โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หาคำตอบ วิกฤตซ้อนวิกฤต หุ้นสหรัฐร่วง…ถูกหรือแพง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. เวลา 03.01 น.

ผู้เขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงอยู่ในโหมด Risk-off! ท่ามกลางแรงกดดันจากการโจมตีระหว่าง “สหรัฐและอิสราเอล” กับ “อิหร่าน” มีความยืดเยื้อที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง และผลกระทบของราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วกระทบต่อเงินเฟ้อที่เร่งตัว มีผลต่อการเดินหน้าดอกเบี้ยนโยบายขาลงของสหรัฐ

บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอยู่ในสภาวะตลาดหมี นักลงทุนต่างเฝ้ารอการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เมื่อวันที่ 18-19 มี.ค.ที่ผ่านมาว่าเฟดจะส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าและประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างไร สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านจะขยายวงไปสู้สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ และผลกระทบจะรุนแรงเป็นวิกฤตพลังงานอย่างไร นักลงทุนย้ายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวลงในช่วงนี้ ยังถูกหรือแพงและทางรอดของการจัดพอร์ตลงทุนในสภาวะ ตลาด Fear จะเป็นอย่างไร เรามาดูกันครับ

“สงครามดันน้ำมันพุ่ง-เฟดคงดอกเบี้ย” ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงหนัก

ท่าทีของเฟดส่งสัญญาณชัดเจนมาก ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ที่ผ่านมา มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ตามคาด พร้อมกับปรับคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2026 นี้ เพิ่มขึ้นเป็น 2.7% จากเดิม 2.5% และมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตได้ดี แม้จะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น

ส่วน Dot Plot ได้คาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ และลดอีก 1 ครั้ง ราว 0.25% ในปีหน้า ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

ถ้อยแถลงของ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟดยังย้ำจุดยืน “ระมัดระวัง” ในการลดดอกเบี้ย เนื่องจากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นจากปัจจัยเสี่ยง “สงครามที่อิหร่าน” อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและส่งผลให้เงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการลดดอกเบี้ยที่ “ยากขึ้น”

พาวเวลล์ระบุว่า ตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตแข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานต่ำ แม้ว่าการจ้างงานใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นไม่มากนัก อัตราการว่างงานอ่อนแอและอัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าเป้าหมายของเฟดมาเกือบ 5 ปีก็ตาม และปฏิเสธประเด็นที่โลกวิตกกังวลว่าจะเกิด “Stagflation” หรือเศรษฐกิจชะงักงันที่มาควบคู่กับเงินเฟ้อสูง

วิกฤตการณ์น้ำมันในเวลานี้ดันราคาพลังงานพุ่งขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และตลาดมองว่าเฟดกำลังเผชิญความยากลำบากในการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้นและยากจะคาดเดาล่วงหน้าได้ โดยประธานเฟดระบุว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐได้ในอนาคต อาจจะมากขึ้นหรือน้อยลงนั้น ไม่มีใครรู้เลย
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกถูกปกคลุมด้วยความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐจะค้างอยู่ในระดับดับสูงนานขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐตอบรับแดงเดือดทุกกระดานเพียงวันเดียวหลังการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า -1.6% ส่วน S&P 500 ร่วง -1.36% และ Nasdaq ปิดลดลง 1.46% หลังจากเฟดส่งสัญญาณเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไป นักลงทุนแห่เทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา

ตลาดหุ้นเอเซียเผชิญกับแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเช่นกัน และหันไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอย่างสกุลเงินดอลลาร์มากขึ้น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปรับตัวลงกว่า 2.8% ในวันเดียว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งถูกเรียกว่า “ธนาคารกลางของธนาคารกลาง” ออกมาเตือนว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อหลุดจากกรอบ อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนในตลาดการเงินและปัญหาทางการคลังในที่สุด นี่ถือเป็นคำเตือนที่หนักมาก!

ความขัดแย้งสงครามในอิหร่านยกระดับรุนแรงขึ้นเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างหนักต่อไป และยังขยายวงไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลาง ได้แก่ เลบานอน คูเวต อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และโอมาน ตอกย้ำความหวังริบหรี่ที่จะเห็นการคลี่คลายของสงครามสหรัฐ-อิหร่านในระยะสั้น ขณะนี้ตลาดคาดการณ์อาจยืดเยื้อราว 3-6 เดือน และอาจเห็นการพักรบเป็นช่วง ๆ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ในตอนนี้ ยังไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบ ที่สำคัญยังไม่มีประเทศมหาอำนาจอื่นเข้าร่วม ขณะเดียวกัน สหรัฐกลับถูกมองเป็นตัวร้ายที่ทำลายโลกและตัวสหรัฐเอง โดยเฉพาะการใช้เงินในการสู้รบครั้งนี้เป็นมูลค่าสูงกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางภาวะหนี้สาธารณะที่ท่วมเพดาน และถูกคนอเมริกันประท้วงในเวลานี้

วิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเกิดขึ้นวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับพุ่งขึ้นไปแตะ 119 ดอลลาร์/บาร์เรล จากปกติที่ราว 72-73 ดอลลาร์/บาร์เรล และตอนนี้ลดลงมายืนราว 110-116 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 40-45 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือคิดเป็น 55-60% แล้ว ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นแรงมากระดับวิกฤตในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เกิด Shock เรียกได้ว่า ตลาดอยู่ในสภาวะ Fear

ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนแห่ขายสินทรัพย์ทั่วโลกโดยเฉพาะในตลาดเอเชีย เพื่อย้ายมาถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยคือสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์แข็งขึ้นราว 2.5-3% เทียบกับเงินเยน อาจจะมองว่าแข็งขึ้นแต่ยังไม่แรง เนื่องจากเงินไหลเข้าทองคำบางส่วนและเข้าฟรังก์สวิสบางส่วน จึงทำให้เห็นดอลลาร์ย่อตัวลง แต่วันนี้เมื่อเฟดไม่ลดดอกเบี้ยพร้อมปรับคาดการณ์ลดดอกเบี้ยเหลือเพียง 1 ครั้ง ตลาดคาดการณ์เงินดอลลาร์แข็งขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา S&P 500 ปรับตัวลงประมาณ -2% ถึง -4% ส่วน Nasdaq ปรับลงมากกว่าเล็กน้อย -3% ถึง -5% เพราะหุ้นเทคโนโลยีอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยหลังเฟดเลื่อนการปรับลดดอกเบี้ยออกไป

ผมมองว่าตลาดปรับตัวลงในกรอบปกติของ geopolitical shock และยังเชื่อว่า สงครามในอิหร่านตอนนี้ยังไม่เต็มรูปแบบ ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงก็เป็นระดับปกติของข่าวสงครามที่เกิดขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวลงในรอบนี้ จริง ๆ ตลาด “ไม่ได้กลัวสงคราม” เท่ากับกลัวเรื่อง ”น้ำมัน เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย” ครับ

เพราะตัวชี้ชะตาตลาดหุ้นพัง ต้องมีทั้งเรื่องน้ำมัน เงินเฟ้อและสถานการณ์ตะวันออกกลางลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

หุ้นสหรัฐลงมาแล้ว เป็นโอกาสลงทุนแค่ไหน

หลายคนถามผมว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐในรอบนี้ ตอนนี้ยังแพงอยู่ไหม? และมีโอกาสกลับมาปรับตัวขึ้นอีกหรือจะเป็นขาลงเลย

หากมองภาพรวมของ S&P 500 ในปีนี้ P/E โดยรวมยังอยู่ประมาณ 19-21 เท่า อาจจะยังแพงกว่า PE ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่อยู่ประมาณ 15-17 เท่า แต่อย่างน้อย ตอนนี้ก็ไม่ถึงขั้นฟองสบู่อย่างที่ทุกคนเคยกลัวกันเมื่อปีที่แล้วครับ

อีกประเด็นที่สำคัญ คือ ความแพง “ไม่ได้กระจายเท่ากัน” ทุกกลุ่มในตลาดทั้งหมด โดยกลุ่มหุ้นที่แพงมาก ยังกระจุกอยู่ในกลุ่ม Big Tech AI ที่ P/E บางตัวสูง 30-50 เท่าขึ้นไป เช่น NVIDIA, Microsoft ขณะที่กลุ่มกลาง ๆ เช่น กลุ่ม Consumer กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ P/E ราว 18-22 เท่า ใกล้เคียงกับตลาด ส่วนกลุ่มยังไม่แพงมาก อยู่ในกลุ่มพลังงาน การเงิน ซึ่งหุ้นบางตัว P/E อยู่ที่ราว 10-14 เท่า

ปัจจัยหลักที่จะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสกลับมาขาขึ้นได้

ปัจจัยแรก AI ยังเป็นเมกะเทรนด์ ขณะนี้การลงทุน AI ยังอยู่ใน “รอบแรกเท่านั้น” ขณะที่กำไรของบริษัทเทคต่าง ๆ ยังเติบโตจริงโดยเฉพาะในกลุ่ม 7 นางฟ้า

ปัจจัยที่สอง แนวโน้มดอกเบี้ย เป็นกุญแจสำคัญมากต่อตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น หากเฟดเริ่ม “ลดดอกเบี้ยนโยบาย” ภายในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งสำคัญต่อตลาดหุ้นขึ้นต่อได้โดยเฉพาะ Nasdaq

ปัจจัยที่สาม กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด (Earnings Growth) ตลาดยังคาดปี 2026 EPS โตราว 8-12% หากแต่ละไตรมาสประกาศกำไร “โตจริง” จะเป็นแรงส่งให้ราคาหุ้นปรับขึ้นได้แม้ P/E สูงอยู่ก็ตาม

และปัจจัยที่สี่ เงินทุนไหลเข้า เมื่อนักลงทุนยังมองสหรัฐ เป็น safe haven โดยเฉพาะช่วงที่โลกมีความเสี่ยง อย่างเช่น สงคราม

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐขาลง

1.เงินเฟ้อกลับมาสูง เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นรวดเร็วจากสงครามตะวันออกกลาง อาจทำให้เฟดไม่ลดดอกเบี้ยนโยบาย แน่นอนว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะได้รับผลกระทบก่อนกลุ่มอื่นๆ ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

2.Valuation ตึงตัว หากไม่มีข่าวดีบวกเข้ามาเพิ่ม ตลาดมี upside “จำกัด”

3.ตลาดกระจุกตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ หุ้นสหรัฐขึ้นแรงได้เพราะกระจุกอยู่ในกลุ่ม Big Tech ไม่กี่ตัว โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐเป็นขาขึ้นและทำ All time High อย่างต่อเนื่อง ทำผลตอบแทนรวมกว่า 60-70% หากมีข่าวร้ายที่ทำให้เกิดแรงเทขายเกิดขึ้น ดัชนีฯ มีโอกาสลงแรงได้เช่นกัน

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐแพงแต่ก็ยังขึ้นได้ในระยะยาว สำหรับตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่จังหวะ all-in แต่ก็ “ยังไม่ใช่จุดต้องหนี” ครับ หากต้องการลงทุนหุ้นสหรัฐในช่วงขาลง แนะนำเลือกหุ้นรายตัวที่มีอนาคตเติบโตและราคาถูกซึ่งคุณสนใจลงทุน สามารถเข้าไปดูหุ้นรายตัวได้ใน Jitta.com ที่มีข้อมูลการวิเคราะห์เชิงลึกด้วย AI ของ Jitta Wealth ซึ่งมีหุ้นคุณภาพดีราคาเหมาะสมให้เลือกลงทุนจำนวนมากจากตลาดหุ้นทั่วโลกครับ ผมขอย้ำ โอกาสตลาดจะขึ้นเป็นแบบ “คัดตัว” ไม่ใช่ขึ้นทั้งกระดานนะครับ

ส่วนโอกาสหุ้นสหรัฐ “ลงลึก” จากสถานการณ์ตอนนี้ ผมมองว่า ยังไม่ใช่ขาลงเต็มตัว แต่เป็นช่วงเปราะบางและผันผวนสูงมากกว่าครับ

จัดพอร์ตลงทุนอย่างไรให้เหนือกว่าการคาดเดาตลาด

ในอดีตแม้โลกจะเผชิญวิกฤติหลายครั้ง แต่เศรษฐกิจและตลาดทุนก็ยังคงเดินหน้าต่อไปเสมอ เหตุผลสำคัญ คือ สงครามมักมาพร้อมกับ “เงินเฟ้อสูง” ซึ่งทำให้มูลค่าเงินสดลดลง เพราะฉะนั้นการถือเงินสด 100% อาจเป็นความเสี่ยงในช่วงสงคราม

นักลงทุนที่อยากปลอดภัย ผมยังแนะนำกระจายลงทุนแบบ Asset Allocation ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดเหนือกว่าการคาดเดาตลาด เพราะการทุ่มเงินลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งแบบ All-in ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก

หลักการกระจายลงทุนที่ Jitta Wealth เราเน้นย้ำเสมอ คือ การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ช่วยให้การลงทุนของคุณมั่นคงขึ้น และสามารถผ่านความผันผวนต่าง ๆ ไปได้

Core Portfolio (สัดส่วนลงทุนประมาณ 70-80%) พอร์ตหลักนี้เน้นการกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลกทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อเติบโตไปกับเศรษฐกิจโลก และสร้างเสถียรภาพด้านผลตอบแทนให้พอร์ต

Satellite Portfolio (ประมาณ 10-25%) พอร์ตรองที่นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น หุ้นกลุ่มเมกะเทรนด์เพื่อเน้นสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

สำหรับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน การเติบโตของตลาดทุนจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกภูมิภาค แต่จะกระจายตัวมากขึ้น ยิ่งเวลานี้ โลกการลงทุนกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “สมดุลใหม่” เมื่อเศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยสองขั้วมหาอำนาจอย่างสหรัฐ และจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่แค่เลือกตลาดที่ดีที่สุด แต่คือ การจัดพอร์ตให้สมดุลระหว่างสองมหาอำนาจของโลก

เรามาดูว่าสินทรัพย์ไหนที่ยังสามารถเลือกลงทุนได้ในช่วงนี้ ส่วนตัวผมยังมอง “สหรัฐ” ยังคงเป็น Core Driver ของเศรษฐกิจโลก แม้ Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐจะค่อนข้างตึงตัว แต่พื้นฐานยังแข็งแกร่ง

ในขณะที่จีนกำลังอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ที่เน้น “การเติบโตเชิงคุณภาพ” มากขึ้น แม้วันนี้ เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนจากการพึ่งพาอสังหาริมทรัพย์ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Biotech ถือว่าเป็นโอกาสในการเลือกลงทุนในช่วงราคาถูกครับ

โดยภาพรวมของตลาดหุ้นจีน จุดเด่นสำคัญในเวลานี้คือ ยังมี Valuation ถูก ค่า PE ประมาณ 13-14 เท่า และที่น่าสนใจ ตลาดหุ้นจีนมีสัดส่วน “หุ้นดีราคาถูก” มากกว่าสหรัฐเกือบ 3 เท่า ตามการประเมินของ Jitta AI

ดังนั้นในโลกที่กำลังก้าวสู่สองขั้วเศรษฐกิจหลัก “สหรัฐ-จีน” นักลงทุนจึงควรกระจายพอร์ตระหว่างสองภูมิภาคนี้อย่างสมดุล เป็นอีกหนึ่งในแนวทางที่เหมาะกับตลาดผันผวนครับ

ส่วนธีมการลงทุนที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์โลก ได้แก่ พลังงาน (น้ำมัน/ก๊าซ), Defense, Shipping, Insurance, Commodity เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาด นอกจากนี้ ธีมการเติบโตสูง เช่น เทคโนโลยีจีน พลังงานสะอาด Healthcare รวมถึงธีมสำคัญของอนาคต อย่าง Cyber Security และ Infrastructure จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน และเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนตลาดรายประเทศ

หลักสำคัญของการมีวินัยการลงทุนเพื่อให้พอร์ต “เติบโต” ในระยะยาว

เรื่องแรก การดูแลพอร์ตเมื่อเติบโต ควรทำ Rebalancing ปรับสมดุลพอร์ตทุก 3-6 เดือน

เรื่องที่สอง การลงทุนแบบ DCA อย่างสม่ำเสมอ

เรื่องที่สาม สำรองเงินสดบางส่วนเพื่อพร้อมลงทุนในช่วงตลาดปรับฐาน

สำหรับนักลงทุนที่อยากให้ผมบอกสูตรสำเร็จการจัดพอร์ตในช่วงสงคราม ผมให้แนวทางสำคัญ ๆ แบบนี้ครับ แนะนำจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง เช่น เงินสดประมาณ 20-40% อีก 60-80% ลงทุนในหุ่นทั่วโลก (Core Port) และทยอยลงทุนแบบ DCA คุณจะเห็นว่าสูตรนี้จะสอดคล้องกับหลักการลงทุนระยะยาวที่ผมกล่าวในช่วงข้างต้น

ในช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การวางพอร์ตที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณรับไหวและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนระยะยาว จะทำให้คุณอุ่นใจนอนหลับสบายครับ

เพราะฉะนั้น แต่ละสินทรัพย์ที่ผมแนะนำ คุณควรทำการบ้านศึกษาข้อมูลแต่ละประเภทสินทรัพย์ทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อพิจารณาระดับความเสี่ยงที่รับได้อย่างเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ และเพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้นควรขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาการลงทุนหรือจะสอบถามทีมงานของ Jitta Wealth ก็ยินดีมาก ๆ ครับ

เพราะการลงทุนในยุคนี้ไม่ใช่การวิ่งหาผลตอบแทนสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการกระจายความเสี่ยงและมีวินัยการลงทุน ช่วยการสร้างพอร์ตให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หาคำตอบ วิกฤตซ้อนวิกฤต หุ้นสหรัฐร่วง…ถูกหรือแพง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...