สรุปคดี “หมิงเฉิน ซัน” ขยายผลไม่หยุด! ล่าเครือข่ายคลังแสงมรณะ
ตำรวจล่าเครือข่ายคลังแสงมรณะรวบเพิ่มเจ้าของบัญชีรับเงินซื้อขาย M4 พบโยงทหาร-อดีตทหาร
คดี “หมิงเฉิน ซัน” ชายชาวจีนวัย 31 ปี ที่ถูกจับพร้อมอาวุธสงครามจำนวนมากในบ้านพัก พื้นที่ จ.ชลบุรี ยังคงถูกขยายผลต่อเนื่อง ล่าสุด ตำรวจเร่งแกะรอยเครือข่ายจัดหาอาวุธหลังพบความเชื่อมโยงไปถึงทหารและอดีตทหารบางราย
ก่อนหน้านี้ จุดเริ่มต้นของคดีเกิดจากอุบัติเหตุรถเก๋งพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรีก่อนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและพบอาวุธปืนภายในรถ จนนำไปสู่การค้นบ้านพักในพื้นที่ห้วยใหญ่และพบอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด รวมถึงอุปกรณ์ทางยุทธวิธีจำนวนมาก
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ตัดทุกประเด็นทิ้ง ทั้งเรื่องการก่อวินาศกรรมการก่อการร้าย หรือความเชื่อมโยงกับขบวนการที่กระทบต่อความมั่นคงโดยอยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เส้นทางการเงิน
และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ล่าสุด ชุดคลี่คลายคดีนำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ได้เข้าปิดล้อมบ้านพักในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรีก่อนควบคุมตัว นายจำรอง อายุ 51 ปี หลังสืบสวนพบว่า เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้รับโอนเงินซื้อขายอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม M4 ราคากระบอกละ 100,000 บาท
เบื้องต้น นายจำรอง อ้างว่า มีหน้าที่เพียงเปิดบัญชีรับโอนเงินจากผู้ต้องหาชาวจีนเท่านั้นและไม่ทราบว่าเป็นเงินเกี่ยวกับการซื้อขายอาวุธ
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบสวนแล้ว 2 ราย คือ พ.จ.อ.เมธี อายุ 46 ปีสังกัดกรมสารวัตรทหารเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี และนายบอย เจ้าของสนามยิงปืนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี หลังพบความเชื่อมโยงกับการจัดหาและซื้อขายอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม
จากแนวทางสืบสวน ตำรวจพบว่า เครือข่ายจัดหาอาวุธที่เชื่อมโยงกับคดีนี้เบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 คน โดยขณะนี้เชิญตัวเข้าสอบสวนแล้ว 3 คนส่วนอีก 2 คนที่อยู่ระหว่างขยายผล เป็นข้าราชการทหารประจำการ 1 นาย และอดีตทหารอีก 1 นาย
อย่างไรก็ตาม ตำรวจย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือจับกุมเพิ่มเติมทุกคนยังอยู่ในขั้นตอนสอบสวนเพื่อหาความเชื่อมโยงแต่หากพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าอาวุธสงครามจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
ขณะเดียวกัน ตำรวจยังตรวจสอบประวัติของ “หมิงเฉิน ซัน” อย่างละเอียดหลังพบว่าถือพาสปอร์ตทั้งจีนและกัมพูชา รวมถึงมีบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสัญชาติไทยหรือ “บัตรสีชมพู” และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ซึ่งย้ายมาจาก จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2566
ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ระบุว่าฝ่ายจีนให้ความสำคัญกับคดีนี้อย่างมาก และอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมย้ำว่า รัฐบาลจีนไม่สนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายของพลเมืองจีนในต่างประเทศ
และพร้อมให้ความร่วมมือกับทางการไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกัน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews