดีกว่าว่าเรื่องราวของเธอให้ข้อคิดอะไรบ้าง
.
.
ข้อคิดจากหนังสือ Maybe You Should Talk to Someone
.
1) ‘ปัญหาแรก’ ที่คนไข้ปรึกษามักไม่ใช่ ‘ปัญหาที่แท้จริง’
.
ลอรีเล่าว่า บางทีปัญหาที่แท้จริงก็ฝังรากลึกจนเราไม่รู้ตัว
.
เมื่อคนไข้เข้ามาปรึกษา เธอมักจะถามว่า ‘เป็นอะไรมา’หรือไม่ก็ ‘ทำไมถึงมาหาหมอ’ แน่นอนว่า ส่วนใหญ่คำตอบที่ได้ยินมักจะเป็นปัญหาผิวๆ ที่คนไข้เผชิญ อย่างอาการนอนไม่หลับ ร้องไห้บ่อย ปวดหัว หรือทานอะไรไม่ค่อยได้
.
อย่าง จอห์น คนไข้ชายคนหนึ่งของเธอที่มาด้วยอาการนอนไม่หลับ เพราะมีปากมีเสียงกับภรรยาบ่อยๆ และเครียดเรื่องงาน ลอรีได้พูดคุยและชวนจอห์นแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาทั้งคู่พบว่าปัญหาที่แท้จริงของจอห์นไม่ใช่ความเครียด แต่เป็นความเศร้าเรื่องการสูญเสียลูกชายที่เขาเก็บกดมันไว้ จนกลายเป็นคนแสดงออกทางอารมณ์ไม่เก่ง ซึ่งสิ่งนี้เองได้ส่งผลต่อไปยังปัญหาอื่นๆ ในชีวิต อย่างการทะเลาะกับภรรยาหรือสื่อสารกับคนในที่ทำงานไม่เข้าใจ
.
หากเรากำลังประสบปัญหาอยู่ การลองพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย บางทีปัญหาที่เราเผชิญนั้นอาจมีสาเหตุลึกลงไปกว่าที่เรารู้ก็ได้
.
.
2) การตามหา ‘สาเหตุ’ ของปัญหาและการ ‘เยียวยา’ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
.
ในการบำบัด กว่าคนไข้รายนี้จะยอมเล่าเรื่องฝังใจให้ฟังก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน เขาและลอรีต้องพบปะกันอยู่หลายครั้งกว่าจะขุดหาสาเหตุที่แท้จริงได้ และแน่นอนว่าการค้นพบสาเหตุ ไม่ได้เท่ากับแก้ปัญหาได้แล้ว แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเยียวยาจิตใจเท่านั้น
.
.
3) ความรู้สึกที่เราเก็บกดไว้ไม่เคยหายไปไหน ต้องระบายมันออกมาเท่านั้นถึงจะช่วยได้
.
ในขั้นตอนการรักษา ไม่ใช่ยานอนหลับและไม่ใช่ยาแก้เครียดที่ช่วยแก้ปัญหาให้จอห์น แต่เป็นการรับรู้ถึงความเศร้าของตัวเองและกล้าแสดงออกทางอารมณ์ (พูดง่ายๆ ก็คือกล้าที่จะเป็นคนอ่อนไหว) ต่อหน้าผู้อื่นต่างหาก ที่ช่วยให้เขาแก้ปัญหาได้และกลับมามีความสุขกับชีวิตมากขึ้น
.
.
4) เพราะไม่มีใครอยากรู้สึกเจ็บปวด เราจึงสร้างเกราะป้องกันตัวเองไว้
.
หนึ่งความยากในการบำบัดเกิดขึ้นเพราะธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติที่ว่าก็คือ ‘กลไกในการป้องกันตัว’ หรือ Defense Mechanism นั่นเอง เพราะเราไม่ชอบความเจ็บปวด เราเลยหลีกเลี่ยงที่จะรู้สึกถึงมันหากทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธ การซ่อนความรู้สึก หรือการโยนความผิดให้ผู้อื่น
.
แต่ในการบำบัดนั้น เราต้องวางเกราะป้องกันเหล่านี้ลงและทำความเข้าใจกับสาเหตุที่แท้จริง แม้จะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม
.
ลอรียกตัวอย่างด้วยเรื่องของเธอเอง ตอนที่เธอเลิกกับแฟนหนุ่มคนล่าสุด เธอเสียสูญมากจนต้องเข้าพบนักจิตบำบัด ระหว่างการบำบัด เธอได้แต่พร่ำบอกว่าสาเหตุของความเสียใจคือการที่เขาเลิกกับเธอด้วยเหตุผลที่เห็นแก่ตัว เธอจึงเจ็บปวดอย่างมาก
.
แต่ระหว่างการพูดคุย นักจิตบำบัดของเธอได้สังเกตว่าเธอพูดว่าชีวิต “ใกล้จบ” เต็มทีแล้ว เขาจึงถามว่าเธอหมายความว่าอย่างไร ลอรีพึ่งอายุ 40 เอง ชีวิตจะใกล้จบได้อย่างไร ฟังดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย บทสนทนานี้นำไปสู่ความจริงที่ว่า จริงๆ แล้วลอรีกังวลเรื่องสุขภาพไม่น้อยเลย เธอเจ็บอิดๆ ออดๆ แบบไม่มีสาเหตุมาสักพัก และจริงๆ แล้วที่เธอเสียใจกว่าการเลิกกับแฟนครั้งไหนๆ เป็นเพราะเธอกลัวว่าจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเสียมากกว่า
.
เพราะไม่อยากยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่านักจิตบำบัดที่เข้าใจมนุษย์อย่างเธอ ดันมากลัวเรื่องธรรมชาติอย่าง ‘ความตาย’ เธอจึงยกเกาะป้องกันขึ้นมาและกล่าวอ้างว่าเป็นเหตุผลอื่นต่างหากที่ทำให้เธอเสียใจ
.
.
5) ยิ้มทักทาย พูดคุย และยื่นมือเข้าหาคนรอบตัว (และคนแปลกหน้าบ้าง) เพราะมนุษยสัมพันธ์สำคัญต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์มากๆ!
.
ความโดดเดี่ยวเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับทุกคน นักจิตวิทยาและนักบำบัดต่างเห็นตรงกันว่าความโดดเดี่ยวนี่แหละ ทำให้คนต้องสุขภาพจิตย่ำแย่จนต้องเข้ารับการปรึกษา
.
ริต้า คนไข้หญิงวัย 69 ที่ลอรีให้คำปรึกษาอยู่บอกกับเธอว่า เพราะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่มีใครมานาน บางครั้งเธอถึงกับต้องเข้าร้านทำเล็บทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากทำ แต่เพียงแค่อยากมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นบ้างเท่านั้น
.
.
6) ใจดีกับตัวเอง อย่าพูดจาใจร้าย เพราะเรื่องเล่าที่เราบอกกับตัวเองสำคัญที่สุด
.
บางครั้งเรื่องเล่า (Narrative) ในความคิดเราที่คอยอธิบายเหตุผลต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ดันเป็นเรื่องเล่าในแง่ลบและไม่เป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น ริต้าที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว หากเธอเอาแต่พร่ำบอกตัวเองว่าที่เธอโดดเดี่ยวนั้น เป็นเพราะเธอ ‘น่าเบื่อ’ และไม่มีใครอยากฟังเธอพูด เธอคงไม่มีความมั่นใจและต้องหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมอยู่เช่นนั้น
.
หากเราเขียนเรื่องราวของเราใหม่ ลองพูดจาให้ใจดีกับตัวเองมากขึ้น เรื่องราวเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในชีวิตได้ ลองจินตนาการดูว่า หากริต้าในวัย 69 บอกตัวเองว่าแม้เธอจะพูดไม่เก่งนัก แต่เธอก็ผ่านชีวิตมาเยอะและมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย ความมั่นใจนี้อาจพาเธอไปพบเจอผู้คนใหม่ๆ หรือสานสัมพันธ์กับผู้คนเดิมๆ ในชีวิต ทำให้เธอเหงาน้อยลงและมีความสุขอีกครั้ง
.
.
7) 'ความหมายในสิ่งที่ทำ' ช่วยเติมไฟและเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ได้
.
ลอรีบอกว่า ‘ความว่างเปล่า’ เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คนไข้หลายคนเข้าพบนักจิตบำบัด
.
เธอเองก็เคยเผชิญกับสถานการณ์นี้เช่นกันในตอนที่เธอเซ็นสัญญาเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ทั้งๆ ที่เซ็นสัญญาจริงจังและรับเงินล่วงหน้ามาแล้ว แต่เธอกลับเขียนไม่ออกเลย เธอได้แต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมเริ่มเขียนสักที
.
พอจะเริ่มเขียนก็รู้สึกเขียนไม่ออก แต่พอไม่เขียนก็รู้สึกกังวลเพราะเดดไลน์ที่ใกล้เข้ามาทุกที ลอรีถูกกัดกินไปด้วยความกังวลและความรู้สึกผิดที่ใช้เงินที่ได้รับมาแล้ว เมื่อพิจารณาดูดีๆ เธอพบว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหัวข้อของหนังสือเล่มนั้นไม่ได้มี ‘ความหมาย’ หรือ ‘คุณค่า’ ต่อเธอเลย
.
คุณค่าในตัวงานที่เราทำเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง มีงานวิจัยนักต่อนักที่พิสูจน์แล้วว่า มนุษย์เราทำงานได้มีประสิทธิภาพและมีความสุขมากขึ้น เมื่อเชื่อมโยง ‘สิ่งที่เรามองว่ามีค่า’ เข้ากับ ‘งานที่ทำอยู่’
.
.
8) จำไว้ว่าเรามี ‘ตัวเลือก’ อยู่เสมอ
.
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว ลอรีรู้สึกว่าตัวเองไม่มี ‘ทางเลือก’ เพราะรับเงินมาแล้ว และการบอกเลิกสัญญานั้นส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเธอในฐานะนักเขียน
.
อย่างไรก็ตาม จริงๆ การบอกเลิกสัญญาก็เป็นหนึ่งในทางเลือกของลอรี เพียงแค่เธอต้องเผชิญกับผลกระทบที่ตามมาจากการตัดสินใจของเธอให้ได้เท่านั้น ซึ่งก็คือการหาเงินมาคืนสำนักพิมพ์และยอมเสียความน่าเชื่อถือ แต่สิ่งที่เธอจะได้คืนมานั้นคือ โอกาสในการได้ทำสิ่งที่ให้ความหมายต่อชีวิตเธออีกครั้ง (ซึ่งก็คือการเขียนหนังสือเรื่อง Maybe You Should Talk to Someone นี่เอง)
.
ความรู้สึกไร้อิสระ ติดกับสถานการณ์เดิมๆ กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนมาพบนักจิตบำบัด สิ่งที่จะคืนอำนาจในการตัดสินใจหรืออิสระให้เราได้อีกครั้งคือ การตระหนักให้ได้ว่าจริงๆ เราทุกคนมีทางเลือกเสมอ แต่ต้องรับความจริงว่า บางทางเลือกมีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าอีกทางในบางครั้ง
.
.
9) อะไรที่ ‘คุ้นเคย’ ไม่ได้แปลว่า ‘ดี’ เสมอไป
.
ชาร์ล็อตต์ คนไข้หญิงวัย 25 ของลอรี มีพฤติกรรมทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจตัวเองอยู่ซ้ำๆ แต่ก็เลิกทำไม่ได้สักที โดยพฤติกรรมที่ว่าก็คือ ชอบผู้ชายนิสัยไม่ดี (หรือแบดบอย) นั่นเอง!
.
เมื่อพูดคุยกันไปหลายครั้งจึงพบว่า พฤติกรรมของชาร์ล็อตต์เกิดจากการที่เธอเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่พ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ เธอเห็นสภาพเช่นนั้นตั้งแต่เด็กจนโต และถูกหล่อหลอมว่า ‘ความรัก’ ต้องเป็นเช่นนั้น ดังนั้นเมื่อเจอผู้ชายดีๆ และความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นพิษ เธอจึงไม่เคยชินและวิ่งกลับไปสู่อ้อมกอดผู้ชายใจร้ายอยู่เป็นประจำ
.
จริงอยู่ คอมฟอร์ทโซนนั้นให้ความสบายใจ แต่อะไรที่คุ้นเคยไม่ได้หมายความว่าดีเสมอไป หลายครั้งเราต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกันใหม่ในตอนโตว่า สิ่งไหนที่ ‘ดีต่อเรา’ อย่างแท้จริง
.
.
10) เมื่อกำแพงอารมณ์ ‘พังทลาย’ ไม่ได้หมายความว่าเรา ‘เสียสูญ’
.
เมื่อโตมาเราพบว่าการระบายอารมณ์ออกมาอย่างเต็มที่ (หรือที่เราเรียกว่าการ Break Down) เป็นเรื่องไม่เป็นมืออาชีพและผู้ใหญ่ไม่ควรทำ
.
หลายคนมองว่าการระบายอารมณ์ (ไม่ว่าจะเป็นการร้องไห้เป็นเขื่อนแตก พูดความรู้สึกให้คนอื่นฟัง หรือแสดงความอ่อนแอให้ผู้อื่นเห็น) หมายความว่าเราเละไม่เป็นท่า แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ราวกับคำว่า Break Down อย่างแท้จริง
.
ทั้งๆ ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย เราแค่กำลังเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้ถึงสภาพจิตใจของเรา ณ ขณะนั้นต่างหาก ถ้าเราซ่อนแผลไว้ไม่ให้แม้แต่ตัวเองเห็น เราคงเยียวยามันไม่ได้ จริงไหม
.
ร้องไห้ราวกับกำลังแตกสลายไปเลยก็ได้ แต่ทุกครั้งที่ระบายอารมณ์และพักจนพอใจแล้ว อย่าลืมว่าเราสามารถหยิบชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ มาประกอบร่างสร้างเป็นตัวเรา และใช้ชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง
.
.
หนังสือ “Maybe You Should Talk to Someone” พาเราไปสำรวจจิตใจอันซับซ้อนของมนุษย์ ว่าเพราะเหตุใดบาดแผลในชีวิตที่เรานึกไม่ถึงกลับส่งผลต่อเราในหลายด้านๆ ทำไมเราถึงหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และทำไมเราถึงทำพฤติกรรมทำร้ายตัวเองซ้ำๆ ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่ามีเหตุผลมากมายที่ทำให้มนุษย์รู้สึกย่ำแย่ และการได้ระบายอารมณ์ คือการเยียววิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราตามหาความสุขและใช้ชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง
.
จะร้องไห้ออกมาหรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสักคน ลองหาวิธีเยียวยาตัวเองกันสักทางนะ
.
.
อ้างอิง
หนังสือ Maybe You Should Talk to Someone โดย Lori Gottleib
.
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#inspiration
#book