Gold vs. Silver: ความเหมือนที่แตกต่าง เลือกลงทุนอะไรดี
โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™
Head of Wealth Strategy บลจ.ทิสโก้
ในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งทองคำและแร่เงินต่างสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2025 ที่ราคาแร่เงินพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วจนแซงหน้าทองคำไปไกล เหตุการณ์นี้ทำให้นักลงทุนต้องหันกลับมาพิจารณาและประเมินสถานะของโลหะมีค่าทั้งสองชนิดนี้ใหม่อีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจถึงความเหมือนและความต่างที่ซ่อนอยู่จากการที่ทั้งสองอย่างเป็น ‘โลหะมีค่า’ (Precious Metals) เหมือนกัน
โดยแม้ทั้งคู่จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมกลับแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทองคำได้รับประโยชน์จากฐานอุปสงค์ที่สมดุล สภาพคล่องที่ลึกกว่า และความผันผวนที่ต่ำกว่ามาก ในขณะที่แร่เงินมีความเอนเอียงไปทางภาคอุตสาหกรรม มีความผันผวนสูงกว่า และเคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจรวมถึงทิศทางของสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวม
โครงสร้างตลาด
ในด้านอุปสงค์ ทองคำมีลักษณะเด่นคือ “ความเป็นคู่ขนาน” (Dual Nature) โดยทองคำเป็นทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ข้อมูล ณ สิ้นปี 2025 ระบุว่าอุปสงค์ทองคำมาจาก: Investment + CB (การลงทุนและธนาคารกลาง): 61% (เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา) , Jewellery (เครื่องประดับ): 33% ,Industrial / Tech (อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี): 6% แต่ในทางกลับกัน อุปสงค์ของแร่เงินถูกครอบงำโดยภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก:Industrial / Tech: 61%, Jewellery: 21% และ Investment: 18% ซึ่งด้วยสัดส่วนอุปสงค์จากอุตสาหกรรมที่สูงมาก ทำให้แร่เงินมีความเสี่ยงมากกว่าในประเด็นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจชะลอตัว และแร่เงินมักจะถูกเทขายตามโลหะอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ในด้านอุปทาน ทองคำโดยส่วนใหญ่ถูกทำเหมืองในฐานะความต้องการหลัก (ทำเหมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งทองคำเท่านั้น) และมีการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลายกว่า ด้านแร่เงินนั้นประมาณ 70-80% ของแร่เงินที่ผลิตได้ มาจาก “ผลพลอยได้” ของการทำเหมืองอื่น ๆ อาทิ ทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี นอกจากนี้การผลิตยังกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยเฉพาะ เม็กซิโก ซึ่งผลิตได้เกือบสองเท่าของประเทศ จีน (อันดับ 2) ทำให้แร่เงินเปราะบางต่อการหยุดชะงักของอุปทานในภูมิภาคเดียวมากกว่า
สภาพคล่องและความเสี่ยง
ในแง่ของปริมาณการซื้อขาย (Trading Volumes) ตลาดทองคำมีความลึกและสภาพคล่องสูงมาก โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน (ส่วนใหญ่เป็นทองคำแท่ง) อยู่ที่ประมาณ US$15 trillion ซึ่งเทียบเท่ากับตลาดพันธบัตรและสกุลเงินหลัก ในด้านกองทุน ETFs มีปริมาณการซื้อขายทองคำเฉลี่ย US$2.3bn ต่อวัน เทียบกับแร่เงินที่ US$0.7bn ด้านทองคำFutures อยู่ที่ US$55bn เทียบกับแร่เงิน US$11bn และการซื้อขายกันโดยตรง (OTC)นั้น ทองคำอยู่ที่ US$97bn เทียบกับแร่เงิน US$13bn โดยถึงแม้ในช่วงต้นปี 2026 ปริมาณการซื้อขายแร่เงินพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากแรงส่งด้านราคา (Momentum) โดยในกลุ่ม Silver ETFs ปริมาณการซื้อขายกระโดดขึ้นไปถึง US$11.4bn ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปีทั้งปี 2025 ถึง 9 เท่า แต่หากเราพิจารณาจากความลึกของตลาดทองคำก็ยังคงถือว่าเหนือกว่าอย่างมาก
ในด้านส่วนต่างราคาและความผันผวน แร่เงินมีสภาพคล่องน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีส่วนต่างราคา (Spread) เฉลี่ยอยู่ที่ 9bps ซึ่งกว้างกว่าทองคำ (2bps) ถึง 4 เท่า และ Spread ของแร่เงินมักพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่เกิดความเสี่ยง ทำให้ต้นทุนในการเข้าซื้อหรือขายทิ้งสูงมาก ในด้านความผันผวนของแร่เงินก็คิดเป็นประมาณ 2 เท่าของทองคำ ซึ่งหมายความว่านักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงก็จะต้องจัดสรรสัดส่วนการลงทุนในแร่เงินให้น้อยกว่าทองคำอย่างมากเพื่อให้ได้ระดับความเสี่ยงที่เท่ากัน
บทบาทในพอร์ตการลงทุน: ตัวกระจายความเสี่ยง VS ตัวคูณผลตอบแทน
ทองคำนั้นถือเป็น ‘เครื่องป้องกัน’ ที่แท้จริง เพราะทองคำมีความสัมพันธ์ (Correlation) ที่เป็นลบกับตลาดหุ้นในช่วงวิกฤต (S&P 500 ปรับตัวลงแรงเกิน 2 standard deviations) ในขณะที่แร่เงินมักเคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ทำให้การรวมทองคำเข้าในพอร์ตช่วยเพิ่มผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted returns) ได้ดีกว่าแร่เงิน
ด้านความสัมพันธ์แบบ Beta (Silver-Gold Beta) ค่า Beta ของแร่เงินเมื่อเทียบกับทองคำมักอยู่เหนือระดับ 1 เสมอ (เฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 1.3) และจะยิ่งสูงขึ้นไปอีกในช่วงที่ทองคำราคาตก นั่นหมายความว่าแร่เงินมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับทองคำแต่ ‘รุนแรงกว่า’ ทั้งขาขึ้นและขาลง นักลงทุนจึงมักมองแร่เงินเป็นส่วนเติมเต็มเชิงกลยุทธ์มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลักแทนที่ทองคำ
โดยสรุปในภาพรวมนั้นแม้จะถูกเรียกว่า ‘โลหะมีค่า’ เหมือนกัน แต่ทองคำและแร่เงินมีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทองคำนั้นมีอุปสงค์ที่สมดุล สภาพคล่องสูง ความผันผวนต่ำ และทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงได้ดีเยี่ยมในช่วงตลาดหุ้นขาลง ส่วนแร่เงินนั้นอิงกับภาคอุตสาหกรรม มีสภาพคล่องต่ำกว่า ความผันผวนสูง และทำหน้าที่เป็นตัวคูณผลตอบแทน (Higher Beta) ให้กับทองคำ การเลือกลงทุนจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หากต้องการความมั่นคงและป้องกันความเสี่ยง ทองคำ คือคำตอบที่เหมาะสม แต่หากต้องการเพิ่มผลกำไรแบบก้าวกระโดดโดยยอมรับความเสี่ยงได้สูง แร่เงิน คือตัวแปรเสริมที่จะช่วยเติมเต็มพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนได้
Source : World Gold Council