โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ใคร "ไอ้โม่ง-นายทุนใหญ่" DSI ขยายผลรับ "คดีพิเศษ" กักตุนน้ำมัน

Thai PBS

อัพเดต 1 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

แม้ยังไม่ปรากฏภาพชัดว่า ใครคือ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า การกักตุนน้ำมันนั้นมีอยู่จริง ทำให้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มีคำสั่งจะให้ DSI รับคดีพิเศษ หลังกลับจากลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตรวจสอบการขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน คลังน้ำมันของผู้ค้าขนาดใหญ่ตามมาตรา 7 และมาตรา 10 จำนวน 6 คลัง พบคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง จากแหล่งต้นทาง 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลัง 217 ล้านลิตร แต่ถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร ส่วนอีก 57 ล้านลิตรล่องหน “น้ำมัน” หายไประหว่างเส้นทางขนส่ง

มีคำถามว่า น้ำมันหายไปไหน ? จากการตรวจสอบเอกสารของพนักงานสอบสวนชุดที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบข้อพิรุธ คลังน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 บางรายในพื้นที่ มีปริมาณคงคลังในเดือนมี.ค.2569 มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลังมากกว่าการขายออกไป คลังบางจุดสูงขึ้นถึง 2 ล้านลิตร การขายออกน้ำมัน 1.7 ล้านลิตร แต่พอมีการปรับลดอัตราชดเชยกองทุนน้ำมัน บริษัทฯ กลับขายออกน้ำมันเพียง 4 แสนลิตรเท่านั้น ถือว่าปริมาณน้ำมันคงค้างในคลังน้ำมันมากผิดปกติ ส่วนในจุดอื่นจะต้องมีการขยายผลต่อไป

จากแผนประทุษกรรมรูปแบบการประกอบธุรกิจของเจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบเมื่อเดือน ก.พ.2569 พบการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ในพื้นที่มีลักษณะและพฤติการณ์ในรูปแบบต่าง เช่น กักตุนน้ำมัน หน่วงเวลาขนส่ง ไม่ปล่อยน้ำมันออกจากคลัง หรือมีแต่ปฏิเสธการขาย เพื่อหวังเก็งกำไร ทั้ง ๆที่ น้ำมันเป็นสินค้าควบคุม “การกักตุน” มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

ข้อมูลศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ระบุว่า มาตรการป้องกันและตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน มีหน่วยงานรับผิดชอบ 2 ส่วน คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมการปกครอง จะตรวจสอบจากต้นทาง-คลังน้ำมัน-ปั๊มน้ำมันปลายทาง

ส่วน DSI ตรวจสอบตั้งแต่โรงกลั่น-ปั๊มน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าตรวจสอบและพบการกระทำความผิด โดยมีการจับกุมผู้ค้านํ้ามันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ทั้งรายใหญ่และรายย่อยในหลายจังหวัด เช่น จ.อ่างทอง จ.ตาก จ.นครสวรรค์ จ.สระบุรี จ.ลพบุรี และจังหวัดอื่น ๆ อีก ที่มีการกักตุนหลายหมื่นลิตร

สำหรับขบวนการกักตุนน้ำมันพบว่า มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยมีแฝงตัวอยู่ในคราบบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ ด้านโลจิสติกส์และการส่งออกพลังงาน และยังพบข้อมูลอีกว่า คลังน้ำมันบางแห่งมีการสำแดงเอกสารเท็จส่งน้ำมันไปช่วยเกษตรกรใน สปป ลาว เพื่อใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีส่งออก (VAT 0%)

ทว่าข้อเท็จจริง คือ มีการลักลอบผ่องถ่ายน้ำมันย้อนกลับมาลงที่ฝั่งกัมพูชา ด้าน “ช่องจอม” จ.สุรินทร์ แม้ปัจจุบันด่านศุลกากรด้านนี้จะปิดไปแล้ว แต่ยังมีเส้นทางธรรมชาติที่มีถนนเชื่อมต่อกันระหว่างไทย-กัมพูชา ผ่านเข้าไปทางแนวช่องเขาของพนมดงรัก ไปยังบ้านโอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย เข้าเมืองเสียมราฐได้ รวมทั้งพื้นที่ช่องอานม้า จ.ศรีสะเกษ รวมถึงเส้นทางธรรมชาติแถวบ้านหาดเล็ก จ.ตราด พื้นที่รับผิดชอบของทหารนาวิกโยธิน (นย.)182

มีรายงานจากชุดพนักงานสอบสวนระบุว่า เฉพาะน้ำมันที่หายไปกลางทะเล มีความเป็นไปได้ที่จะถูกนำมาจัดเก็บไว้ในคลังน้ำมัน หรือมีการนำมาสวมสิทธิ เพื่อรอลักลอบขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งการตรวจสอบพบว่า พฤติการณ์การกระทำผิดมีหลายลักษณะ ทั้งน้ำมันหายกลางทะเล และการลักลอบส่งออก และการกักตุนน้ำมัน

“โรงกลั่นบางแห่ง อาจไม่ได้มีการกักตุนน้ำมัน แต่เขามีน้ำมันสำรองก็จริง แต่ก็มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่นายทุนพลังงานในพื้นที่อาจนำน้ำมันที่หายออกไปจากระบบมาเก็บไว้ในคลัง พฤติกรรมนี้ก็มองข้ามไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การนำพลังงานไปขายให้ข้าศึก เป็นสิ่งไม่ควรทำและไม่ยุติธรรมกับประชาชน” แหล่งข้อมูลระบุ

ด้าน พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของ ศรชล. พบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มมีการเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน ทั้งตามแนวชายแดนและฝั่งไทย ซึ่งอาจจะมีการขนถ่ายน้ำมัน พบความผิดปกติในการเดินเรือ หากเปรียบเทียบจากการเดินเรือปกติ มีการเดินเรือช้าขึ้นกว่าเดิม ชะลอการเดินทาง ประวิงเวลา ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการกักตุนน้ำมัน

“มีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎ หมายจะประสานกับ DSI ให้มีผลดำเนินการทางคดี ซึ่งการปฏิบัติของ ศรชล. ช่วงนี้เข้มข้นกว่าปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เล็ดลอดออกไป” เสนาธิการทหารเรือกล่าว

ส่วนการตรวจสอบคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือผิดปกติจากเดิมที่เคยเดินเรือ 1 วัน มีจำนวน 13 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 35,764,709 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก แม้จะเป็นเพียงแค่ 1 วัน แต่มูลค่าของการปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าสูง และอีกกลุ่มจะใช้เวลาปกติ ช้าลง 2 วัน มีอยู่จำนวน 7 เที่ยวเรือ ซึ่งมีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 16,235,294 ลิตร ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มมีอยู่ประมาณ 50 ล้านลิตร ถือเป็นปริมาณน้ำมันที่มีนัยสำคัญ ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไป

มีรายงานระบุว่า สำหรับในประเด็นการกักตุนน้ำมัน หากพบเป็นความผิดพาณิชย์จังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องกล่าวโทษต่อพนักงานสอบ สวนเพื่อดำเนินคดีอาญาใน ความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ด้วยการที่มีน้ำมันไม่ปรากฏแหล่งที่มาเก็บไว้ในคลัง หรือ มีแล้วแต่ปฏิเสธการขายหรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร สามารถแจ้งข้อหนักกับผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อยที่กักตุน ฐานความผิดข้อหาอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา

ส่วนการรับคดีพิเศษของหลังจาก DSI ประมวลข้อมูลทั้งหมดทั้งทางบกและทางทะเลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสร็จแล้ว ต้องเสนอเข้าบอร์ดกคพ. และคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะสามารถรับเป็นคดีพิเศษได้

ท่ามกลางสภาวะวิกฤตพลังงาน ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ “ไอ้โม่ง”ในวงการค้าน้ำมันกลับ ”กักตุน” หวังทำกำไรมหาศาล

อ่านข่าว

"อนุทิน" นำทัพรับมือสงกรานต์ เข็นทุกมาตรการ "น้ำมัน" ชู "เอกนิติ" ตัวช่วย

กต.เผยพบ "ชิ้นส่วนมนุษย์" บนเรือ 'มยุรี นารี' รอพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล

เปิดข้อบังคับประชุมสภาฯ "ห้ามไม่ให้อ่านเอกสาร" ในที่ประชุมจริงหรือ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ฮ่องกงอ่วม! น้ำมันพุ่งทุบสถิติโลกแกลลอนละ 15 ดอลลาร์ หรือ 150 บาท/ลิตร

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ธรรมนัส" ไม่เป็นรัฐบาล เวลาว่างเยอะขอมาดูนักกีฬาแบบเข้มข้น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปชป.สั่งพักงาน 6 เดือน อดีตผู้สมัคร สส. ปมคุกคามทางเพศ เจ้าตัวชิงลาออกแล้ว

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จับตาราคาก๊าซหุงต้มขยับ ผู้ประกอบการชี้อั้นไม่ไหวอาจขึ้นราคา

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว อาชญากรรม อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...