อดีตผู้พิพากษาตั้งคำถามพักโทษ ‘ทักษิณ’ ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่
12 พ.ค. 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เมื่อ “พักโทษ” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของความชอบธรรม: วิเคราะห์กรณี ทักษิณ ชินวัตร กับดุลพินิจของรัฐ
มติเห็นชอบของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการพักโทษภายใต้เงื่อนไขการคุมประพฤติ มิได้เป็นเพียงข่าวสารทางราชทัณฑ์ตามปกติ หากแต่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่าง “ตัวบทกฎหมาย” “ดุลพินิจของรัฐ” และ “มโนธรรมสำนึกเรื่องความยุติธรรมของสังคม”
แม้ฝ่ายรัฐจะยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินไปตามระเบียบทุกประการ แต่สังคมกลับตั้งคำถามที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือ “ความเสมอภาคในการใช้บังคับ” บทวิเคราะห์นี้จึงมุ่งสำรวจว่า เหตุใดการพักการลงโทษครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติรัฐในสังคมไทย
การสร้างความชอบธรรมผ่าน "เทคนิคทางกฎหมาย"
ถ้อยแถลงของภาครัฐมีลักษณะเป็น “คำอธิบายเชิงเทคนิค” เพื่อยืนยันว่านี่คือการดำเนินการตามมาตรฐานสากลและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด โดยมีการอ้างถึง:
พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นฐานอำนาจ
ปัจจัยประเมินรอบด้าน เช่น พฤติการณ์คดี, ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ และความน่าเชื่อถือของผู้อุปการะ
ความพยายามนี้สะท้อนว่ารัฐต้องการสื่อสารว่า “นี่คือการใช้กลไกปกติ มิใช่อภิสิทธิ์ทางการเมือง” อย่างไรก็ตาม ในมิติมหาชน คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “มีกฎหมายรองรับหรือไม่” แต่อยู่ที่ “กฎหมายนี้ถูกหยิบมาใช้กับใคร และในเงื่อนไขใด”
ความย้อนแย้ง: ภายใต้ "กรณีปกติ" คือ "เหตุผลพิเศษ"
คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษชี้แจงว่า “ยังมีเหตุผลพิเศษที่สนับสนุนการใช้ดุลพินิจผ่อนปรนให้ได้รับการพักการลงโทษ เนื่องจากทักษิณเป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป และมีโทษจำคุกเหลืออยู่ต่อไปไม่เกิน 1 ปี” อีกทั้งยังผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัย….”
หลักเกณฑ์ในเรื่องนี้น่าจะมาจากกฎกระทรวงฯ ข้อ 43 ที่ว่า ในกรณีที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพิเศษที่จะพักการลงโทษนักโทษเด็ดขาดมากกว่าที่กำหนดในข้อ 42 ให้เสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ”
จึงมีข้อน่าสังเกตว่า แม้รัฐจะใช้คำว่า “พักการลงโทษกรณีปกติ” แต่รายละเอียดที่ใช้จูงใจสังคมกลับเน้นไปที่ “เหตุผลพิเศษ” ซึ่งยังมีคำถามว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าวทำอย่าง “สม่ำเสมอ” กับผู้ต้องขังรายอื่นหรือไม่ และเหตุผลที่อ้างมี “พยานหลักฐานรองรับเพียงพอ” เพียงใด
สภาวะเช่นนี้ทำให้สังคมรู้สึกว่ารัฐกำลังใช้ “ภาษาราชการ” เพื่อพรางตาและบรรเทาแรงเสียดทานทางการเมือง เพราะในสายตาประชาชน “กรณีปกติ” ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเงื่อนไขเดียวกันอย่างถ้วนหน้า
ปมสำคัญ: ความโปร่งใสของ "กระบวนการฟื้นฟู" ภายในเรือนจำ
ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมิใช่เพียงเรื่อง "สถานที่" แต่คือ "มาตรฐานในการปฏิบัติ" ต่อผู้ต้องขังตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อมีการระบุว่าบุคคลดังกล่าว “ผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยจนเป็นที่น่าเชื่อถือ” สังคมย่อมเกิดคำถามเชิงเปรียบเทียบว่า:
กระบวนการฟื้นฟูและเกณฑ์การประเมินพฤตินิสัยที่นำมาใช้นั้น มีเกณฑ์ชี้วัดที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นอย่างไร?
ความรวดเร็วหรือเงื่อนไขในการพิจารณาพักโทษในครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติทั่วไปที่ใช้กับนักโทษในกลุ่มอายุและประเภทคดีเดียวกันหรือไม่?
"พักโทษ" ไม่เท่ากับ "พ้นโทษ" แต่คือ "ภาพลักษณ์ของอิสรภาพ"
ในทางกฎหมาย รัฐพยายามชี้แจงว่าการพักโทษคือการเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมจาก “กรงขัง” สู่ “ชุมชน” (ผ่านอุปกรณ์ EM และการคุมประพฤติ) แต่ในความหมายทางสังคม ภาพของบุคคลสำคัญที่ได้รับอิสรภาพทางกายภาพก่อนครบกำหนดโทษจริง ย่อมถูกตีความว่าเป็นการ “พ้นพันธนาการ” มากกว่าการ “บังคับโทษต่อ”
บทสรุป: เมื่อ "ความถูกต้อง" ปะทะ "ความชอบธรรม"
ในทางนิติศาสตร์ การใช้อำนาจปกครองต้องอยู่บนหลักเหตุผลและไม่เลือกปฏิบัติ กรณีของ ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็น “บททดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง
ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่วัดกันที่ “ความรู้สึกถึงความเสมอภาค” (Sense of Equality) หากรัฐสามารถพิสูจน์ได้เพียงความถูกต้องทางเอกสาร แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า “มาตรฐานเดียวกันนี้มีอยู่จริงสำหรับคนไร้อำนาจ” ความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทยย่อมถูกสั่นคลอนในระยะยาว
ท้ายที่สุด ความยุติธรรมมิได้วัดจากสิ่งที่รัฐ “อ้าง” ว่ากระทำตามขั้นตอน แต่วัดจากสิ่งที่ประชาชน “รับรู้” ว่าความยุติธรรมนั้นถูกหยิบยื่นให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่