โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคแฝงที่แม่ไม่รู้! แต่ส่งผลต่อลูกในท้อง

Bumrungrad International

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 07.27 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 06.42 น.

บางครั้งร่างกายที่ดูแข็งแรงของคุณแม่ อาจซ่อนภาวะเบาหวาน ความดันสูง หรือพาหะทางพันธุกรรมเอาไว้โดยไม่มีอาการใดๆ แต่โรคเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของลูกในครรภ์ ตั้งแต่การเติบโตช้าไปจนถึงภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด การตรวจคัดกรองโรคแฝงอย่างละเอียด จึงเป็นการมอบ "เกราะคุ้มกัน" ที่ดีที่สุดให้กับลูกรักตั้งแต่อยู่ในครรภ์

มดลูกแตก ภาวะรกฝังแน่น: ภัยเงียบที่คุณแม่ "เคยผ่าตัดมดลูก" ต้องระวัง

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 8-9 ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด นอกจากมดลูกจะขยายตัวจนบางลงแล้ว ยังเริ่มมีการบีบตัวตามธรรมชาติ หรือที่เรียกกันว่า "เจ็บครรภ์เตือน" แต่สำหรับคุณแม่บางกลุ่ม ภาวะนี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่อันตรายถึงชีวิตได้

เปรียบเทียบมดลูกกับ "ลูกโป่ง"

ให้นึกภาพลูกโป่งที่เราสูบลมเข้าไปเรื่อยๆ ผิวลูกโป่งจะยืดและบางลงมาก ณ จุดที่บางที่สุด หากทนแรงดันไม่ไหวก็จะแตกออก "ภาวะมดลูกแตก" ก็เช่นเดียวกัน มักจะเกิดขึ้นตรงจุดที่เคยมีรอยแผลเก่า หรือจุดที่ผนังมดลูกบางกว่าปกติ หากมาโรงพยาบาลไม่ทันจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อย
2 ภาวะเสี่ยงรุนแรงจากการมีแผลที่มดลูก
คุณหมอสรุปภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เป็น 2 แบบหลักๆ ดังนี้:
1. มดลูกแตก (Uterine Rupture)
เกิดจากการที่ผนังมดลูกบริเวณแผลเก่าบางมาก เมื่อมดลูกบีบตัวแรงขึ้นในช่วงใกล้คลอด ผนังส่วนนั้นจะป่องออกมาและแตกออก ทำให้ถุงน้ำคร่ำหรือแม้แต่ตัวเด็กหลุดออกมาอยู่ในช่องท้อง ส่งผลให้คุณแม่ตกเลือดอย่างรุนแรง
2. รกเกาะติดแน่น/รกฝังลึก (Placenta Accreta)
ปกติรกจะเกาะอยู่ที่ชั้นเยื่อบุผิวชั้นใน แต่ในคุณแม่ที่มีแผลเป็นจากการผ่าตัด ชั้นเยื่อบุนั้นอาจหายไป ทำให้รกฝังตัวลึกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อ หรือทะลุออกไปยังเยื่อหุ้มด้านนอก
อันตรายตอนคลอด: รกจะไม่สามารถลอกตัวออกมาเองได้ หากพยายามดึงจะทำให้คุณแม่ตกเลือดอย่างหนักจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

สาเหตุที่ทำให้มดลูกมีแผลเป็น (Scarred Uterus)

หัตถการทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับมดลูกทุกชนิด ส่งผลให้เกิด "จุดอ่อน" บนผนังมดลูกได้ เช่น:

  • การผ่าตัดคลอด (Caesarean Section): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
  • การผ่าตัดเนื้องอกมดลูก (Myomectomy): ทั้งแบบเปิดหน้าท้องและส่องกล้อง
  • การขูดมดลูก (D&C): การขูดชั้นผนังมดลูกอาจทำให้เนื้อเยื่อบางจุดบางลง
  • การตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูก: ผ่านการส่องกล้อง
  • มดลูกผิดปกติแต่กำเนิด: เช่น มดลูกรูปหัวใจ หรือมดลูกมีขนาดเล็กกว่าปกติ

โรคบางอย่างไม่มีอาการเด่นชัด แต่ตรวจพบได้จากการคัดกรอง:

  • เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM): ส่งผลให้ลูกตัวโตผิดปกติ คลอดยาก หรือมีภาวะน้ำตาลต่ำหลังคลอด
  • ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia): ภัยเงียบจากความดันโลหิตสูง ทำให้เลือดไปเลี้ยงรกน้อยลง ลูกเติบโตช้า และแม่เสี่ยงต่ออาการชัก
  • กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome): การตรวจคัดกรองโครโมโซม (เช่น NIPT) ช่วยให้ครอบครัววางแผนการดูแลลูกน้อยได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่วันแรก
  • พาหะธาลัสซีเมีย: โรคทางพันธุกรรมที่อาจทำให้ลูกมีภาวะซีดรุนแรงหรือบวมน้ำตั้งแต่อยู่ในครรภ์

สัญญาณเตือน "มดลูกแตก" ที่คุณแม่ต้องสังเกต

ภาวะมดลูกแตกไม่สามารถวินิจฉัยล่วงหน้าได้ 100% แต่มีอาการบ่งชี้ที่คุณแม่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที:

  • อาการหน่วงท้อง: เริ่มมีอาการหน่วงต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ 7-8
  • ปวดท้องรุนแรงผิดปกติ (Uterine Cramps): ปวดถี่ขึ้น แรงขึ้น จนสติแตก (Behavior change) เจ็บจนกรี๊ดและไม่ยอมให้ใครสัมผัสหน้าท้อง
  • ความดันโลหิตตก: สัญญาณของการเสียเลือดในช่องท้อง

ประสบการณ์จากคุณหมอ:

"จากเคสที่เคยเจอ คุณแม่จะปวดมากจนเปลี่ยนเป็นคนละคน จากคนพูดรู้เรื่องจะกลายเป็นร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บปวด เพราะมดลูกแตกและลูกเริ่มหลุดออกมาในช่องท้อง ในกรณีนี้ต้องรีบผ่าตัดช่วยชีวิตภายใน 5-10 นาที เพื่อให้ทั้งแม่และลูกรอดชีวิต"

การวางแผนและดูแลความปลอดภัย

หากคุณแม่เคยมีประวัติผ่าตัดมดลูก หรือเคยมีภาวะมดลูกแตกในท้องก่อน "ไม่ได้แปลว่ามีลูกอีกไม่ได้" แต่ต้องดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ:

  • แจ้งประวัติให้ครบ: ไม่ว่าจะผ่าตัดที่ไหน หรือขูดมดลูกเมื่อไหร่ ต้องบอกคุณหมอที่ฝากครรภ์ให้หมด
  • การตรวจวินิจฉัยขั้นสูง: แพทย์อาจใช้การอัลตราซาวด์ร่วมกับการตรวจ MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) เพื่อประเมินความหนาของแผลและตำแหน่งการเกาะของรก
  • ความพร้อมของสถานพยาบาล: ควรเลือกโรงพยาบาลที่มีทีมสหสาขาวิชาชีพพร้อม 24 ชั่วโมง มีห้องผ่าตัดฉุกเฉิน และมี NICU (หออภิบาลทารกแรกเกิด) ที่เชี่ยวชาญในการดูแลเด็กคลอดก่อนกำหนด (ตั้งแต่ 25-28 สัปดาห์ขึ้นไป)โดย รศ.พญ. สมศรี พิทักษ์กิจรณกร
    สูติศาสตร์นรีเวชวิทยา เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...