โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘อ้วน’ ช้ำ เสี่ยงโดนคดี

เดลินิวส์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘ภูมิธรรม’ ระทึก ก.พ.ค.วินิจฉัย โยกย้าย 2 อธิบดีในมหาดไทยไปเป็นผู้ตรวจราชการหลังมอบนโยบายได้ 3 วัน มีลักษณะเร่งรีบ แฝงวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่ความจำเป็นทางราชการ เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม

ในครั้งที่ ‘อดีตรัฐมนตรีอ้วน’ ภูมิธรรม เวชยชัย ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2568 วันที่ 4 ก.ค. 2568 ได้ประชุมมอบนโยบายของรัฐมนตรี แต่ต่อมาวันที่ 7 ก.ค. 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทยกลับดำเนินการเสนอรายชื่อ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (ขณะนั้น) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ขณะนั้น) ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ

จึงนำมาสู่การร้องเรียนคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ในที่สุด ผลการพิจารณาก็ออก นายวรวิทย์ สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงว่า ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จำนวน 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์ บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชำนาญ ทิพยชนวงศ์) เห็นว่า การเสนอเรื่องโยกย้ายเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เป็นเวลาเพียง 4 วันนับแต่วันมอบนโยบาย (หมายความว่า เพิ่งรับนโยบายในฐานะอธิบดีทั้งคู่) ไม่มีระยะเวลาให้ทั้งสองได้ดำเนินการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติราชการของกรม

และแม้ รมว.มหาดไทย และ ‘ปลัดป๊อบ’ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะมีอำนาจตามกฎหมายแต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าวโดยชอบ แต่การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสองราย แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการที่แท้จริง

กรณีเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย มิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยถอยลง และอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์

เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ตรงนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่น่าจับตามอง ว่า “ต่อไปจะย้ายลดชั้นไม่ได้แล้ว” หรือไม่ อย่างไร

ในเวลาต่อมาว่า นายนฤชาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดี ปค. (‘นายกฯ หนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งใหม่ หลังรับตำแหน่งนายกฯ และ รมว.มหาดไทย หลังจากได้รับโหวตเป็นนายกฯ เมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากเก้าอี้) นายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้น การจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ

ภายหลังคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ออกมา นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการ รมว.มหาดไทย อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ว่า ขอปรึกษาทีมกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และปกป้องชื่อเสียงของเรา ส่วนนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า เรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้บังคับบัญชา ข้าราชการที่มีอำนาจ แต่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย พึงสังวรว่าการใช้อำนาจต้องคู่กับคุณธรรม ยังมีการกระทำเช่นนี้อีกหลายกรณี ทั้งย้ายผู้บริหารส่วนกลางถอยกลับไปเป็นนายอำเภอ ทำให้เสียสิทธิ เสียโอกาสในความเจริญก้าวหน้า เห็นด้วยกับนายไชยวัฒน์ ที่หลังจากนี้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายต่อไป และตนก็เอาด้วย

กรณี ‘สส.ต้า’ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายพาดพิงถึงสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่า เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ‘หัวหน้าเท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการวินัยพรรค ว่า พรรคได้ประชุมผู้บริหารพรรคเมื่อวันที่ 6 พ.ค. เราดำเนินการทางวินัยเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การลงโทษทางวินัยเป็นกระบวนการภายในพรรค ย้ำว่าเรามีการดำเนินการทางวินัยไปแล้ว ส่วนการแสดงออกการแสดงความจริงใจต่อผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่ถูกพาดพิง เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

"วันนี้เนื้อหาหลักที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบคือความพยายามของรัฐบาลที่พยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทมากกว่า ส่วนเรื่องทางวินัยของ สส. เรื่องในพรรค พวกเราจัดการอยู่"

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตาม มาตรา 8 ของ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 จำนวน 8 คน ระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายเรื่องบำนาญ สส.และ สว. ว่า หาก สส. สว. จ่ายเงินเข้ากองทุนแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย สิทธิมากเกินจำเป็น

“สส.บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี แต่กองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิ ทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส. อีก อยากฝากให้ สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุน ให้พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็น อย่าให้มากเกินไป ขอเรียกร้องให้ สส.และ สว.ชุดปัจจุบันแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ” นพ.วรงค์ กล่าว

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการกองทุน อภิปรายว่า คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้นเมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนตอนดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส. ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ

“ที่ทราบมา นพ.วรงค์ เคยเป็น สส.และหยุดพักไปหลายปี แต่ยังได้รับ ขอให้แจ้งความจำนงได้ว่าต่อไปนี้ไม่รับ จะได้ประกาศให้สังคมชื่นชม ดังนั้นการพูดใดๆ ขอให้คำนึงถึงความเป็นธรรม หากจะพูดเอาหล่อ เอาดีคนเดียวใครก็พูดได้”

ทำให้ นพ.วรงค์ ชี้แจงว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400-500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ สส.ทุกคนไม่รวย แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมากแต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะตนไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้นอย่าวัดว่าใครจน ใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน

ด้านภารกิจของ ‘นายกฯ หนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย จะเดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียน ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค. ก่อนเดินทางก็ตอบคำถามที่ฝ่ายค้านออกมาแฉว่ามีบริษัทนอมินี ในชื่ออาม่า กว้านซื้อที่ดินที่ จ.ระนองกว่า 500 ไร่ ทั้งที่โครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่ทันเริ่ม นายกฯ หัวเราะในลำคอก่อนกล่าวว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนดีกว่าช่วยทำให้ทุกอย่างมันคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศให้มากที่สุด

“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ โครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพรุ่งนี้ บริบทมันเปลี่ยนไป การศึกษาที่เคยมีมาอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ตอนนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในเรื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้ายืนบนขาตัวเองได้ ถ้าจะพูดปั่นกันว่า จะให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี รัฐบาลไม่ฟัง เสียงปั่นไม่เกี่ยวกับการลงทุน” เสี่ยหนู กล่าว

เวลา 18.00 น. นายกฯ จะเข้าร่วมการหารือสามฝ่ายระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์-กัมพูชา ร่วมกับ ฮุน มาเนต และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ‘ดร.กานต์’ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า การหารือสามฝ่ายหรือไตรภาคี ไทย-ฟิลิปปินส์-กัมพูชา นั้น เป็นการดำเนินการโดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน

‘รมต.อ้วน’ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ที่เดินทางมาก่อนล่วงหน้านั้น ได้เน้นย้ำจุดยืนไทยในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะมีการดำเนินการทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป โดยที่สำคัญ คือ การสร้างความไว้ใจ (trust) กลับมาใหม่อีกครั้ง วันที่ 8 พ.ค. นายกฯ จะร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session)

ทีมข่าวการเมือง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...