โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ยาแก้แพ้ มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร?

เดลินิวส์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ยาแก้แพ้ มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร กินแล้วเหมือนกันไหม ?

วันนี้“เดลินิวส์” นำบทความจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มาบอกถึงชนิดของ ยาแก้แพ้” (Antihistamine) ที่เป็นไอเทมติดบ้านของหลายคน ใช้บรรเทาอาการน้ำมูกไหล คันตา หรือผื่นคันจากภูมิแพ้ โดยตัวยาจะเข้าไปยับยั้ง “สารฮิสตามีน (Histamine)” ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้

ยาแก้แพ้สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

1. ยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม (Conventional Antihistamines) ใช้รักษาอาการเยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน จาม น้ำมูกไหล ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันผื่นขึ้น เนื่องจากแมลงกัดต่อย สัมผัสพืชพิษ หรือสัมผัสสารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้ ยาในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองไปกดระบบประสาทได้ จึงทำให้ผู้ที่ใช้ยามีอาการง่วงซึม จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักรหรือการขับรถยนต์ ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ นอกจากนี้ยังอาจพบอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง และหัวใจเต้นเร็วตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) และไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)

2. ยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (Non-Sedating Antihistamines) ยากลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการต่าง ๆ ได้คล้ายกับยากลุ่มดั้งเดิม แต่อาจให้ผลบรรเทาอาการน้ำมูกไหล อาการเมารถ เมาเรือได้ไม่ดีเท่ากลุ่มดั้งเดิม ยาในกลุ่มนี้จะผ่านเข้าสมองได้น้อยมากจึงทำให้ง่วงซึมน้อยกว่า และอาจพบอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง และหัวใจเต้นเร็ว น้อยหรือไม่พบเลย

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น เซทิริซีน (Cetirizine) เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine) และลอราทาดีน (Loratadine)

เนื่องจากแต่ละคนมีการตอบสนองต่อยาแตกต่างกัน จึงไม่ได้หมายความว่ากินยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงแล้วจะไม่ทำให้เกิดอาการง่วงเลย ดังนั้น หากต้องกินยาแก้แพ้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักร หรือหลีกเลี่ยงการขับรถเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ และก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...