“ถ้าไม่นับหนึ่งวันนี้ แล้วจะนับสิบได้อย่างไร” ย้อนมอง 2475 และวิวาทะประชาชนยังไม่พร้อม ผ่านสายตาคู่ขนานในละคร ‘สอดสร้อยมาลา’
“ประชาชนยังไม่พร้อม มีคนตั้งมากมายที่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แล้วเขาจะเข้าใจ (การปฏิวัติ) ได้อย่างไร”
“แล้วถ้าไม่นับหนึ่งวันนี้จะนับสิบได้อย่างไร”
นี่คือหนึ่งในฉากการโต้เถียงถึงประเด็นการปฏิวัติสยาม 2475 ของตัวละครจากสองฝั่งความคิด ในละคร ‘สอดสร้อยมาลา’ ซึ่งเป็นวิวาทะที่สามารถสะท้อนความนึกคิดของคนจากสองฟากได้อย่างแยบคาย
สอดสร้อยมาลา เล่าเรื่องผ่านชีวิตของนางรำสองคน ที่อยู่ในคณะละครของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ โดยมีพื้นหลังของเรื่องราวดำเนินอยู่ในช่วงการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ซึ่งเส้นเรื่องหลักก็ได้ถูกขับเคลื่อนผ่านความสัมพันธ์และความขัดแย้งของตัวละครสำคัญจากสองขั้วอำนาจ ทั้งเจ้านายฝ่ายชนชั้นนำ และทหารกระฎุมพีฝั่งคณะราษฎร
ภาพของการปะทะกันที่เกิดขึ้นในละคร เทียบเคียงให้เห็นพอสังเขปว่า โมงยามแห่งความวุ่นวายในเวลานั้นถูกขับเคลื่อนด้วยเงื่อนไขใด และชนชั้นนำมีชุดความคิดแบบไหน ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน บทความนี้จึงจะชวนย้อนสำรวจสายตาคู่ขนานของทั้งสองอุดมการณ์ ว่าความชอบธรรมที่แต่ละฝ่ายต่างยึดมั่นในวิถีทางของตนเองนั้นคืออะไร
ช่วงยามแห่งความยากลำบากของสองฟากฝั่ง
ในละครที่กล่าวไปช่วงต้น ขณะนี้ได้ดำเนินมาถึงช่วงชีวิตของตัวเอกที่กำลังสงบสุขอยู่ในวังของหม่อมเจ้าพระองค์หนึ่ง แต่เวลาแห่งความปรีดาดำเนินไปไม่เท่าไหร่ ก็ถูกขัดจังหวะจากการยึดอำนาจของฝั่งคณะราษฎร ที่บุกเข้ามาจับตัวท่านชายคนรักของตัวเอกไปในที่สุด ละครได้แสดงให้เห็นถึงความประหวั่นพรั่นพรึงของเจ้านายอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์
สอดคล้องกับบันทึกความทรงจำ ‘สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น’ โดย หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เป็นภาพแทนความรู้สึกของเจ้านายหลัง 2475 ได้ชัดเจนที่สุด พระองค์ทรงบันทึกถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เมื่อเจ้านายหลายพระองค์ต้องถูกควบคุมตัว ทรัพย์สินถูกอายัด และต้องเผชิญกับความ ‘ไร้สัมมาคารวะ’ จากทหารฝั่งคณะราษฎร
ในบันทึกนั้นแสดงความอัดอั้นตันใจออกมาว่า เมื่อทหารนำกำลังอาวุธมาคุมตัวสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ท่านรู้สึกราวกับตนเองถูกตบหน้าอย่างแรง เมื่อได้ยินเสียงทหารร้องไชโย เพราะเครื่องแบบทหารอันมีเกียรติ ซึ่งพระบิดาเคยสวมใส่ด้วยความภาคภูมิใจ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยกลุ่มคนที่นำอาวุธมาด้วย เพื่อลากตัวพระบิดาไป
หม่อมเจ้าพูนพิศมัยไม่เข้าใจและมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะพระบิดาไม่ใช่โจรผู้ร้าย ทำไมจึงต้องใช้ปืนขู่และจับไปขังในสภาพที่ราวกับเป็นผู้ร้ายฆ่าคน ดังนั้นจุดนี้จึงพอให้ผู้คนเห็นภาพร่างคร่าวๆ ของสายตาของชนชั้นนำในขณะนั้นว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นการใช้กำลังบังคับแย่งชิงอำนาจ และเป็นการลบหลู่เกียรติยศอันศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพบุรุษของพวกเขาสร้างมา
ขณะที่บันทึกของพระยาทรงสุรเดช ชี้ว่าการจับกุมเจ้านายครั้งวันที่ 24 นั้น คือยุทธศาสตร์ เพราะการเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ เช่น สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และเจ้านายพระองค์อื่นๆ มาคุมตัวไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม จะเป็นแผนการสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ใครกล้าใช้กำลังตอบโต้ เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อเจ้านายผู้ใหญ่ที่ถูกคุมตัวอยู่
ซึ่งหากพลิกมุมกลับมาที่สายตาของคนธรรมดาสามัญ ความยากลำบากในช่วงการปฏิวัติของชนชั้นนำ ก็อาจมาจากการพบพานสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะได้รับมาก่อน กลับกันความยากเข็ญของราษฎรนั้นมีเรื่อยมาภายใต้การปกครองในระบอบเก่านี้
ช่วงตอนหนึ่งในบันทึกของพระยาทรงสุรเดชเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นชนชั้นนำก็มุ่งเพียงแต่จะฟื้นฟูอำนาจของ ‘พวก’ ที่ตกต่ำลงในสมัยก่อนหน้าให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนอดีต โดยให้เจ้านายคุมตำแหน่งสำคัญทั้งหมด ขณะที่ข้าราชการก็เอาแต่ประจบสอพลอเพื่อหวังยศถาบรรดาศักดิ์ ทิ้งขว้างงานของชาติ
สอดคล้องกับคำประกาศของคณะราษฎรว่า “(ชนชั้นนำปล่อยให้) ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต… ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม… แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร…”
ชิงสุกก่อนห่าม
ในละคร ‘สอดสร้อยมาลา’ ในฉากปะทะอารมณ์กันของพร้อมทหารหนุ่มหัวก้าวหน้า กับท่านชายและชนชั้นนำคนอื่น มีการโต้กันว่า ความอหังการและใจร้อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นไม่ใช่เรื่องที่สมควร เพราะชาวบ้านร้านตลาดที่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จะไปเข้าใจเรื่องการปกครองที่ซับซ้อนได้อย่างไร
สิ่งนี้คือชุดความคิดที่ถูกใช้อธิบายความไม่พร้อมของคนไทยบ่อยที่สุด ดังจะเห็นได้จากหนังสือประวัติศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งให้มุมมองฝั่งประวัติศาสตร์กระแสหลักว่า
“รัชกาลที่ 7 ทรงมีแผนที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ… ควรให้ประชาชนได้มีประสบการณ์ในการปกครองตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่ก่อน”
หรือพูดอย่างเข้าใจง่ายคือ คนไทยกำลังจะได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพียงแต่การปกครองระบอบประชาธิปไตยจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยฝึกหัดประชาชนให้รู้จักใช้สิทธิในการออกเสียงเสียก่อน ทว่าคณะปฏิวัติกลับชิงก่อการเสียก่อน ทั้งๆ ที่ ‘คนไทยยังไม่พร้อม’
และเมื่อย้อนกลับไปดูบริบทในยุคนั้น มุมมองเรื่องความไม่พร้อมนี้ก็สอดคล้องกับที่ กษิดิศ อนันทนาธร ชี้ให้เห็นในบทความ “แนวคิดเรื่องการมีระบอบรัฐธรรมนูญในประเทศสยามก่อน 2475” ว่า ชนชั้นนำในขณะนั้นมองว่าประชาชนชาวสยามยังไม่มีจิตวิญญาณแบบอารยชน และแม้แต่เจ้านายรุ่นหนุ่มหลายองค์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ก็ยังคัดค้านการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากไม่เชื่อว่า หลักอุดมคติประชาธิปไตยนั้นเป็นความจริงของโลก เพราะที่เห็นมาชาติอื่นๆ ก็ยังทำไม่สำเร็จเลย
ขณะที่พระยาศรีวิสารวาจา และนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัชกาลที่ 7 ยังเห็นว่า ขณะนี้ยังไม่ควรให้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากปัญหาของประเทศอยู่ที่เศรษฐกิจ ไม่ใช่รูปแบบการปกครอง รวมถึงราษฎรยังไม่มีความพร้อมต่อระบบรัฐสภา ประกอบกับหากประชาชนที่ยังไม่รู้อะไร การมีอำนาจทางการเมืองก็อาจใช้อำนาจไปในทางที่ผิด หรือถูกนักการเมืองล่อใจด้วยสินบนได้ง่าย ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกแยกในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของ ยาสุกิจิ ยาตาเบ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำสยามขณะนั้น ได้ประเมินสภาพการปกครองในสยามว่า จริงอยู่ที่ราษฎรสยามไม่เคยได้รับการฝึกฝนทางการเมือง แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และรอการปฏิรูปการปกครองอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น ‘รอไปอีกร้อยปีก็ไม่มีทางสำเร็จ’
ในอีกมุมหนึ่งนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่อย่าง ณัฐพล ใจจริง ให้ข้อเสนอว่า ‘Revolution’ ในความหมายของชนชั้นนำ นั้นแตกต่างจากสิ่งที่คณะราษฎรทำ เพราะชนชั้นนำไม่ได้มุ่งจะกระจายอำนาจการปกครองให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตามแบบประชาธิปไตยในสากล เพียงแต่จะใช้คำกล่าวอ้างนี้ อธิบายการ ‘พลิกแผ่นดิน’ รวบอำนาจเพื่อจัดตั้งระบบเก่าที่มั่นคงกว่าเดิม
ซึ่งใน พ.ศ. 2469 นั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาไว้จริง แต่สาระสำคัญคือการฟื้นฟูอำนาจ และรักษาสถานะทางการเมืองของกลุ่มอนุรักษนิยม แม้พวกเขายอมรับให้มีรัฐธรรมนูญและสภาได้ แต่รัฐธรรมนูญนั้นระบุถึงการแต่งตั้ง ‘ลงมา’ ไม่ใช่การ ‘เลือก’ และอำนาจสูงสุดในการบริหารทางการเมือง ต้องยังคงอยู่ในมือของเครือข่ายชนชั้นนำ ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยที่เป็นของราษฎรอย่างแท้จริง
ในคำประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 จึงตอบโต้ในประเด็นนี้ว่า “…(การที่) ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป”
สอดสร้อยมาลา
กลับมาที่เรื่องของละคร หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจของ ‘สอดสร้อยมาลา’ นอกเหนือจากชีวิตอันโลดโผนของตัวละครแล้ว คือข้อสงสัยของผู้ชมที่ว่า ท้ายที่สุดแล้วละครเรื่องนี้จะเลือกยืนอยู่ ‘ฝั่งไหน’ กันแน่
ด้วยการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยความโศกสลดฟูมฟายของฝั่งเจ้าขุนมูลนาย รวมถึงการตั้งคำถามของตัวละครหลักที่ว่า “ประชาธิปไตยนี่ก็แปลกดีเหมือนกันนะ” ประกอบกับฉากหลังของบ้านเมืองที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยอันธพาลในยุค 2500 สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ผู้ชมเริ่มตั้งคำถามถึงจุดยืนของเรื่อง แต่อีกมุมหนึ่ง ผู้ชมก็ต้องทำความเข้าใจเช่นกันว่า การที่ตัวละครมีชุดความคิดเช่นนั้น เป็นผลมาจากภูมิหลังของพวกเขาที่เติบโตมาในฐานะชนชั้นนำ อาศัยอยู่ในวัง และมีชีวิตที่สุขสบายภายใต้ระบอบเดิมมาโดยตลอด
ทว่าสิ่งที่น่าเสียดายคือ การนำเสนอมิติของฝ่ายปฏิวัติที่ดูจะแบนราบไปเสียหน่อย ตัวละครฝั่งคณะราษฎรอย่าง ‘พร้อม’ จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็นเพียงชายหนุ่มหัวร้อนที่ดีแต่พูด มากกว่าจะเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ ดังนั้นตลอดหลายตอนที่ผ่านมา ภาพจำของคณะราษฎรในละครเรื่องนี้ จึงยังไม่หลุดไปจากที่เรามักเห็นตามสื่ออื่นสักเท่าไรนัก
ถึงกระนั้น ในเมื่อละครยังดำเนินมาไม่ถึงครึ่งเรื่อง เราก็อาจจะยังด่วนตัดสินไม่ได้ทั้งหมด หากอิงจาก ‘สายตาคู่ขนาน’ ที่บทความนี้ได้เล่าไปในช่วงต้น เป็นไปได้ว่าในตอนนี้ละครอาจกำลังจงใจเล่าผ่านแว่นตาของคนฝั่งหนึ่ง เพื่อเตรียมพลิกมุมมองไปเล่าผ่านสายตาของคนอีกฝั่งในตอนต่อๆ ไปก็เป็นได้ เราจึงต้องรอติดตามชมกันต่อไปว่า ทิศทางของ ‘สอดสร้อยมาลา’ จะมีจุดหักมุมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไปในทิศทางใดหรือไม่
อ้างอิง:
ณัฐพล ใจจริง. (2556). ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ: ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500). นนทบุรี: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.
พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. (2544). สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น: ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
พระยาทรงสุรเดช. (2532). บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 (บทที่ 2). วิกิซอร์ซ (Wikisource). บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 บทที่ 2
ยาตาเบ, ยาสุกิจิ. (2550). บันทึกของทูตญี่ปุ่น ยาสุกิจิ ยาตาเบ: การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม. (แปลโดย เออิจิ มูราชิมา และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
ไพฑูรย์ มีกุศล และคณะ. (2553). หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ ม. 4-6 เล่ม 1 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. อ้างถึงใน ศิลปวัฒนธรรม. (2563). “ชิงสุกก่อนห่าม” วาทกรรมซัดกลับคณะราษฎร ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทย
กษิดิศ อนันทนาธร. (2563). "แนวคิดเรื่องการมีระบอบรัฐธรรมนูญในประเทศสยามก่อน 2475". เผยแพร่ทางเว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์ (pridi.or.th)
คณะราษฎร. (2475). ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1. (วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475).
บทความต้นฉบับได้ที่ : “ถ้าไม่นับหนึ่งวันนี้ แล้วจะนับสิบได้อย่างไร” ย้อนมอง 2475 และวิวาทะประชาชนยังไม่พร้อม ผ่านสายตาคู่ขนานในละคร ‘สอดสร้อยมาลา’
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ทิ้งมาดนักการเมือง! ว่าที่ รมว.สาธารณสุขฮังการีโชว์สเตปแดนซ์ฉลองนายกฯ คนใหม่รับตำแหน่งหลังโค่นขั้วขวาจัด 16 ปี หวังใช้เสียงดนตรีเยียวยาประชาชน
- เราพยายามพิสูจน์ตัวเองเกินไปหรือเปล่า? เมื่อเอไอกำลังทำให้เราหลีกเลี่ยงและละทิ้งความเป็นมนุษย์ เพียงเพราะถูกตราหน้าว่าใช้เอไอในผลงาน
- ปรากฏการณ์สาวบนสนามเบสบอลเกาหลี เจาะลึกวัฒนธรรมแฟนแคมสู่เทรนด์เอไอที่คนแห่เจน
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath