โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศุภวุฒิ เตือนรัฐบาลเจอปัญหา 3 เด้ง วิกฤตพลังงานลากยาว 2 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒน์ เผยโจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ เจอวิกฤต 3 เด้ง “รายจ่ายอุดหนุนพลังงานพุ่ง-เศรษฐกิจดิ่ง-รายได้ภาษีวูบ” วิเคราะห์วิกฤตลากยาว 2 ปี “สงครามจบ-ปัญหาไม่จบ” ราคาน้ำมันยืนสูง 80-90 เหรียญต่อบาร์เรล ชี้ไทยติดกับดักนำเข้าพลังงานสูงสุดในโลก ทำ “เจ็บหนัก” แนะ “เลิกอุดหนุน” ราคาดีเซล หวั่นดันหนี้สาธารณะพุ่ง 70% ของจีดีพี เสี่ยงประเทศถูกลดเครดิต ชงปฏิรูปใช้พลังงาน เปิดสัมปทานเอกชน “เดินรถไฟขนส่งสินค้า” รื้อโครงสร้างระบบไฟฟ้า แก้ปัญหาระยะยาว

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้ความเสี่ยงในตะวันออกกลางเปลี่ยนไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานครั้งสำคัญ

ทั้งนี้ แม้ว่าสงครามอาจจะจบลงใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าเพราะต่างฝ่ายกระสุนหมด แต่ปัญหาเศรษฐกิจไม่จบ เพราะระดับราคาน้ำมันจะไม่ลงไปเหมือนเดิมที่ 60 เหรียญ/บาร์เรล เหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม เพราะการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ท่อขนส่งในตะวันออกกลางที่ถูกทำลายต้องใช้เวลาฟื้นฟูกว่าจะกลับมารีสตาร์ตผลิตได้ต้องใช้เวลา ซึ่งแบงก์ออฟอเมริกาประมาณว่าต้องใช้เวลาราว 2 ปี

หมายความว่า น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทุกอย่างยังจะอยู่ในภาวะขาดตลาด หรือซัพพลายที่น้อยกว่าความต้องการประมาณ 2 ปี

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเข้าใจสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะไม่ลงมาเหมือนเดิม ไม่เหมือนยุคสงครามยูเครน-รัสเซีย น้ำมันขึ้นไป 100 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล แต่พอสงครามยุติ ราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ครั้งนี้ราคาน้ำมันน่าจะค้างอยู่ที่ 80-90 เหรียญ คือเพิ่มขึ้น 15-20% และเป็นการปรับขึ้นในระยะยาว

“ชีวิตจะไม่เหมือนเดิม ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟจะแพงขึ้น เพราะการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย เกือบ 60% ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง การอุ้มราคาดีเซลของรัฐบาลเป็นการทำผิด เพราะจะทำให้เงินหมดหน้าตัก รัฐบาลต้องคิดให้ดี”

รัฐบาลไทยเจอ 3 เด้ง

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า จากที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการอุ้มราคาพลังงาน ส่งผลกระทบให้ภาระเพิ่มขึ้น เรียกว่ารัฐบาลจะเจอปัญหา 3 เด้ง คือรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากการแบกรับภาระราคาพลังงาน 2.เศรษฐกิจทั่วโลกที่เติบโตต่ำจะส่งผลต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของไทย และเด้งที่ 3 คือรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่จะลดลง

จากนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำมันดีเซลกลายเป็นพลังงานเศรษฐกิจ ในขณะที่การอุดหนุนราคาถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ก็ทำให้เป็นภาระงบประมาณการคลัง เช่นเดียวกับการอุดหนุนราคาก๊าซหุ้งต้ม

ดังนั้น ประเทศไทยควรปรับสู่สภาวะความเป็นจริง และราคาตลาดโลก คือ “ความจริง”

“เราอยู่ในภาวะที่หวังดีระยะสั้น แต่กลายเป็นผลไม่ดีในระยะยาว มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเป็นความหวังดีของรัฐบาล แต่การบิดเบือนตลาด ซึ่งกลายเป็นภาระรัฐบาล และที่สุดก็คือภาระประชาชน”

ต้องเลิกอุ้มราคาพลังงาน

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า รัฐบาลต้องยอมรับความจริง “โลกเปลี่ยน” เกมพลังงานเปลี่ยนไป รัฐบาลต้องเลิกใช้มาตรการกองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล เพราะเมื่อราคาจะไม่ลงไปต่ำเหมือนเดิม หมายความว่านโยบายอุ้มราคาพลังงานจะกลายเป็นภาระรัฐบาลที่ไม่จบสิ้นกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง

เพราะปัจจุบันรัฐบาลก็ทำงบประมาณขาดดุลอยู่ 2-3% ของจีดีพี หรือราว 5 แสนล้านบาท ถ้าอุ้มราคาน้ำมันดีเซล-ค่าไฟก็จะทำให้ขาดดุลเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตลดลง

ขณะที่ปัจจุบันศักยภาพของนโยบายการคลังของไทยต่ำกว่าในช่วงปี 2022 อย่างมาก โดยตอนนั้นหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 60.6% ตอนนี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 65-66% หากรัฐบาลยังฝืนใช้เงินมหาศาลในการอุ้มราคาพลังงานและค่าไฟ ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเล็งปรับลดอันดับของไทย

เสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง

ประธานสภาพัฒน์ระบุว่า หากไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซ้ำเติมด้วยภาระดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาโปะงบประมาณหรืออุ้มราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล และความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และจะกลายเป็น “วังวน” ปัญหาเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลต้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อปรับตัว แทนการอุ้มราคาพลังงานจนเสี่ยงต่อวินัยทางการคลัง

จากปีนี้ที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะโตเพียง 1% กว่า ๆ จากวิกฤตพลังงานอยู่แล้ว หากถูกลดเครดิตเรตติ้งจะยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะไม่สามารถกู้เงินมาแก้ปัญหาได้ง่ายหรือถูกเหมือนเดิมอีกต่อไป

“3 โจทย์ท้าทายหลักที่รัฐบาลต้องเผชิญ คือ 1.วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมากมาย 2.สงครามการค้า ที่สหรัฐจะกลับมาบี้ประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพราะสงครามตะวันออกกลาง สหรัฐใช้เงินไปมหาศาล และ 3.ความเสี่ยงประเทศไทยจะถูกลดอันดับเครดิตเรตติ้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะกระทบต่อความเชื่อมั่นและอาจทำให้เงินทุนไหลออก ซึ่งส่งผลเสียต่อตลาดเงินและตลาดทุนไทยในระยะยาว”

ไทยเจ็บหนักสงครามอ่าว

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า รัฐบาลต้องยอมรับความจริง และแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อให้เศรษฐกิจหลุดจากวังวนปัญหา โดยล่าสุดมีรายงานจากดิ อีโคโนมิสต์ ที่มีการจัดอันดับ TOP 15 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางมากที่สุด จากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งเรื่องทุนสำรองต่ำ, มีการลงทุนในตะวันออกกลางสูง

โดยพบว่าประเทศไทยติดอันดับ 11 จากเหตุผลที่ว่าประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานต่อ GDP สูงที่สุดในโลก โดยปัจจุบันอยู่ที่ 7% ของ GDP จากก่อนเกิดสงครามอ่าวสัดส่วนนำเข้าก็อยู่ที่ 6% เปรียบเทียบกับจีน ประเทศที่มีการเติบโตเศรษฐกิจสูง มีการนำเข้าพลังงานต่อ GDP เพียงราว 2%

ดังนั้นภาพใหญ่ของประเทศไทย รัฐบาลต้องปฏิรูปด้านพลังงาน เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพี เพื่อที่จะปลดล็อกเศรษฐกิจของประเทศ

“รัฐบาลต้องมองให้ไกล เพื่อลดสัดส่วนของการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ LNG จากปัจจุบันสัดส่วนนำเข้าอยู่ที่ 7% ของจีดีพี ก่อนเกิดสงครามอ่าวอยู่ที่ 6% เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น สัดส่วนต่อจีดีพีก็เพิ่มขึ้น และถ้าเราไม่ปรับตัวทำแบบเดิม สัดส่วนการนำเข้าพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้มีความเสี่ยงของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และหากรัฐบาลอุ้มไปเรื่อย ๆ ก็จะหมดหน้าตัก”

โอนเงินช่วยผู้มีรายได้น้อย

ดร.ศุภวุฒิย้ำว่า เมื่อสถานการณ์ความเป็นจริงเปลี่ยนไป รัฐบาลก็ควรใช้โอกาสนี้ยอมรับความจริง เลิกบิดเบือนราคาพลังงาน เพื่อให้ทุกคนต้องปรับตัวและเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ “เพราะราคาจะเป็นตัวจัดสรรทรัพยากร ถ้าพลังงานขาดแคลน ราคาสูง ทุกคนจะได้ประหยัด”

ประธานสภาพัฒน์กล่าวว่า เมื่อปล่อยราคาตามกลไกตลาด ย่อมมีกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ รัฐบาลสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ แต่ต้องเลือกให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งรัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้วว่า 15 ล้านคนคือใคร ก็ใช้วิธีโอนเงินต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร แทนที่จะเป็นการอุดหนุนราคาผู้ใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด เพราะประชาชนที่ขับรถเบนซ์ บีเอ็มฯที่เติมน้ำมันดีเซลก็ไม่ต้องไปอุดหนุน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ ยอมรับความจริงและปรับตัว

2 นโยบายพลิกเกมพลังงาน

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เปลี่ยนการขนส่งสินค้าจากรถบรรทุกใช้น้ำมันดีเซล เป็นรถไฟ ซึ่งขณะนี้สภาก็ได้ออก พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฉบับใหม่ ออกแล้วตั้งแต่ปลายปี 2568 สาระสำคัญคือการเปิดให้เอกชนเข้ามา “เดินรถไฟ” ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากที่ผ่านมามีเพียง ร.ฟ.ท.เท่านั้นที่สามารถทำได้ สิ่งสำคัญคือตอนนี้ต้องเร่งให้ข้าราชการทำ TOR เพื่อให้เอกชนมาประมูลเดินรถไฟขนส่งสินค้า ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างการขนส่งให้ใช้ “รถไฟ” ในการขนส่งสินค้ามากขึ้น

เรื่องที่ 2.ต้องรื้อโครงสร้างพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันการไฟฟ้ากว่า 60%ที่ผลิตออกมาใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซ LNG รัฐบาลต้องหยุดเพิ่มโรงไฟฟ้า LNG ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานโซลาร์มากขึ้น เพราะแสงแดดไม่มีใครมาปิดกั้นเราได้ รวมถึงการใช้ระบบ Direct PPA คือให้เอกชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสีเขียว สามารถขายไฟตรงได้ ไม่ต้องผ่าน 3 การไฟฟ้าฯ และสิ่งสำคัญคือต้องแยกบทบาทการเป็นเรกูเลเตอร์ออกจาก กฟผ. และให้ทำหน้าที่ดูแลสายส่งไฟฟ้าเป็นหลัก พร้อมกับการเร่งลงทุนระบบสมาร์ทกริดเพื่อรองรับไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนต่าง ๆ

“หากประเทศไทยเร่งทำ 2 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้มากขึ้น”

วิกฤตต้นทุน “ค่าไฟงวดใหม่”

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยถึงทิศทางค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากงวดปัจจุบันที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้น โดยคำนวณตามสูตรการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) เป็น 3 กรณี

กรณีที่ 1.หากไม่มีมาตรการใด ๆ ช่วยเหลือเพื่อสะท้อนต้นทุนค่าเชื้อเพลิง รวมทั้งเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (เอเอฟ) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. รวม 36,000 ล้านบาท จะทำให้ค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค. ต้องปรับขึ้นเป็นหน่วยละ 4.59 บาท หรือเพิ่มขึ้น 70 สต.ต่อหน่วย

กรณีที่ 2 หากไม่มีการชำระเงินคงค้างจ่าย (เอเอฟ) กฟผ. ค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ จะอยู่ที่หน่วยละ 4.08 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20 สต.ต่อหน่วย และกรณีที่ 3 กกพ.นำเงิน Claw Back หรือเงินเรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้าฯ ที่ไม่มีการลงทุน รวม 9,400 ล้านบาท คืนกลับมาช่วยลดค่าไฟฟ้า และยังไม่มีการชำระคืนเงินค้างจ่ายเอเอฟ กฟผ. จำนวน 36,000 ล้านบาท ทำให้ค่า Ft ปรับขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย ไปอยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขค่าไฟดังกล่าวยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลง โดย กกพ.จะมีการพิจารณาราคาก๊าซ LNG ระหว่างวันที่ 23-24 มีนาคม 2569 เพื่อคำนวณสูตรค่าไฟฟ้าอีกครั้ง ก่อนเสนอคณะกรรมการ กกพ.พิจารณาอีกครั้ง ในวันที่ 25 มีนาคม 2569

นายวรวิทย์กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า ค่าไฟฟ้าควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หากภาครัฐมีนโยบายจะตรึงค่าไฟฟ้างวดใหม่ ต้องส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม หากสงครามยืดเยื้ออาจทำให้ราคา LNG ปรับขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวของสหภาพยุโรป หากไม่มีเครื่องมือช่วยพยุงค่าไฟฟ้า ขณะที่ กฟผ.ยังต้องแบกรับภาระหนี้คงค้างตามเดิม ค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้นทะลุ 4 บาทต่อหน่วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศุภวุฒิ เตือนรัฐบาลเจอปัญหา 3 เด้ง วิกฤตพลังงานลากยาว 2 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...