โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Gold vs. Silver: ความเหมือนที่แตกต่าง เลือกลงทุนอะไรดี

Businesstoday

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 03.44 น. • Businesstoday

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™
Head of Wealth Strategy บลจ.ทิสโก้

ในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งทองคำและแร่เงินต่างสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2025 ที่ราคาแร่เงินพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วจนแซงหน้าทองคำไปไกล เหตุการณ์นี้ทำให้นักลงทุนต้องหันกลับมาพิจารณาและประเมินสถานะของโลหะมีค่าทั้งสองชนิดนี้ใหม่อีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจถึงความเหมือนและความต่างที่ซ่อนอยู่จากการที่ทั้งสองอย่างเป็น ‘โลหะมีค่า’ (Precious Metals) เหมือนกัน

โดยแม้ทั้งคู่จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมกลับแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทองคำได้รับประโยชน์จากฐานอุปสงค์ที่สมดุล สภาพคล่องที่ลึกกว่า และความผันผวนที่ต่ำกว่ามาก ในขณะที่แร่เงินมีความเอนเอียงไปทางภาคอุตสาหกรรม มีความผันผวนสูงกว่า และเคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจรวมถึงทิศทางของสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวม

โครงสร้างตลาด

ในด้านอุปสงค์ ทองคำมีลักษณะเด่นคือ “ความเป็นคู่ขนาน” (Dual Nature) โดยทองคำเป็นทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ข้อมูล ณ สิ้นปี 2025 ระบุว่าอุปสงค์ทองคำมาจาก: Investment + CB (การลงทุนและธนาคารกลาง): 61% (เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา) , Jewellery (เครื่องประดับ): 33% ,Industrial / Tech (อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี): 6% แต่ในทางกลับกัน อุปสงค์ของแร่เงินถูกครอบงำโดยภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก:Industrial / Tech: 61%, Jewellery: 21% และ Investment: 18% ซึ่งด้วยสัดส่วนอุปสงค์จากอุตสาหกรรมที่สูงมาก ทำให้แร่เงินมีความเสี่ยงมากกว่าในประเด็นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจชะลอตัว และแร่เงินมักจะถูกเทขายตามโลหะอุตสาหกรรมอื่น ๆ

ในด้านอุปทาน ทองคำโดยส่วนใหญ่ถูกทำเหมืองในฐานะความต้องการหลัก (ทำเหมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งทองคำเท่านั้น) และมีการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลายกว่า ด้านแร่เงินนั้นประมาณ 70-80% ของแร่เงินที่ผลิตได้ มาจาก “ผลพลอยได้” ของการทำเหมืองอื่น ๆ อาทิ ทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี นอกจากนี้การผลิตยังกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยเฉพาะ เม็กซิโก ซึ่งผลิตได้เกือบสองเท่าของประเทศ จีน (อันดับ 2) ทำให้แร่เงินเปราะบางต่อการหยุดชะงักของอุปทานในภูมิภาคเดียวมากกว่า

สภาพคล่องและความเสี่ยง

ในแง่ของปริมาณการซื้อขาย (Trading Volumes) ตลาดทองคำมีความลึกและสภาพคล่องสูงมาก โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน (ส่วนใหญ่เป็นทองคำแท่ง) อยู่ที่ประมาณ US$15 trillion ซึ่งเทียบเท่ากับตลาดพันธบัตรและสกุลเงินหลัก ในด้านกองทุน ETFs มีปริมาณการซื้อขายทองคำเฉลี่ย US$2.3bn ต่อวัน เทียบกับแร่เงินที่ US$0.7bn ด้านทองคำFutures อยู่ที่ US$55bn เทียบกับแร่เงิน US$11bn และการซื้อขายกันโดยตรง (OTC)นั้น ทองคำอยู่ที่ US$97bn เทียบกับแร่เงิน US$13bn โดยถึงแม้ในช่วงต้นปี 2026 ปริมาณการซื้อขายแร่เงินพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากแรงส่งด้านราคา (Momentum) โดยในกลุ่ม Silver ETFs ปริมาณการซื้อขายกระโดดขึ้นไปถึง US$11.4bn ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปีทั้งปี 2025 ถึง 9 เท่า แต่หากเราพิจารณาจากความลึกของตลาดทองคำก็ยังคงถือว่าเหนือกว่าอย่างมาก

ในด้านส่วนต่างราคาและความผันผวน แร่เงินมีสภาพคล่องน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีส่วนต่างราคา (Spread) เฉลี่ยอยู่ที่ 9bps ซึ่งกว้างกว่าทองคำ (2bps) ถึง 4 เท่า และ Spread ของแร่เงินมักพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่เกิดความเสี่ยง ทำให้ต้นทุนในการเข้าซื้อหรือขายทิ้งสูงมาก ในด้านความผันผวนของแร่เงินก็คิดเป็นประมาณ 2 เท่าของทองคำ ซึ่งหมายความว่านักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงก็จะต้องจัดสรรสัดส่วนการลงทุนในแร่เงินให้น้อยกว่าทองคำอย่างมากเพื่อให้ได้ระดับความเสี่ยงที่เท่ากัน

บทบาทในพอร์ตการลงทุน: ตัวกระจายความเสี่ยง VS ตัวคูณผลตอบแทน

ทองคำนั้นถือเป็น ‘เครื่องป้องกัน’ ที่แท้จริง เพราะทองคำมีความสัมพันธ์ (Correlation) ที่เป็นลบกับตลาดหุ้นในช่วงวิกฤต (S&P 500 ปรับตัวลงแรงเกิน 2 standard deviations) ในขณะที่แร่เงินมักเคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ทำให้การรวมทองคำเข้าในพอร์ตช่วยเพิ่มผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted returns) ได้ดีกว่าแร่เงิน

ด้านความสัมพันธ์แบบ Beta (Silver-Gold Beta) ค่า Beta ของแร่เงินเมื่อเทียบกับทองคำมักอยู่เหนือระดับ 1 เสมอ (เฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 1.3) และจะยิ่งสูงขึ้นไปอีกในช่วงที่ทองคำราคาตก นั่นหมายความว่าแร่เงินมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับทองคำแต่ ‘รุนแรงกว่า’ ทั้งขาขึ้นและขาลง นักลงทุนจึงมักมองแร่เงินเป็นส่วนเติมเต็มเชิงกลยุทธ์มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลักแทนที่ทองคำ

โดยสรุปในภาพรวมนั้นแม้จะถูกเรียกว่า ‘โลหะมีค่า’ เหมือนกัน แต่ทองคำและแร่เงินมีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทองคำนั้นมีอุปสงค์ที่สมดุล สภาพคล่องสูง ความผันผวนต่ำ และทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงได้ดีเยี่ยมในช่วงตลาดหุ้นขาลง ส่วนแร่เงินนั้นอิงกับภาคอุตสาหกรรม มีสภาพคล่องต่ำกว่า ความผันผวนสูง และทำหน้าที่เป็นตัวคูณผลตอบแทน (Higher Beta) ให้กับทองคำ การเลือกลงทุนจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หากต้องการความมั่นคงและป้องกันความเสี่ยง ทองคำ คือคำตอบที่เหมาะสม แต่หากต้องการเพิ่มผลกำไรแบบก้าวกระโดดโดยยอมรับความเสี่ยงได้สูง แร่เงิน คือตัวแปรเสริมที่จะช่วยเติมเต็มพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนได้

Source : World Gold Council

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...