Adidas Adizero Adios Pro Evo 3 ปฏิวัติ 97 กรัม พา "ซาเว่" ทุบ Sub-2
เจาะลึก Adidas Adizero Adios Pro Evo 3: นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่พา Sabastian Sawe พิชิต "Sub-2"
วงการวิ่งโลกต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อ Sabastian Sawe ปอดเหล็กชาวเคนยา สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถวิ่งมาราธอนได้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง (Sub-2) ในรายการลอนดอน มาราธอน 2026 ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที 30 วินาที
และอาวุธคู่กายที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ Adidas Adizero Adios Pro Evo 3 รองเท้าวิ่งที่ถูกขนานนามว่า "เบาที่สุด" และ "เร็วที่สุด" เท่าที่ Adidas เคยผลิตมา
นวัตกรรมทลายขีดจำกัด 97 กรัม ความโดดเด่นที่สุดของ Pro Evo 3 คือน้ำหนักเพียง 97 กรัม ซึ่งลดลงจากรุ่นก่อนถึง 30%
ความลับของน้ำหนักที่เบาหวิวนี้มาจาก
โฟม Lightstrike Pro Evo: สารประกอบโฟมเจเนอเรชันใหม่ที่เบาลงกว่าเดิม 50% แต่ให้แรงส่งและการคืนพลังงานสูงสุดในทุกก้าว
แผ่นคาร์บอน EnergyRim: การปรับโครงสร้างคาร์บอนใหม่เป็นรูปตัว 'U' วางขนาบตามขอบชั้นโฟม ซึ่งเป็นจุดที่ส่งแรงผลักได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่ง (Running Economy) ได้ถึง 1.6% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
ส่วนบน (Upper) และพื้นชั้นนอก: หน้าผ้าแบบทอได้รับแรงบันดาลใจจากใบเรือไคท์เซิร์ฟ ให้ความรู้สึกบางเบาราวขนนก
ผสานกับพื้นยาง Continental™ ที่จัดวางเฉพาะจุดเพื่อการยึดเกาะที่มั่นคงโดยไม่เพิ่มน้ำหนักส่วนเกิน
สงคราม Super Shoes และมูลค่าที่ต้องจ่าย ในตลาดรองเท้าวิ่งปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด Adidas Pro Evo 3 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านน้ำหนัก โดยทิ้งห่างคู่แข่งสำคัญอย่าง Nike Alphafly 3 ที่มีน้ำหนัก 218 กรัม ไปมากกว่าเท่าตัว
รวมถึงแบรนด์อื่นๆ อย่าง Asics และ Li-Ning ที่ยังไม่สามารถทำน้ำหนักให้ต่ำกว่า 100 กรัมในรุ่นผลิตจริงได้
ด้วยเทคโนโลยีระดับล้ำยุค ทำให้รองเท้ารุ่นนี้มีราคาสูงถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 20,000 บาทไทย
แม้จะมีราคาแพงและผลิตในจำนวนจำกัด แต่ Adidas ยอมขายในราคาที่อาจเรียกได้ว่า "ขาดทุน" เพื่อให้เป็นไปตามกฎของ World Athletics ที่กำหนดให้รองเท้าที่ใช้แข่งต้องวางจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปด้วย
กระแสความสำเร็จจากชัยชนะของ Sabastian Sawe และการที่นักวิ่งระดับแนวหน้าเลือกใช้จนคว้าชัยในรายการ Major Marathons ต่างๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นวัตกรรมนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้วอย่างแท้จริง