ศุภวุฒิ เตือนรัฐบาลเจอปัญหา 3 เด้ง วิกฤตพลังงานลากยาว 2 ปี
“ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒน์ เผยโจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ เจอวิกฤต 3 เด้ง “รายจ่ายอุดหนุนพลังงานพุ่ง-เศรษฐกิจดิ่ง-รายได้ภาษีวูบ” วิเคราะห์วิกฤตลากยาว 2 ปี “สงครามจบ-ปัญหาไม่จบ” ราคาน้ำมันยืนสูง 80-90 เหรียญต่อบาร์เรล ชี้ไทยติดกับดักนำเข้าพลังงานสูงสุดในโลก ทำ “เจ็บหนัก” แนะ “เลิกอุดหนุน” ราคาดีเซล หวั่นดันหนี้สาธารณะพุ่ง 70% ของจีดีพี เสี่ยงประเทศถูกลดเครดิต ชงปฏิรูปใช้พลังงาน เปิดสัมปทานเอกชน “เดินรถไฟขนส่งสินค้า” รื้อโครงสร้างระบบไฟฟ้า แก้ปัญหาระยะยาว
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้ความเสี่ยงในตะวันออกกลางเปลี่ยนไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานครั้งสำคัญ
ทั้งนี้ แม้ว่าสงครามอาจจะจบลงใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าเพราะต่างฝ่ายกระสุนหมด แต่ปัญหาเศรษฐกิจไม่จบ เพราะระดับราคาน้ำมันจะไม่ลงไปเหมือนเดิมที่ 60 เหรียญ/บาร์เรล เหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม เพราะการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ท่อขนส่งในตะวันออกกลางที่ถูกทำลายต้องใช้เวลาฟื้นฟูกว่าจะกลับมารีสตาร์ตผลิตได้ต้องใช้เวลา ซึ่งแบงก์ออฟอเมริกาประมาณว่าต้องใช้เวลาราว 2 ปี
หมายความว่า น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทุกอย่างยังจะอยู่ในภาวะขาดตลาด หรือซัพพลายที่น้อยกว่าความต้องการประมาณ 2 ปี
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเข้าใจสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะไม่ลงมาเหมือนเดิม ไม่เหมือนยุคสงครามยูเครน-รัสเซีย น้ำมันขึ้นไป 100 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล แต่พอสงครามยุติ ราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ครั้งนี้ราคาน้ำมันน่าจะค้างอยู่ที่ 80-90 เหรียญ คือเพิ่มขึ้น 15-20% และเป็นการปรับขึ้นในระยะยาว
“ชีวิตจะไม่เหมือนเดิม ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟจะแพงขึ้น เพราะการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย เกือบ 60% ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง การอุ้มราคาดีเซลของรัฐบาลเป็นการทำผิด เพราะจะทำให้เงินหมดหน้าตัก รัฐบาลต้องคิดให้ดี”
รัฐบาลไทยเจอ 3 เด้ง
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า จากที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการอุ้มราคาพลังงาน ส่งผลกระทบให้ภาระเพิ่มขึ้น เรียกว่ารัฐบาลจะเจอปัญหา 3 เด้ง คือรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากการแบกรับภาระราคาพลังงาน 2.เศรษฐกิจทั่วโลกที่เติบโตต่ำจะส่งผลต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของไทย และเด้งที่ 3 คือรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่จะลดลง
จากนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำมันดีเซลกลายเป็นพลังงานเศรษฐกิจ ในขณะที่การอุดหนุนราคาถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ก็ทำให้เป็นภาระงบประมาณการคลัง เช่นเดียวกับการอุดหนุนราคาก๊าซหุ้งต้ม
ดังนั้น ประเทศไทยควรปรับสู่สภาวะความเป็นจริง และราคาตลาดโลก คือ “ความจริง”
“เราอยู่ในภาวะที่หวังดีระยะสั้น แต่กลายเป็นผลไม่ดีในระยะยาว มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเป็นความหวังดีของรัฐบาล แต่การบิดเบือนตลาด ซึ่งกลายเป็นภาระรัฐบาล และที่สุดก็คือภาระประชาชน”
ต้องเลิกอุ้มราคาพลังงาน
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า รัฐบาลต้องยอมรับความจริง “โลกเปลี่ยน” เกมพลังงานเปลี่ยนไป รัฐบาลต้องเลิกใช้มาตรการกองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล เพราะเมื่อราคาจะไม่ลงไปต่ำเหมือนเดิม หมายความว่านโยบายอุ้มราคาพลังงานจะกลายเป็นภาระรัฐบาลที่ไม่จบสิ้นกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง
เพราะปัจจุบันรัฐบาลก็ทำงบประมาณขาดดุลอยู่ 2-3% ของจีดีพี หรือราว 5 แสนล้านบาท ถ้าอุ้มราคาน้ำมันดีเซล-ค่าไฟก็จะทำให้ขาดดุลเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตลดลง
ขณะที่ปัจจุบันศักยภาพของนโยบายการคลังของไทยต่ำกว่าในช่วงปี 2022 อย่างมาก โดยตอนนั้นหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 60.6% ตอนนี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 65-66% หากรัฐบาลยังฝืนใช้เงินมหาศาลในการอุ้มราคาพลังงานและค่าไฟ ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเล็งปรับลดอันดับของไทย
เสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง
ประธานสภาพัฒน์ระบุว่า หากไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซ้ำเติมด้วยภาระดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาโปะงบประมาณหรืออุ้มราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล และความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และจะกลายเป็น “วังวน” ปัญหาเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลต้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อปรับตัว แทนการอุ้มราคาพลังงานจนเสี่ยงต่อวินัยทางการคลัง
จากปีนี้ที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะโตเพียง 1% กว่า ๆ จากวิกฤตพลังงานอยู่แล้ว หากถูกลดเครดิตเรตติ้งจะยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะไม่สามารถกู้เงินมาแก้ปัญหาได้ง่ายหรือถูกเหมือนเดิมอีกต่อไป
“3 โจทย์ท้าทายหลักที่รัฐบาลต้องเผชิญ คือ 1.วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมากมาย 2.สงครามการค้า ที่สหรัฐจะกลับมาบี้ประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพราะสงครามตะวันออกกลาง สหรัฐใช้เงินไปมหาศาล และ 3.ความเสี่ยงประเทศไทยจะถูกลดอันดับเครดิตเรตติ้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะกระทบต่อความเชื่อมั่นและอาจทำให้เงินทุนไหลออก ซึ่งส่งผลเสียต่อตลาดเงินและตลาดทุนไทยในระยะยาว”
ไทยเจ็บหนักสงครามอ่าว
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า รัฐบาลต้องยอมรับความจริง และแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อให้เศรษฐกิจหลุดจากวังวนปัญหา โดยล่าสุดมีรายงานจากดิ อีโคโนมิสต์ ที่มีการจัดอันดับ TOP 15 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางมากที่สุด จากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งเรื่องทุนสำรองต่ำ, มีการลงทุนในตะวันออกกลางสูง
โดยพบว่าประเทศไทยติดอันดับ 11 จากเหตุผลที่ว่าประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานต่อ GDP สูงที่สุดในโลก โดยปัจจุบันอยู่ที่ 7% ของ GDP จากก่อนเกิดสงครามอ่าวสัดส่วนนำเข้าก็อยู่ที่ 6% เปรียบเทียบกับจีน ประเทศที่มีการเติบโตเศรษฐกิจสูง มีการนำเข้าพลังงานต่อ GDP เพียงราว 2%
ดังนั้นภาพใหญ่ของประเทศไทย รัฐบาลต้องปฏิรูปด้านพลังงาน เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพี เพื่อที่จะปลดล็อกเศรษฐกิจของประเทศ
“รัฐบาลต้องมองให้ไกล เพื่อลดสัดส่วนของการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ LNG จากปัจจุบันสัดส่วนนำเข้าอยู่ที่ 7% ของจีดีพี ก่อนเกิดสงครามอ่าวอยู่ที่ 6% เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น สัดส่วนต่อจีดีพีก็เพิ่มขึ้น และถ้าเราไม่ปรับตัวทำแบบเดิม สัดส่วนการนำเข้าพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้มีความเสี่ยงของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และหากรัฐบาลอุ้มไปเรื่อย ๆ ก็จะหมดหน้าตัก”
โอนเงินช่วยผู้มีรายได้น้อย
ดร.ศุภวุฒิย้ำว่า เมื่อสถานการณ์ความเป็นจริงเปลี่ยนไป รัฐบาลก็ควรใช้โอกาสนี้ยอมรับความจริง เลิกบิดเบือนราคาพลังงาน เพื่อให้ทุกคนต้องปรับตัวและเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ “เพราะราคาจะเป็นตัวจัดสรรทรัพยากร ถ้าพลังงานขาดแคลน ราคาสูง ทุกคนจะได้ประหยัด”
ประธานสภาพัฒน์กล่าวว่า เมื่อปล่อยราคาตามกลไกตลาด ย่อมมีกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ รัฐบาลสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ แต่ต้องเลือกให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งรัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้วว่า 15 ล้านคนคือใคร ก็ใช้วิธีโอนเงินต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร แทนที่จะเป็นการอุดหนุนราคาผู้ใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด เพราะประชาชนที่ขับรถเบนซ์ บีเอ็มฯที่เติมน้ำมันดีเซลก็ไม่ต้องไปอุดหนุน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ ยอมรับความจริงและปรับตัว
2 นโยบายพลิกเกมพลังงาน
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เปลี่ยนการขนส่งสินค้าจากรถบรรทุกใช้น้ำมันดีเซล เป็นรถไฟ ซึ่งขณะนี้สภาก็ได้ออก พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฉบับใหม่ ออกแล้วตั้งแต่ปลายปี 2568 สาระสำคัญคือการเปิดให้เอกชนเข้ามา “เดินรถไฟ” ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากที่ผ่านมามีเพียง ร.ฟ.ท.เท่านั้นที่สามารถทำได้ สิ่งสำคัญคือตอนนี้ต้องเร่งให้ข้าราชการทำ TOR เพื่อให้เอกชนมาประมูลเดินรถไฟขนส่งสินค้า ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างการขนส่งให้ใช้ “รถไฟ” ในการขนส่งสินค้ามากขึ้น
เรื่องที่ 2.ต้องรื้อโครงสร้างพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันการไฟฟ้ากว่า 60%ที่ผลิตออกมาใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซ LNG รัฐบาลต้องหยุดเพิ่มโรงไฟฟ้า LNG ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานโซลาร์มากขึ้น เพราะแสงแดดไม่มีใครมาปิดกั้นเราได้ รวมถึงการใช้ระบบ Direct PPA คือให้เอกชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสีเขียว สามารถขายไฟตรงได้ ไม่ต้องผ่าน 3 การไฟฟ้าฯ และสิ่งสำคัญคือต้องแยกบทบาทการเป็นเรกูเลเตอร์ออกจาก กฟผ. และให้ทำหน้าที่ดูแลสายส่งไฟฟ้าเป็นหลัก พร้อมกับการเร่งลงทุนระบบสมาร์ทกริดเพื่อรองรับไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนต่าง ๆ
“หากประเทศไทยเร่งทำ 2 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้มากขึ้น”
วิกฤตต้นทุน “ค่าไฟงวดใหม่”
นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยถึงทิศทางค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากงวดปัจจุบันที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้น โดยคำนวณตามสูตรการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) เป็น 3 กรณี
กรณีที่ 1.หากไม่มีมาตรการใด ๆ ช่วยเหลือเพื่อสะท้อนต้นทุนค่าเชื้อเพลิง รวมทั้งเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (เอเอฟ) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. รวม 36,000 ล้านบาท จะทำให้ค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค. ต้องปรับขึ้นเป็นหน่วยละ 4.59 บาท หรือเพิ่มขึ้น 70 สต.ต่อหน่วย
กรณีที่ 2 หากไม่มีการชำระเงินคงค้างจ่าย (เอเอฟ) กฟผ. ค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ จะอยู่ที่หน่วยละ 4.08 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20 สต.ต่อหน่วย และกรณีที่ 3 กกพ.นำเงิน Claw Back หรือเงินเรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้าฯ ที่ไม่มีการลงทุน รวม 9,400 ล้านบาท คืนกลับมาช่วยลดค่าไฟฟ้า และยังไม่มีการชำระคืนเงินค้างจ่ายเอเอฟ กฟผ. จำนวน 36,000 ล้านบาท ทำให้ค่า Ft ปรับขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย ไปอยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขค่าไฟดังกล่าวยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลง โดย กกพ.จะมีการพิจารณาราคาก๊าซ LNG ระหว่างวันที่ 23-24 มีนาคม 2569 เพื่อคำนวณสูตรค่าไฟฟ้าอีกครั้ง ก่อนเสนอคณะกรรมการ กกพ.พิจารณาอีกครั้ง ในวันที่ 25 มีนาคม 2569
นายวรวิทย์กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า ค่าไฟฟ้าควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หากภาครัฐมีนโยบายจะตรึงค่าไฟฟ้างวดใหม่ ต้องส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม หากสงครามยืดเยื้ออาจทำให้ราคา LNG ปรับขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวของสหภาพยุโรป หากไม่มีเครื่องมือช่วยพยุงค่าไฟฟ้า ขณะที่ กฟผ.ยังต้องแบกรับภาระหนี้คงค้างตามเดิม ค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้นทะลุ 4 บาทต่อหน่วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศุภวุฒิ เตือนรัฐบาลเจอปัญหา 3 เด้ง วิกฤตพลังงานลากยาว 2 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net