โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เงินเฟ้อการแพทย์” พุ่งแรง แซงค่าครองชีพ สัญญาณอันตรายระบบสุขภาพไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

Bnomics วิเคราะห์ เงินเฟ้อทางการแพทย์ เมื่อค่ารักษาพยาบาลไทยพุ่ง 10.8% แซงค่าครองชีพ เจาะสาเหตุจากเทคโนโลยี สงครามค่าตอบแทนหมอ และผลกระทบต่อเบี้ยประกันที่ประชาชนต้องแบกรับ

สราลี วงษ์เงิน Economist, Bnomics เผยบทวิเคราะห์ เงินเฟ้อทางการแพทย์ สัญญาณอันตรายระบบสุขภาพไทย“ค่ารักษา” กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่า “ค่าครองชีพ” อย่างมีนัยสำคัญ และสิ่งที่หลายคนยังไม่เห็นคือ ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังถูกส่งต่อกลับมาที่ประชาชน ผ่านเบี้ยประกันที่แพงขึ้น และภาระร่วมจ่ายที่สูงขึ้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงพยาบาลหรือบริษัทประกัน แต่เป็นโจทย์ที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจสุขภาพของไทย

Medical Inflation: ค่ารักษาโตเร็วกว่าค่าครองชีพ

รายงาน Global Medical Trends ของ WTW คาดว่า ต้นทุนด้านสุขภาพทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 10.3% ในปี 2569 สำหรับไทย ตัวเลขนี้อยู่ที่ 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเล็กน้อย

ขณะที่ เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ความต่างนี้สะท้อนประเด็นสำคัญ คือ ค่ารักษาพยาบาลไม่ได้เคลื่อนไหวตาม “เงินเฟ้อทั่วไป” แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเฉพาะของระบบสุขภาพผลลัพธ์คือ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของครัวเรือน

ทั้งนี้ การศึกษาจากสภาพัฒน์ได้แสดงถึงข้อกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่ส่งผลต่อระบบสุขภาพไทยเอาไว้หลายประการ

Public vs Private: ข้อจำกัด

ไทยมีโรงพยาบาล 1,491 แห่ง แบ่งเป็นรัฐ 1,110 แห่ง (74.4%) และเอกชน 381 แห่ง (25.6%) แม้ระบบรัฐเป็นฐานหลักของประเทศ แต่ต้องรองรับผู้ป่วยจำนวนมากภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าอัตราครองเตียงเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงราว 80–90% และในบางพื้นที่สูงเกิน 100%

ซึ่งหมายถึงภาวะ “เตียงเต็ม” เป็นสภาพที่เกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่และผลสำรวจยังพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของประชาชนต้องรอรับบริการในโรงพยาบาลรัฐนานถึง 5–8 ชั่วโมงต่อครั้ง เมื่อ “เวลา” กลายเป็นต้นทุน และ “คุณภาพ” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อจึงหันไปใช้บริการเอกชนมากขึ้น

แม้ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าส่งผลให้ความแตกต่างในการเข้าถึงบริการเริ่มชัดขึ้น และทำให้ระบบสุขภาพเกิดการแบ่งชั้นโดยปริยาย

Insurance Loop: เมื่อประกันกลายเป็นตัวเร่งต้นทุน

เมื่อประกันสุขภาพมีบทบาทมากขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายค่ารักษาเต็มจำนวนด้วยตัวเองผลที่เกิดขึ้นคือ “ความรู้สึกต่อราคา” ลดลง ผู้ป่วยอาจตัดสินใจตรวจหรือรักษามากขึ้น เพราะไม่ได้รับรู้ต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลก็ไม่ได้ถูกกดดันให้แข่งขันด้านราคาโดยตรง เพราะผู้จ่ายเงินหลักคือบริษัทประกัน ไม่ใช่ผู้ป่วย

เมื่อทั้งสองฝั่ง “ไม่รู้สึกถึงราคาเต็ม” ค่าใช้จ่ายในระบบจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและท้ายที่สุด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จะถูกส่งกลับมาในรูปของเบี้ยประกันที่สูงขึ้น และภาระร่วมจ่ายของผู้เอาประกัน

Cost Drivers: แรงจูงใจในระบบที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

ต้นทุนระบบสุขภาพไม่ได้เพิ่มจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลของแรงจูงใจหลายชั้นที่ทำงานพร้อมกัน

1. เทคโนโลยีล้ำหน้า ดาบสองคมของต้นทุนเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ช่วยยกระดับคุณภาพการรักษา แต่ก็มาพร้อมต้นทุนที่สูง โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากใช้อุปกรณ์ขั้นสูง เช่น CT Scan, MRI และการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพการรักษาอย่างมีนัยสำคัญเมื่อการลงทุนมีมูลค่าสูง ย่อมเกิดแรงจูงใจให้ใช้งานมากขึ้นเพื่อให้คุ้มต้นทุน ในบางกรณีอาจนำไปสู่การตรวจหรือการรักษาที่เกินความจำเป็นและท้ายที่สุด และภาระดังกล่าวสะท้อนกลับมาในค่ารักษาและเบี้ยประกัน

2. สงครามค่าตอบแทนบุคลากร บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทางกลายเป็นทรัพยากรที่มีการแข่งขันสูง โรงพยาบาลเอกชนต้องเสนอค่าตอบแทนในระดับสูงเพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากร โดยค่าธรรมเนียมแพทย์และบริการวิชาชีพคิดเป็นราว 45% ของต้นทุนทั้งหมด แพทย์ทั่วไปภาครัฐ มีรายได้ต่อเดือน 50,000–80,000 บาท ขณะที่ เอกชน 80,000–140,000 บาท แพทย์เฉพาะทางสูงถึง 160,000–350,000 บาท เมื่อค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นย่อมถูกส่งผ่านมายังค่ารักษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. ราคายาและเวชภัณฑ์ คือ ช่องว่างที่ชวนตั้งคำถามราคายาและเวชภัณฑ์ในภาคเอกชนยังมีความแตกต่างจากราคาตลาดในบางรายการอย่างมีนัยสำคัญ

  • น้ำเกลือ NSS 0.9% 1,000 มล. ราคาตลาด 45 บาท
    • ราคาโรงพยาบาลเอกชน 919 บาท ส่วนต่างเกือบ 20 เท่า
    • สำลีก้อน ราคาตลาด 0.10 บาท ถูกคิด 7 บาท ส่วนต่างเกือบ 70 เท่า

ส่วนหนึ่งสะท้อนต้นทุนแฝง ทั้งค่าดำเนินการ ระบบบริการ และมาตรฐานคุณภาพข้อมูลราคาที่เข้าถึงได้จำกัดทำให้การเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจ ยังไม่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

4. การเคลมที่เพิ่มขึ้น อัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องคาดว่าจะเพิ่มจาก 67% ในปี 66 เป็น 89.0% ในปี 69 ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายที่ลดแรงจูงใจในการควบคุมการใช้บริการและในบางกรณี อาจนำไปสู่การใช้สิทธิที่เกินความจำเป็น ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจุกอยู่ที่ผู้ใช้บริการบางกลุ่มแต่ถูกเฉลี่ยไปยังผู้เอาประกันทั้งหมดผ่านเบี้ยประกันที่ปรับเพิ่มขึ้นระบบ Co-payment จึงถูกนำมาใช้เพื่อลดแรงจูงใจดังกล่าว โดยให้ผู้เอาประกันร่วมจ่ายบางส่วนเพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมในระบบ

Policy Response: ทางออกต้องมองทั้งระบบ

การจัดการเงินเฟ้อทางการแพทย์ ไม่สามารถแก้ไขเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งได้ จำเป็นต้องอาศัยมาตรการหลายด้านร่วมกัน ทั้งการเพิ่มความโปร่งใสด้านราคา การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน และการออกแบบระบบประกันให้สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยเองก็มีบทบาทสำคัญในการตั้งคำถามและตัดสินใจใช้บริการอย่างมีข้อมูล

สรุปเงินเฟ้อทางการแพทย์ ไม่ใช่แค่ “ค่ารักษาแพงขึ้น” แต่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายของคำว่า “การเข้าถึงการรักษา” เมื่อค่ารักษาเพิ่มเร็วกว่ารายได้ ภาระของครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ขณะเดียวกัน โครงสร้างของระบบที่ทำให้แรงจูงใจของผู้ป่วย โรงพยาบาล และบริษัทประกัน ยังไม่สอดคล้องกัน ทำให้ภาระค่าใช้จ่าย ไม่ได้หยุดอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งแต่กระจายไปทั้งระบบและท้ายที่สุด ผู้ที่รับภาระนั้นยังคงเป็นประชาชน

ที่มา : Facebook : Bnomics by Bangkok Bank

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...