ยาแก้แพ้ มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร?
วันนี้“เดลินิวส์” นำบทความจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มาบอกถึงชนิดของ “ยาแก้แพ้” (Antihistamine) ที่เป็นไอเทมติดบ้านของหลายคน ใช้บรรเทาอาการน้ำมูกไหล คันตา หรือผื่นคันจากภูมิแพ้ โดยตัวยาจะเข้าไปยับยั้ง “สารฮิสตามีน (Histamine)” ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้
ยาแก้แพ้สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
1. ยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม (Conventional Antihistamines) ใช้รักษาอาการเยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน จาม น้ำมูกไหล ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันผื่นขึ้น เนื่องจากแมลงกัดต่อย สัมผัสพืชพิษ หรือสัมผัสสารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้ ยาในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองไปกดระบบประสาทได้ จึงทำให้ผู้ที่ใช้ยามีอาการง่วงซึม จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักรหรือการขับรถยนต์ ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ นอกจากนี้ยังอาจพบอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง และหัวใจเต้นเร็วตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) และไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)
2. ยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (Non-Sedating Antihistamines) ยากลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการต่าง ๆ ได้คล้ายกับยากลุ่มดั้งเดิม แต่อาจให้ผลบรรเทาอาการน้ำมูกไหล อาการเมารถ เมาเรือได้ไม่ดีเท่ากลุ่มดั้งเดิม ยาในกลุ่มนี้จะผ่านเข้าสมองได้น้อยมากจึงทำให้ง่วงซึมน้อยกว่า และอาจพบอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง และหัวใจเต้นเร็ว น้อยหรือไม่พบเลย
ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น เซทิริซีน (Cetirizine) เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine) และลอราทาดีน (Loratadine)
เนื่องจากแต่ละคนมีการตอบสนองต่อยาแตกต่างกัน จึงไม่ได้หมายความว่ากินยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงแล้วจะไม่ทำให้เกิดอาการง่วงเลย ดังนั้น หากต้องกินยาแก้แพ้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักร หรือหลีกเลี่ยงการขับรถเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ และก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง