โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย

: ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ

ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (2)

หากกล่าวถึงสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความตายในโลกสมัยใหม่ “ฌาปนสถาน” (Crematorium) ถือเป็นตัวแบบที่ทรงพลังที่สุดของกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ (Modernization) ที่เข้ามาเปลี่ยนโลกทัศน์และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตาย

โดยจากสถิติที่มีการสำรวจล่าสุด พบว่า การเผาศพด้วยเตาเผาสมัยใหม่คือรูปแบบหลักในการจัดการความตายของคนส่วนใหญ่ทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หากย้อนกลับไปยังต้นศตวรรษที่ 20 การเผาศพเป็นเพียงทางเลือกเฉพาะกลุ่มในสังคมที่นับถือพุทธและฮินดู และมีสัดส่วนไม่ถึง 5% ในยุโรปและอเมริกา

แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 56% ทั่วโลก (เอเชีย 80%, อเมริกา 60%, ยุโรปเฉลี่ย 50-70%) ในกรณีเอเชีย แม้แต่สังคมที่เคยนิยมการฝังศพ เช่น จีนและญี่ปุ่น ก็เปลี่ยนมาใช้เตาเผาสมัยใหม่เป็นหลักแล้วเช่นกัน (ยกเว้นสังคมมุสลิมที่ยังยึดถือการฝังเป็นหลักเช่นเดิม)

แม้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายเมืองของอินเดีย การเผาศพส่วนใหญ่ยังนิยมการเผาศพแบบกลางแจ้งด้วยฟืน แต่ก็ถือเป็นเพียงข้อยกเว้นส่วนน้อย เพราะโดยส่วนใหญ่ในโลกไม่อนุญาตให้มีการเผาศพกลางแจ้งด้วยฟืนอีกต่อไปแล้ว

หากเรามองปรากฏการณ์นี้ผ่านแนวคิด “การแยกซ่อนความตาย” ฌาปนสถานคือนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรมอันเป็นผลพวงโดยตรงของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคสมัยใหม่ แม้ในด้านหนึ่ง ฌาปนสถานถูกคิดขึ้นบนโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าทางความรู้ในเรื่องการแพทย์และสาธารณสุข ที่ทำให้มองเห็นร่างกายของคนตายคือบ่อเกิดของเชื้อโรค ความสกปรก และมลพิษที่ต้องจัดการอย่างมีระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ

แต่ในอีกด้านหนึ่งบนฐานคิดดังกล่าว นวัตกรรมในการจัดการความตายชิ้นนี้ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือ (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อกวาดต้อนความตายให้พ้นออกจากพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ในชีวิตประจำวัน ร่างกายผู้ตายต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มิดชิด และมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งทำให้เกิดระยะห่างจากสังคมและผู้คนมากขึ้น

ในเชิงรูปแบบสถาปัตยกรรม เตาเผาศพทำให้ร่างกายถูกเผาผลาญอย่างรวดเร็วในที่ปิด ขณะที่เชิงตะกอนจะกินเวลายาวนานกว่า และเต็มไปด้วยพิธีกรรมของเครือญาติและชุมชน แม้โดยปกติเตาเผาจะออกแบบให้มีช่องมองเล็กๆ สำหรับญาติที่ต้องการเห็นร่างกายของผู้เป็นที่รักครั้งสุดท้าย แต่ก็แตกต่างและห่างไกลมากจากนัยยะของการเผากลางแจ้ง

และหากมองในส่วนของพิธีกรรม การปรากฏขึ้นของฌาปนสถานได้ทำให้พิธีกรรมทั้งหลายลดขนาดลง และถูกปิดซ่อนออกจากสายตาของสาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ

กรณีสังคมไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ พื้นที่คนตายแบบจารีตที่เคยกระจายแทรกอยู่ในเมืองถูกบีบให้หดแคบลง และถูกแยกซ่อนจากสายตาสังคมชัดเจนขึ้นในยุคฌาปนสถานสมัยใหม่

ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งในอดีตเน้นการฝังศพและมีพิธีกรรมซับซ้อน ปัจจุบันประชากรกว่า 80% จำเป็นต้องหันมาใช้วิธีการเผาศพ ส่งผลให้พิธีกรรมหดแคบลงเหลือเพียงเรื่องของปัจเจกบุคคล

การรำลึกประจำปีอย่างเชงเม้งถูกปรับเปลี่ยนสู่อาคารเก็บอัฐิ (Columbarium) ที่บรรจุโถเถ้ากระดูกเรียงรายบนผนังในช่องทางเดินแคบๆ ทำให้พิธีกรรมที่เคยเป็นเรื่องของชุมชนกลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่ถูกซ่อนเร้น

ยิ่งไปกว่านั้น โลกทัศน์แบบสมัยใหม่มองว่า ร่างกายคนตายและพื้นที่จัดการความตายเป็นสิ่งน่ารังเกียจทางสาธารณสุข และเป็นภาระขัดขวางการพัฒนาที่ดินในระบบทุนนิยม ฌาปนสถานจึงยิ่งต้องถูกออกแบบให้มีพื้นที่เล็กลงและซ่อนตัวออกจากสายตาสาธารณะมากขึ้น

เมื่อพื้นที่หดแคบ พิธีกรรมก็ถูกบีบคั้นให้กลายเป็นเพียงเรื่องของญาติใกล้ชิด ในหลายเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่พลังความเชื่อทางศาสนาลดน้อยถอยลง การจัดการความตายยิ่งเข้าใกล้กระบวนการกำจัดซากศพโดยปราศจากความเชื่อเข้าไปทุกที

ข้อเท็จจริงนี้เมื่อพิจารณาร่วมกับสถิติการเผาศพในพื้นที่ฌาปนสถานที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ เราก็จะพบว่า “การแยกซ่อนความตาย” คือปรากฏการณ์ร่วมแทบทุกสังคมในโลกปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การมองฌาปนสถานในฐานะพื้นที่ของการ “แยกซ่อน” เพียงมิติเดียวอาจเป็นการมองที่คับแคบและละเลยปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับพื้นที่

บทความนี้อยากทดลองเสนอว่า แท้จริงแล้วสถาปัตยกรรมประเภทนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่กดทับหรือลบเลือนความตายให้หายไป แต่ในบางสังคม ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางอย่าง ยังทำหน้าที่เป็น “เวที” ที่ทำให้มิติบางประการของความตาย “ปรากฏ” แม้ว่าความเป็นสมัยใหม่ โดยสาระของตัวมันแล้ว ต้องการปิดซ่อนสิ่งนี้เอาไว้ก็ตาม

เพื่อทำความเข้าใจความย้อนแย้งระหว่างการแยกซ่อนกับการปรากฏ บทความนี้จึงขอเสนอให้มองกลไกการทำงานของสถาปัตยกรรมพื้นที่ความตาย แยกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 : ร่างกาย ฌาปนสถานโดยรากแนวคิดตั้งต้นถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับ “ความตายทางชีววิทยา” หรือศพที่กำลังเน่าเปื่อยซึ่งถือเป็นแหล่งเชื้อโรค

นี่คือระดับที่ “การแยกซ่อน” ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบและตรงไปตรงมาที่สุด

สถาปัตยกรรมถูกออกแบบให้เป็นเครื่องจักรจัดการสรีระที่มีประสิทธิภาพ ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การฉีดฟอร์มาลิน ห้องเย็น และเตาเผาไร้ควัน เพื่อตัดภาพอันน่ารังเกียจจากกระบวนการเน่าเปื่อยออกจากการรับรู้สาธารณะ

ในระดับนี้ ฌาปนสถานทำหน้าที่ไม่ต่างจากโรงงานกำจัดขยะชีวภาพที่ถูกทำให้ถูกสุขลักษณะตามตรรกะของสังคมสมัยใหม่

การออกแบบผังเมืองจะกำหนดให้พื้นที่เหล่านี้ถูกจัดวางอยู่ในโซนที่ห่างไกลจากย่านชุมชน หรือหากอยู่ในเมืองก็ต้องถูกพรางตาด้วยกำแพงหรือภูมิทัศน์ที่มิดชิด

เพื่อไม่ให้ความตายทางกายภาพมารบกวนความสงบเรียบร้อยและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของเมืองคนเป็น

ระดับที่ 2 : จิตวิญญาณ เพราะการจัดการความตายไม่ได้เป็นแค่การกำจัดร่างเนื้อ แต่ยังต้องจัดการกับ “ความโศกเศร้า” ของคนเป็น ผ่านศาสนาและกระบวนการเยียวยาจิตใจ

หากมองประเด็นนี้ผ่านแนวคิด “พิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน” (Rite of Passage) ของ Arnold van Gennep ที่เสนอว่า พิธีกรรมคือกลไกทางสังคมที่ช่วยนำพามนุษย์ก้าวข้ามจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง ผ่านลำดับขั้นของ “การแยกตัวออก” (Separation), “ภาวะก้ำกึ่งและเปลี่ยนผ่าน” (Liminality/Transition), และ “การรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบใหม่” (Incorporation)

ดังนั้น งานศพย่อมเป็นมากกว่าการจัดการร่างกายที่หมดลมหายใจ แต่ยังเป็นกระบวนการที่ทำให้ทั้ง “คนเป็น” และ “คนตาย” เคลื่อนผ่านสถานะที่ไม่แน่นอนและไม่มั่นคง ไปสู่สถานะใหม่อย่างมีความหมาย

กล่าวคือ ร่างของผู้ตายถูกแยกออกจากโลกของคนเป็น เข้าสู่ช่วงภาวะก้ำกึ่งระหว่างโลก ก่อนจะถูกจัดวางใหม่ในฐานะเถ้ากระดูก วิญญาณ หรือผีบรรพบุรุษ

ขณะที่ญาติเองก็ถูกนำพาออกจากสถานะเดิมของความสัมพันธ์ ไปสู่สถานะใหม่ที่ต้องอยู่ร่วมกับความสูญเสีย

ในแง่นี้ ฌาปนสถานคือพื้นที่ทางจิตวิญญาณที่ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่เปลี่ยนผ่าน” ที่โอบรับและจัดการสภาวะก้ำกึ่งของผู้คนเอาไว้ การออกแบบพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นศาลาตั้งบำเพ็ญกุศล พื้นที่สวดอภิธรรม ห้อง viewing room ตลอดจนการสวดและมหรสพ ทุกอย่างล้วนถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป้าหมายนี้

ระดับที่ 3 : สังคมและสัญลักษณ์ ในระดับนี้ การจัดการความตายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำลายร่างเนื้อ (ระดับ 1) หรือการเยียวยาจิตวิญญาณ (ระดับ 2) เท่านั้น แต่ความตายได้ถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นพื้นที่แสดงและสื่อสาร ทุนทางสังคม เครือข่าย และสถานะทางชนชั้น

ซึ่งในมิตินี้ แนวคิด “การแยกซ่อน” แทบจะหมดความหมายลง แต่ถูกแทนที่ด้วยกลไกของ “การปรากฏ” อย่างเต็มรูปแบบ

หากอธิบายผ่านแนวคิด “ทุนทางสัญลักษณ์” (Symbolic Capital) ของ Pierre Bourdieu งานศพก็คือ “เวทีจัดแสดง” ที่คนเป็นใช้เป็นพื้นที่ในการแสดงออก ยืนยัน และผลิตซ้ำ “ทุนทางสัญลักษณ์” (หน้าตา เกียรติยศ และการยอมรับจากสังคม) ที่ผู้ตายและตระกูลครอบครองอยู่เดิมให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะ

และฌาปนสถานคือพื้นที่รองรับความหมายนี้

ขนาดของศาลาที่ใหญ่โต โลงศพที่อลังการเกินความจำเป็นทางการแพทย์ ความหรูหราของเมรุเผาศพ ดอกไม้ประดับงาน ทั้งหมดคือภาษาทางสถาปัตยกรรมที่คอยประกาศสถานะทางสังคมของผู้ตายและญาติที่ยังมีชีวิตอยู่

พื้นที่ความตายในระดับนี้จึงต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดเผย เรียกร้องสายตา และโอบรับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนอย่างเต็มที่

ด้วยบทบาทที่ซับซ้อนนี้ ฌาปนสถานจึงไม่ใช่อาคารที่ทำหน้าที่เพียง “แยกซ่อนความตาย” หรือ “พื้นที่เปลี่ยนผ่าน” (ตามที่งานวิชาการหลายชิ้นเคยเสนอไว้)

แต่คือพื้นที่ที่การแยกซ่อนและการปรากฏเกิดขึ้นและดำรงอยู่พร้อมกัน แต่ระดับใดจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของแต่ละสังคม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (2)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...