“ตลาดหุ้นเอเชีย” รีบาวด์ รับงบเทคแกร่ง-ญี่ปุ่นแทรกแซงเงินเยน
“ตลาดหุ้นเอเชีย” ฟื้นตัวหลังแรงกดดันพลังงานเริ่มคลี่คลาย ขณะผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีหนุนตลาด ด้านญี่ปุ่นเข้าซื้อเงินเยนครั้งแรกในรอบ 2 ปี สกัดค่าเงินอ่อน
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.32 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ หลังแรงกดดันจากราคาน้ำมันเริ่มคลี่คลายลง ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ช่วยดึงแรงซื้อกลับเข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกัน การแทรกแซงค่าเงินของญี่ปุ่นเพื่อพยุงเงินเยนก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในภูมิภาค
หุ้นของ Apple ปรับตัวขึ้นในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด และให้มุมมองยอดขายเชิงบวก แม้จะเตือนถึงข้อจำกัดด้านซัพพลายชิป ขณะที่ Caterpillar และ Alphabet ต่างปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน หลังรายงานผลประกอบการเหนือความคาดหมาย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มกำไรของบริษัทขนาดใหญ่
แรงหนุนดังกล่าวทำให้ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นกว่า 10% ตลอดเดือนเมษายน ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งถึง 15% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 สะท้อนความคาดหวังว่าผลกำไรของบริษัทจะยังเติบโตต่อเนื่อง
ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในเดือนเดียวกัน โดย Nikkei 225 เพิ่มขึ้น 16% ขณะที่ตลาดไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นแรงยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม การซื้อขายในวันศุกร์ค่อนข้างจำกัดจากวันหยุดตลาดในบางประเทศ โดยดัชนี Nikkei ปรับขึ้นเล็กน้อย และตลาดออสเตรเลียบวกเล็กน้อยเช่นกัน
แม้บรรยากาศการลงทุนจะฟื้นตัว แต่ภูมิภาคเอเชียยังคงเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก โดยสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกพลังงานของโลกเผชิญความไม่แน่นอน
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นเล็กน้อย แม้จะลดลงจากระดับสูงสุดก่อนหน้า ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน สะท้อนว่าตลาดยังคงกังวลต่ออุปทานพลังงานในระยะข้างหน้า
ด้านตลาดเงิน มีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ หลังมีรายงานว่าทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินโดยขายดอลลาร์เพื่อซื้อเยน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้งในเวลาต่อมา สะท้อนว่าตลาดยังมองว่าการแทรกแซงอาจต้องดำเนินต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank มองว่า การแทรกแซงค่าเงินครั้งนี้อาจมีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแนวโน้มของค่าเงินในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางหลักของโลกยังคงส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยธนาคารกลางอังกฤษเตือนว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างจริงจัง หากราคาพลังงานยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่ธนาคารยุโรปก็ส่งสัญญาณพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป
ส่วนธนาคารกลางสหรัฐได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะยังไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ
โดยรวมแล้ว แม้ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวจากแรงหนุนของผลประกอบการและราคาน้ำมันที่ชะลอลง แต่ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง : reuters.com