โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อดีตผู้พิพากษาตั้งคำถามพักโทษ ‘ทักษิณ’ ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่

ไทยโพสต์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

12 พ.ค. 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เมื่อ “พักโทษ” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของความชอบธรรม: วิเคราะห์กรณี ทักษิณ ชินวัตร กับดุลพินิจของรัฐ

มติเห็นชอบของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการพักโทษภายใต้เงื่อนไขการคุมประพฤติ มิได้เป็นเพียงข่าวสารทางราชทัณฑ์ตามปกติ หากแต่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่าง “ตัวบทกฎหมาย” “ดุลพินิจของรัฐ” และ “มโนธรรมสำนึกเรื่องความยุติธรรมของสังคม”

แม้ฝ่ายรัฐจะยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินไปตามระเบียบทุกประการ แต่สังคมกลับตั้งคำถามที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือ “ความเสมอภาคในการใช้บังคับ” บทวิเคราะห์นี้จึงมุ่งสำรวจว่า เหตุใดการพักการลงโทษครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติรัฐในสังคมไทย

การสร้างความชอบธรรมผ่าน "เทคนิคทางกฎหมาย"

ถ้อยแถลงของภาครัฐมีลักษณะเป็น “คำอธิบายเชิงเทคนิค” เพื่อยืนยันว่านี่คือการดำเนินการตามมาตรฐานสากลและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด โดยมีการอ้างถึง:

พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นฐานอำนาจ

ปัจจัยประเมินรอบด้าน เช่น พฤติการณ์คดี, ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ และความน่าเชื่อถือของผู้อุปการะ

ความพยายามนี้สะท้อนว่ารัฐต้องการสื่อสารว่า “นี่คือการใช้กลไกปกติ มิใช่อภิสิทธิ์ทางการเมือง” อย่างไรก็ตาม ในมิติมหาชน คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “มีกฎหมายรองรับหรือไม่” แต่อยู่ที่ “กฎหมายนี้ถูกหยิบมาใช้กับใคร และในเงื่อนไขใด”

ความย้อนแย้ง: ภายใต้ "กรณีปกติ" คือ "เหตุผลพิเศษ"

คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษชี้แจงว่า “ยังมีเหตุผลพิเศษที่สนับสนุนการใช้ดุลพินิจผ่อนปรนให้ได้รับการพักการลงโทษ เนื่องจากทักษิณเป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป และมีโทษจำคุกเหลืออยู่ต่อไปไม่เกิน 1 ปี” อีกทั้งยังผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัย….”

หลักเกณฑ์ในเรื่องนี้น่าจะมาจากกฎกระทรวงฯ ข้อ 43 ที่ว่า ในกรณีที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพิเศษที่จะพักการลงโทษนักโทษเด็ดขาดมากกว่าที่กำหนดในข้อ 42 ให้เสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ”

จึงมีข้อน่าสังเกตว่า แม้รัฐจะใช้คำว่า “พักการลงโทษกรณีปกติ” แต่รายละเอียดที่ใช้จูงใจสังคมกลับเน้นไปที่ “เหตุผลพิเศษ” ซึ่งยังมีคำถามว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าวทำอย่าง “สม่ำเสมอ” กับผู้ต้องขังรายอื่นหรือไม่ และเหตุผลที่อ้างมี “พยานหลักฐานรองรับเพียงพอ” เพียงใด

สภาวะเช่นนี้ทำให้สังคมรู้สึกว่ารัฐกำลังใช้ “ภาษาราชการ” เพื่อพรางตาและบรรเทาแรงเสียดทานทางการเมือง เพราะในสายตาประชาชน “กรณีปกติ” ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเงื่อนไขเดียวกันอย่างถ้วนหน้า

ปมสำคัญ: ความโปร่งใสของ "กระบวนการฟื้นฟู" ภายในเรือนจำ

ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมิใช่เพียงเรื่อง "สถานที่" แต่คือ "มาตรฐานในการปฏิบัติ" ต่อผู้ต้องขังตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อมีการระบุว่าบุคคลดังกล่าว “ผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยจนเป็นที่น่าเชื่อถือ” สังคมย่อมเกิดคำถามเชิงเปรียบเทียบว่า:

กระบวนการฟื้นฟูและเกณฑ์การประเมินพฤตินิสัยที่นำมาใช้นั้น มีเกณฑ์ชี้วัดที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นอย่างไร?

ความรวดเร็วหรือเงื่อนไขในการพิจารณาพักโทษในครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติทั่วไปที่ใช้กับนักโทษในกลุ่มอายุและประเภทคดีเดียวกันหรือไม่?

"พักโทษ" ไม่เท่ากับ "พ้นโทษ" แต่คือ "ภาพลักษณ์ของอิสรภาพ"

ในทางกฎหมาย รัฐพยายามชี้แจงว่าการพักโทษคือการเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมจาก “กรงขัง” สู่ “ชุมชน” (ผ่านอุปกรณ์ EM และการคุมประพฤติ) แต่ในความหมายทางสังคม ภาพของบุคคลสำคัญที่ได้รับอิสรภาพทางกายภาพก่อนครบกำหนดโทษจริง ย่อมถูกตีความว่าเป็นการ “พ้นพันธนาการ” มากกว่าการ “บังคับโทษต่อ”

บทสรุป: เมื่อ "ความถูกต้อง" ปะทะ "ความชอบธรรม"

ในทางนิติศาสตร์ การใช้อำนาจปกครองต้องอยู่บนหลักเหตุผลและไม่เลือกปฏิบัติ กรณีของ ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็น “บททดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง

ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่วัดกันที่ “ความรู้สึกถึงความเสมอภาค” (Sense of Equality) หากรัฐสามารถพิสูจน์ได้เพียงความถูกต้องทางเอกสาร แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า “มาตรฐานเดียวกันนี้มีอยู่จริงสำหรับคนไร้อำนาจ” ความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทยย่อมถูกสั่นคลอนในระยะยาว

ท้ายที่สุด ความยุติธรรมมิได้วัดจากสิ่งที่รัฐ “อ้าง” ว่ากระทำตามขั้นตอน แต่วัดจากสิ่งที่ประชาชน “รับรู้” ว่าความยุติธรรมนั้นถูกหยิบยื่นให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...