โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

8 สูตรลับกิน "ราชาผลไม้" ให้ปลอดภัย 2 พูเทียบเท่าข้าวมันไก่ 2 จาน

Amarin TV

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สายทุเรียนต้องอ่าน! 8 สูตรลับกิน

สายทุเรียนต้องอ่าน! 8 สูตรลับกิน "ราชาผลไม้" ให้ปลอดภัย พลังงานพุ่งปรี๊ด 2 พู เทียบเท่าข้าวมันไก่ 2 จาน เตือนอย่ากินร่วมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วันที่ 28 เม.ย. 69 เว็บไซต์โรงพยาบาลวิภาวดี เผยแพร่ บทความข้อมูลสุขภาพ 8 วิธี กินทุเรียนให้ปลอดภัย ไม่ทำร้ายสุขภาพ

โดยระบุว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต หากต้องการกินทุเรียนให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสม ไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ดขนาดกลาง (หนักประมาณ 80 กรัม) ไม่กินถี่ทุกวัน และลดอาหารกลุ่มข้าว-แป้ง 1 ทัพพี และของหวานในมื้อที่กินทุเรียน แต่ถ้าใครชอบกินทุเรียนมาก หากกินครั้งละประมาณ 2-3 พู หรือ 4-6 เม็ด ร่างกายจะรับพลังงานสูงถึง 520 – 780 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบเท่ากับกินอาหารมื้อหลัก 2 มื้อ

ทุเรียนแต่ละพันธุ์เมื่อเปรียบเทียบต่อปริมาณเนื้อทุเรียนหนัก 100 กรัมหรือ 1 ขีด จะให้พลังงานต่างกัน เช่น ทุเรียนก้านยาวให้พลังงาน 181 กิโลแคลอรี ทุเรียนรวง ให้พลังงาน 157 กิโลแคลอรี ทุเรียนหมอนทอง ให้พลังงาน 156 กิโลแคลอรี ทุเรียนชะนี ให้พลังงาน 139 กิโลแคลอรี ทุเรียนกระดุมให้พลังงาน 129 กิโลแคลอรี หรือหากเป็นทุเรียนกวนจะให้พลังงานมากขึ้นไปอีก คือ 340 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ จึงควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน

สำหรับ 8 วิธี กินทุเรียนให้ปลอดภัย มีดังนี้

1. รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรเกินวันละ 1 พู หรือ 2 เม็ด เพราะอาจส่งผลให้เกิดร้อนใน เจ็บคอ น้ำหนักขึ้นได้

2. รับประทานทุเรียนสด ควรเลือกทุเรียนที่ไม่สุกงอมจนเกินไป เพราะยิ่งสุกมากจะหวานจัด แป้งและน้ำตาลจะเยอะ

3. ควรรับประทานทุเรียนในตอนเช้าหรือกลางวัน เลี่ยงการกินทุเรียนก่อนนอน ใกล้จะนอนแล้วร่างกายของเราก็จะไม่ได้ใช้พลังงานมากเท่าไหร่ หากเรากินทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่สูงก็จะยิ่งเป็นการทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกายได้ เนื่องจากร่างกายเผาผลาญพลังงานไม่หมด ดังนั้นเพื่อเป็นการเลี่ยงไม่ให้ร่างกายต้องรับพลังงานมากเกินไปในช่วงเย็น ก็ให้เรากินทุเรียนในช่วงเช้าและกลางวันแทน เพื่อที่ร่างกายจะได้เบิร์นพลังงานออกไปทัน และหากรับประทานทุเรียน ควรลดปริมาณอาหารประเภทแป้ง น้ำตาลในมื้ออื่นๆ

4. ไม่รับประทานคู่กับอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ข้าวเหนียวราดน้ำกะทิ เพราะจะยิ่งเพิ่มแคลอรี่

5. ไม่รับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์ หรือน้ำอัดลม เนื่องจากทุเรียนเป็นอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูงเช่นเดียวกัน เมื่อกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะได้รับพลังงานที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดกระบวนการ เผาผลาญเพื่อกำจัดของเสียเพิ่มมากขึ้น

6. ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ จะช่วยแก้ร้อนในหลังจากกินทุเรียนได้ หรือรับประทานทุเรียนคู่กับมังคุดช่วยลดความร้อนได้

7. ออกกำลังกาย เมื่อเรารู้ว่าการกินทุเรียนนั้นจะทำให้เราอ้วนได้ง่าย ดังนั้นเมื่อกินเสร็จแล้วก็ควรจะต้องหาเวลาออกกำลังกาย เพื่อเป็นการช่วยให้ร่างกายได้เบิร์นพลังงานออกมา ไม่เหลือเก็บไว้เป็นไขมันสะสม ซึ่งหากทำร่วมกับการกินแบบจำกัดปริมาณ ก็จะช่วยให้เรายังสามารถควบคุมน้ำหนักอยู่ได้ในช่วงหน้าทุเรียนแบบนี้

8. หากมีโรคประจำตัวควรกินให้น้อยที่สุด คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต ความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังในการกิน แนะนำให้กินไม่เกิน 1 เม็ดเล็กต่อวัน หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อน

“สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังเรื่องการกินทุเรียนมากกว่าคนทั่วไป อาจกินได้แต่ต้องกินในปริมาณน้อยกว่าคนปกติและไม่บ่อยเกินไป เพราะการกินทุเรียนปริมาณมากหรือกินทุเรียนบ่อยเกินไป จะส่งผลต่อระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ นอกจากนี้ กรดกำมะถันในทุเรียนจะทำให้เอนไซม์ที่กำจัดสารพิษจากกระบวนการเผาผลาญลดลง หากมีปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัวอาจทำให้เกิดอาการหน้าแดง ชา วิงเวียนและอาเจียน หากนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันอาจเสียชีวิตได้”

ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ ที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต หากต้องการกินทุเรียนให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสม ไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ด ไม่กินถี่ทุกวัน และลดอาหารกลุ่มข้าวแป้ง ของหวานในมื้อที่กินทุเรียน แต่ถ้าใครชอบกินทุเรียนมาก โดยกินครั้งละประมาณ 2-3 พู หรือ 4-6 เม็ด เท่ากับร่างกายจะรับพลังงานสูงถึง 520 – 780 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบเท่ากับกินข้าวมันไก่ 2 จาน หรือเท่ากับการกินอาหาร 2 มื้อ

นอกจากนี้คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังเรื่องการกินทุเรียนมากกว่าคนทั่วไป อาจกินได้แต่ต้องกินในปริมาณน้อยกว่าคนปกติและ ไม่บ่อย เพราะการกินทุเรียนปริมาณมากหรือกินทุเรียนบ่อยๆ จะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือดของผู้ป่วยได้

"ประชาชนผู้บริโภคไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากทุเรียนเป็นอาหารที่มีไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูงเช่นเดียวกัน เมื่อกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะได้รับพลังงานที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดกระบวนการเผาผลาญเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมาก ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ อาจเป็นผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ขณะที่ ดร.แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวเสริมว่า การกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจทำให้ตัวร้อนไม่สบายตัว แต่ถ้ากินมากแล้วเมาหลับไปร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำมาก ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ สมองทำงานไม่ดี และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หากหมดสติและนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันอาจเสียชีวิตได้

การกินทุเรียนที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ควรคำนึงถึงกินในปริมาณ ที่เหมาะสม และควรกินผลไม้หลากหลายชนิดในแต่ละวัน อาจกินทุเรียนคู่กับมังคุด เพราะมังคุดเป็นผลไม้ ที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยต้านความร้อนที่เกิดจากกินทุเรียนได้ และมังคุดมีเส้นใยอาหารสูง มีสารต้านการอักเสบช่วยแก้ร้อนในและยังมีน้ำในปริมาณมากด้วย ทั้งนี้ ทุเรียนไม่ได้เป็นผลไม้ต้องห้าม หากอยากกินหรือชอบกิน สามารถกินได้ แต่กินในปริมาณที่เหมาะสม และออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยเผาพลาญพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้รับ

ขอบคุณข้อมูล : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลวิภาวดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...