“ฟีฟ่า เปรมอนันต์” ชีวิตแฮปปี้ รับตื่นเต้นหลังเป็นว่าที่คุณพ่อ พร้อมตอบปมเป็น “หนูตกถังข้าวสาร” ลั่น! รักจริง เงินซื้อไม่ได้
หลังจากที่นักแสดงหนุ่มฟีฟ่า เปรมอนันต์ ศรีพานิช ควงคู่ มาร์ดี้ มาดิน๊ะ เล่าเจริญ แฟนสาวนอกวงการ แต่งงานไปเมื่อเดือน ก.พ. 2567 ล่าสุดก็มีข่าวดีเตรียมเป็นคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดง หลังภรรยาตั้งครรภ์ลูกคนแรก ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเปิดอัปเดตชีวิต พร้อมตอบประเด็นที่หลายคนมองว่าเขาเป็น “หนูตกถังข้าวสาร”
อัพเดตชีวิตช่วงนี้? “หลังจากแต่งงานก็ตั้งใจทำงาน พอภรรยาตั้งท้องกำลังจะมีลูกก็ตั้งใจทำงานมากกว่าเดิม ตอนนี้เลยใช้ชีวิตทำงานอยู่ในโลกออนไลน์ จะไม่ได้เห็นหน้าตาในจอทีวีเท่าไหร่ แต่อยู่ในโซเชียลมีเดียค่อนข้างเยอะกว่าปกติ”
ย้อนไปตอนที่มีข่าวแต่งงาน หลายคนตกใจเหมือนกัน อะไรที่ทำให้ตักสินใจอยากมีครอบครัวทั้งที่อายุยังไม่เยอะ? “ตอนนั้นอายุ 25-26 ก็เป็นเรื่องตกใจเหมือนกันสำหรับตัวผม แต่ด้วยเจตนาเราอยากทำให้ถูกต้องตามหลักของศาสนาซึ่งจะไม่มีระบบแฟน ดูกันแค่ครอบครัว รู้จักกันผิวเผิน แล้วก็แต่งงาน คือพออยากทำให้ถูกต้องก็แต่งงานเลย”
เป็นสามีสายไหน ใจกล้า เกรงใจ หรือตามใจ? “ผมก็ยืนอยู่บนหลักของความยุติธรรมครับ(หัวเราะ) ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง แต่อะไรที่ยอมได้เราก็ยอม จริงๆ เราเป็นสามีภรรยาที่รับฟังกัน อยู่แบบให้เกียรติกัน”
ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง? “บทบาทก็เปลี่ยนไปเยอะมาก ความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น เริ่มมองว่าเราสร้างเนื้อสร้างตัวถึงไหนแล้ว เรามีครอบครัวมีคนที่ต้องดูแลแล้ว สถานะการแต่งงานทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น คิดถึงอนาคตมากขึ้น ยิ่งพอจะมีลูกด้วยยิ่งต้องมีสติมากขึ้น”
วันที่รู้ว่าลูกมาแล้ว? “วันที่รู้ก็ตกใจครับ เกร็งรอมา 2 ปีแล้ว จะมาหรือไม่มา คิดว่าพระเจ้าคงยังไม่ให้เรา แต่อยู่ดีๆ มาก็ตกใจ ดีใจมากด้วย ความเป็นพ่อเข้ามาโดยอัตโนมัติเลย คิดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายๆ เราต้องดูและต้องแอ๊กทีฟตัวเองมากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นความหนักใจนะครับ คือมันสบาย ตื่นเต้น และชอบที่จะได้ทำ ตอนนี้อายุครรภ์ของภรรยา 4 เดือน ทราบเพศแล้วเป็นผู้ชาย จริงๆ ไม่ได้ซีเรียสว่าเพศไหน ได้หมดเลยทั้งผู้ชายผู้หญิง
ตอนนี้ชีวิตหลักๆ คืออยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี? “ใช่ครับ โรงงานกับบ้านอยู่ที่นั่น เวลาจะขึ้นมากรุงเทพฯ ก็มีวาระให้ขึ้นมา แต่ขึ้นมาบ่อยเหมือนกันเพราะภรรยาต้องมาดูร้านอาหารชาวเลซีฟู้ดส์ซึ่งมีอยู่หลายสาขาในกรุงเทพฯ (นี่เศรษฐีชัดๆ?) เขาอ่ะเป็นเศรษฐีใต้ ส่วนผมคือไปฝึกงานไปเรียนรู้งานจากเขา”
พอต้องเปลี่ยนจากการเป็นนักแสดง แล้วไปลุยในเรื่องของธุรกิจ ยากง่ายยังไง? “จริงๆ ผมก็เป็นลูกพ่อค้าแม่ค้าเหมือนกัน แต่อาจจะสเกลเล็ก แต่ของเขาเป็นสเกลใหญ่ที่เราก็ต้องปรับตัวเยอะ จากที่ไม่รู้จักอาหารทะเล ไม่รู้จักปู ตอนนี้เราก็เข้าไปในไลน์ผลิตบ้าง ไปแกะปู บรรจุปู แยกระหว่างปูดีปูไม่ดี ต้นทางจากไหน ปูสุราษฎร์ ปูภูเก็ต เรียนรู้งานในทุกๆ อย่างเพื่อที่จะได้ช่วยผ่อนแรงทางฝั่งภรรยาให้ได้มากที่สุด คือเราไปอยู่กับเขาก็ต้องมีประโยชน์นิดหนึ่ง จะได้รู้สึกว่าอยู่ได้แบบสบายใจครับ”
พอคนเริ่มรู้ว่าครอบครัวฝั่งภรรยามีฐานะก็จะมองว่าเราเหมือนหนูตกถังข้าวสารหรือเปล่า? “เรียกได้ว่าหนูตกโรงงานข้าวสารเลยดีกว่า ไม่ใช่แค่ถังข้าวสาร(หัวเราะ) ดีนะครับ เราไม่ได้ซีเรียสอะไรที่คนจะมองแบบนั้น เพราะเราก็รักเขาจริงๆ เงินซื้อผมไม่ได้นะครับ”
แต่เราก็เป็นหนูที่ช่วยทำงานไง ไม่ได้รักสบาย? “ใช่ครับ เรียกได้ว่าได้ประสบการณ์ แล้วก็ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวเขา ทุกอย่างมันดีมากๆ เลยครับ อีกอย่างครอบครัวภรรยาไม่เคยบอกให้ผมออกจากวงการเพื่อมาทำธุรกิจด้วย มีแต่จะผลักดันในสิ่งที่ดี ลองทำอย่างนั้นอย่างนี้สิ ทำไมอ้วนจัง ทำไมหน้าเป็นอย่างนี้ ช่วยดูแลเราด้วยซ้ำ”