สั่งลุยข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ดันรายได้ +500 บาท/ไร่ ผลผลิตแตะ 1 ตัน
ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการผลิตข้าวในฐานะรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 72 ล้านไร่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4.7 ล้านครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตข้าวยังมีความท้าทายจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่แนวทางที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับการพัฒนาคาร์บอนต่ำ
“ฐานเศรษฐกิจ” เจาะลึกความคืบหน้า “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ “นายอานนท์ นนทรีย์” อธิบดีกรมการข้าว และในฐานะนายกสมาคมข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ได้ลุยขับเคลื่อนนโยบายมาอย่างต่อเนื่องครบ 6 เดือน นับตั้งแต่รับตำแหน่ง ล่าสุดได้ผนึก 30 หน่วยงานตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ ดึงเทคโนโลยี GISTDA ตรวจคาร์บอนผ่านดาวเทียม พร้อมประกาศดัน “สมาคมข้าวคาร์บอนต่ำ” สร้างอำนาจต่อรองราคา ช่วยชาวนาลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ได้จริง
ทุ่ม 376 ล้าน ปั้น “DeCarbon Rice” บุกตลาดโลก
นายอานนท์ กล่าวถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ว่า ขณะนี้โครงการมีความเป็นรูปธรรมชัดเจนผ่านการจัดตั้ง “คณะกรรมการข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของกว่า 30 หน่วยงาน และผู้ทรงคุณวุฒิระดับแถวหน้าของเมืองไทย เพื่อร่วมกันประสานงานให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ และวางกรอบยุทธศาสตร์เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ Net Zero ของประเทศ
โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี อ่างทอง อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรปราการ และสุพรรณบุรี เป็นนาเขตชลประทาน ใช้งบประมาณ 376.53 ล้านบาท
“มาตรการขับเคลื่อนเชิงรุกที่สำคัญในเรื่องนี้ได้แก่ การดันแบรนด์ “DeCarbon Rice” สู่ตลาดโลก เตรียมกำหนดหลักเกณฑ์การรับรองที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมพัฒนาตราสัญลักษณ์ “DeCarbon Rice” เพื่อเป็นเครื่องการันตีคุณภาพข้าวรักษ์โลกของไทย มุ่งขยายฐานลูกค้าและเจาะตลาดข้าวพรีเมียมร่วมกับภาคเอกชนในระดับสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้น และร่วมกับ มกอช.พิจารณาจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของกรมการข้าว เพื่อใช้ในการตรวจสอบและรับรองคุณภาพ”
ทั้งนี้ได้มีการวางระบบตรวจวัด-รายงาน-ทวนสอบ (MRV) และขยายตลาดข้าวพรีเมียมร่วมกับภาคเอกชนระดับสากล ระบบ MRV เพื่อตลาดคาร์บอนเครดิต: เร่งพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) ที่แม่นยำและประหยัด เพื่อให้ชาวนาสามารถแปลงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ ให้กลายเป็นรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต
“นอกจากนี้จะปฏิวัติการทำนา ลดน้ำ-ลดปุ๋ย-ลดเผา-ลดฝุ่น PM 2.5 พร้อมสนับสนุนการทำนาแบบ เปียกสลับแห้ง (AWD) ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าวแทนการเผา ควบคู่ไปกับการตั้งศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเพื่อยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer” นายอานน์ กล่าว
ไทยไม่ได้ช้ากว่าเวียดนาม แค่ช้าเรื่องสื่อสาร
ต่อข้อซักถามถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าไทยเดินหน้าเรื่องนี้ช้ากว่าเวียดนาม นายอานนท์ยืนยันว่า ไทยไม่ได้ช้าในแง่องค์ความรู้ เพราะเทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เราทำมานานกว่า 10 ปีจนนิ่งแล้ว แต่เวียดนามเน้นการประกาศตัวเลขในสเกลใหญ่ระดับ 1 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 6.25 ล้านไร่ ใน 12 จังหวัดบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เพื่อสร้างการรับรู้ ขณะที่ไทยยุคใหม่จะเน้นความครบวงจร โดยกรมการข้าวจะเข้าไปเป็น “พี่เลี้ยง” ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพื่อปิดจุดบอดที่เกษตรกรเคยบ่นเรื่องขั้นตอนการตรวจรับรองที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง
“สำหรับแนวคิดการจัดตั้ง“สมาคมข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่มีผมเป็นนายกสมาคมฯ เพื่อรวบรวมกลุ่มเกษตรกรและผู้ผลิตให้เป็นเอกภาพ โดยตั้งเป้าเริ่มต้นที่ 10,000 ตัน และขยายผลสู่ระดับแสนตัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการกำหนดราคาและป้องกันการถูกกดราคาจากตลาด ซึ่งจะดำเนินการครบวงจรใน 12 จังหวัด ตั้งแต่การผลิต แปรรูป แพ็กถุง ไปจนถึงการจำหน่าย ซึ่งมองว่าข้าวคาร์บอนต่ำคือคำตอบสุดท้ายที่จะเพิ่มมูลค่าให้ข้าวพรีเมียมและข้าวหอมมะลิไทย ยิ่งทำต้นทุนยิ่งลด รายได้ยิ่งเพิ่ม ผมเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว” นายอานนท์ กล่าวเสริม
ดึงดาวเทียมตรวจวัด–การันตีราคาพุ่ง 500 บ./ไร่
สำหรับไฮไลต์สำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือ การจับมือกับ GISTDA ใช้ระบบดาวเทียม (Remote Sensing) ตรวจวัดการทำนาแบบเปียกสลับแห้งจากระยะไกล ทำให้ไม่ต้องลงพื้นที่ตรวจทีละแปลง ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณคาร์บอนในด้านความคุ้มค่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยขณะนี้มีผู้รับซื้อยืนยันให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อไร่ ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ลดลงจากการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ทำให้ชาวนามีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ดันข้าวพันธุ์ใหม่ ผลผลิตสูง 1 ตัน/ไร่
สำหรับแผนงานในปี 2569-2570 กรมการข้าวจะเน้นนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ผ่านการจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ดีให้ตรงความต้องการของตลาด โดยปีนี้กรมจะประชาสัมพันธ์พันธุ์ข้าวใหม่ 2 ตัวหลัก คือ ได้แก่ พันธุ์ข้าว กข113 เป็นข้าวขาวพื้นนุ่ม ผลผลิตสูง และพันธุ์ข้าว กข119 เป็นข้าวหอม คุณภาพดี ทั้งสองพันธุ์ให้ผลผลิตสูงเกือบ 1 ตันต่อไร่ ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรังเนื่องจากไม่ไวต่อแสง และหากปลูกด้วยวิธีคาร์บอนต่ำจะยิ่งสร้างกำไรให้เกษตรกรมากขึ้น
ช่วงท้าย อธิบดีกรมการข้าวได้ฝากเตือนพี่น้องชาวนาให้ระวังการใช้เมล็ดพันธุ์ต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย (เช่น ข้าวเวียดนาม) ที่พ่อค้าคนกลางนำมาโฆษณาชวนเชื่อว่าให้ผลผลิตสูง เพราะอาจไม่เหมาะสมกับสภาพดินในไทย และจะส่งผลเสียต่อมาตรฐานข้าวไทยจนโรงสีอาจปฏิเสธการรับซื้อในอนาคต จึงขอให้เกษตรกรติดต่อประสานงานกับศูนย์วิจัยข้าวหรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ เพื่อรับเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองและถูกต้องตามกฎหมาย
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,190 วันที่ 9 - 11 เมษายน พ.ศ. 2569