กระจายลงทุนบนเส้นทางที่ยังไม่แน่นอน
ความหวังสงครามคลี่คลายลงในช่วงเดือน เม.ย. จากการเจรจาหยุดยิง รวมถึงการบอกว่า “เปิด” ช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่ายังไม่สามารถบรรลุการเจรจาได้ ทำให้ตลาดกลับเข้าสู่สภาวะ Risk-on นักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่ม Tech และกลุ่มประเทศที่มีแรงกดดันจากประเด็นราคาพลังงานน้อย เช่น สหรัฐฯ และเอเชียเหนือ เป็นต้น โดยตลาดหุ้นหลายๆ ประเทศ Rebound กลับขึ้นมาสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม
ในขณะที่ฝั่งตลาดตราสารหนี้ Yield ย่อตัวลงมาบ้างแต่ Yield ยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอยู่ จากความกังวลการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกดดันธนาคารกลางทั่วโลกให้ระมัดระวังการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยนโยบายมากขึ้น และอาจต้องกลับวัฏจักรดอกเบี้ยมาเป็นขาขึ้นในบางประเทศ
การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมีปากีสถานเป็นคนกลาง เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาด ซึ่งแม้การเจรจาครั้งแรกจะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เนื่องจากยังคงมีประเด็นหลายข้อที่ไม่อาจยอมรับได้ของทั้ง 2 ฝ่าย เช่น การจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และการยุติการพัฒนายูเรเนียม
อย่างไรก็ตามช่องทางเจรจายังคงเปิดอยู่ ซึ่งทำให้ภาพสงครามปรับเปลี่ยนดีขึ้น จากการใช้อาวุธ-กำลังทางทหารมาเป็นการเจรจาทางการฑูต ในส่วนของราคาพลังงาน แม้จะอยู่ระหว่างการเจรจาแต่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดนิ่ง มีทั้งด่านของอิหร่าน และกองเรือของสหรัฐฯ ที่ปิดกั้นเรือขนส่งพลังงานไม่ให้ออกจากช่องแคบได้ ทำให้ในแง่ของอุปทานพลังงานยังคงตึงตัว และอาจนำไปสู่การขาดแคลนอุปทาน (Supply Shortage) ในอนาคตได้หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ดีขึ้น ส่งผลให้กลุ่มประเทศนำเข้าพลังงานอย่าง ASEAN และ Europe มีแรงกดดันจากประเด็นพลังงานยิ่งขึ้น
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการเริ่มต้นขึ้น บริษัทต่างๆ เริ่มประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/26 โดยในภาพรวมกลุ่มการเงินที่ประกาศผลประกอบการออกมาเป็นกลุ่มแรกยังคงมีผลประกอบการที่ดี ส่วนผลประกอบการกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากสงคราม ในขณะที่กลุ่มพลังงานได้ปัจจัยบวกจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในช่วง Earning Season ในหลายๆ ประเทศ ยังคงเป็นกลุ่ม Tech ซึ่งบริษัทฯ ขนาดใหญ่เริ่มทยอยรายงานผลประกอบการออกมาแล้ว โดยอาจไม่ใช่ทุกหมวดอุตสาหกรรมในกลุ่ม Tech ยังขยายตัวได้ดี แต่ในภาพรวมทั้งกลุ่มได้รับ Sentiment เชิงบวกจาก Semiconductor ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ และยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อน AI ส่วนในรายบริษัทฯ กลุ่ม Magnificent 7 หรือบริษัท Tech ขนาดใหญ่ 7 อันดับแรก ได้ทยอยรายงานผลประกอบการออกมาซึ่งมีผลการดำเนินงานดีกว่าคาด แต่ตลาดเป็นกังวลต่อการลงทุน (CapEx) ที่สูงขึ้น
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงอยู่ระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่าน Fed Chair ซึ่งเป็นคนที่มีอิทธิพลในการแสดงความเห็นและสื่อสารมุมมองภาพรวมของ Fed แต่ปัจจุบันท่าทีและมุมมองต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ 2 ท่าน (คนเก่าและคนใหม่) ค่อนข้างต่างกัน โดยประธาน Fed ท่านใหม่ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งต่อจากคุณ Powell ที่จะหมดวาระในเดือน พ.ค. คือ Kevin Warsh ได้รับการเสนอชื่อและได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมาธิการเมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย.
ซึ่งในภาพรวมมีความ Dovish น้อยกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากแม้จะเสนอใช้ Trimmed-Mean PCE ในการติดตามเงินเฟ้อแทน Core PCE เดิม ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อที่กำลังจะปรับตัวขึ้นในช่วงหลังจากนี้จากต้นทุนพลังงานอาจถูกลดท่อนลงและเปิดช่องให้ลดดอกเบี้ยต่อได้ แต่จากข้อมูลในอดีตทั้ง 2 ชุดข้อมูลไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่ในระยะยาว
นอกจากนี้ยังคงมีมุมมองที่ไม่เห็นด้วยกับ Unconventional Policy อย่างการทำ QE ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำ QT เพื่อลด Balance Sheet ของ Fed ลงในอนาคตซึ่งจะกระทบต่อ Yield โดยเฉพาะตราสารระยะยาวตึงตัวในระดับสูงต่อ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ Fed จะขึ้นอยู่ในรูปแบบคณะกรรมการ จึงต้องคอยติดตามว่าผู้ว่าการคนใหม่จะโน้มน้าวกรรมการท่านอื่นได้มากเพียงใด
ในส่วนของดอกเบี้ยนโยบาย ฝั่งสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจ “คงดอกเบี้ย” ในการประชุมที่ผ่านมา แต่เป็นการประชุมที่มีเสียงแตกมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี โดยมีกรรมการ 1 ท่านโหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่อีก 3 ท่านสนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกับเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่เห็นด้วยกับการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายในแถลงการณ์ของเฟด
ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกแสดงท่าทีที่กังวลเงินเฟ้อมากขึ้นเช่นกัน โดยในส่วนของ BoJ แม้จะยังอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น และแสดงท่าทีที่ Hawkish ในการประชุม 2 ครั้งก่อนหน้านี้ แต่ในการประชุมที่ผ่านมายัง “คงดอกเบี้ย” แต่ก็แสดงความกังวลกับเงินเฟ้อมากขึ้นผ่านการปรับคาดการณ์เงินเฟ้อ และในการโหวตครั้งนี้เริ่มเสียงแตก
โดยมีกรรมการโหวตขึ้นดอกเบี้ย 3 ท่าน ซึ่งสะท้อนภาพที่ Hawkish ขึ้นและแนวโน้มการเปลี่ยนมุมมองของท่านอื่นๆ ในการประชุมครั้งต่อไป ส่วน ECB แม้จะยัง “คงดอกเบี้ย” แต่ก็มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจชะลอลง รวมถึงปรับเงินเฟ้อขึ้น และส่งสัญญาณ Hawkish
สำหรับตลาดพันธบัตรฯ ไทยในช่วงเดือน เม.ย. ปรับตัวลดลงจากแนวโน้มสงครามที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ยังคงมีความกังวลต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากต้นทุนพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต โดย Yield ที่ปรับตัวลดลงในช่วงเดือน เม.ย. นั้นเป็นเพียงครึ่งทางของที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าประเทศไทยจะถูกปรับลด Credit Rating จากการเสนอเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาล แต่สุดท้าย Moody’s คง Rating และกลับปรับเพิ่มแนวโน้มเป็น “Stable” จาก “Negative” เสียด้วยซ้ำ แต่ตลาดตราสารหนี้ยังคงกังวลกับการขาดดุลการคลังที่จะเพิ่มขึ้นอยู่ดี
ในภาพรวมสุทธิทั้งเดือน เม.ย. Yield พันธบัตรฯ ระยะยาว (>1 ปี) ปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อยจากความกังวลเงินเฟ้อนและหนี้สาธารณะ โดย Yield พันธบัตรฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง -0.9 bps ส่วน Yield พันธบัตรฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -15.2 bps (ที่มา ThaiBMA: ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 69)
ในส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศ Yield ปรับตัวลดลงจากแนวโน้มสงครามที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน และในภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกค่อนข้างคล้ายกัน Yield แม้จะปรับตัวลดลงแต่ความกังวลเงินเฟ้อทำให้ Yield ไม่ได้ลดลงอยู่ที่ระดับก่อนเกิดสงคราม
โดยในส่วนของ Fed ความสับสนของทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งประเด็นหลักไม่ใช่เงินเฟ้อแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธาน Fed เนื่องจากมีความต่างกันของมุมมองประธาน Fed ท่านปัจจุบัน และว่าที่ประธาน Fed ท่านใหม่ ทำให้มุมมองของตลาดยังคงสับสนว่าจะเลือกให้น้ำหนักกับมุมมองดอกเบี้ยท่านใดมากกว่ากัน โดย Yield ของพันธบัตรระยะสั้น UST2Y ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.6 bps ส่วนระยะยาว UST10Y ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.4 bps (ที่มา Bloomberg: ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 69)
ประเด็นสงครามในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง หลังจากที่เปิดช่องทางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยแม้จะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงเปิดช่องทางเจรจาอยู่ ซึ่งเป็นภาพรวมที่ดีกว่าการใช้การโจมตีทางทหาร
โดยตลาดมองภาพความเสี่ยงสูงสุดได้ผ่านพ้นมาแล้วในช่วงเดือน มี.ค. และเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม High Beta อย่างหมวด Tech ซึ่งมีความคาดหวังผลประกอบการยังคงเติบโตสูงในช่วงปี 2026 และกลุ่มประเทศที่นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางน้อย
ในส่วนของตลาดหุ้นช่วงเดือน เม.ย. ปรับตัวขึ้นนำโดยกลุ่มเอเชีย (MSCI Asia ex Japan, 16.3%) ในขณะที่ฝั่งอาเซียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนำเข้าพลังงานยังคงถูกกดดันจากประเด็นพลังงานที่ขาดแคลน (MSCI ASEAN, 1.2%) (ที่มา Bloomberg: ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 69)
ส่วนของตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Rebound กลับตัวขึ้นมาอยู่เหนือระดับก่อนเกิดสงคราม และตลาดกลับมาให้ความสนใจกับ Earning Season มากขึ้น ซึ่งในภาพรวมยังคงรายงานผลประกอบการออกมาสูงกว่า Consensus คาดไว้ โดยตลาดหุ้น S&P500 และ Nasdaq100 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.5% และ 15.3% ตามลำดับ
ในขณะที่ฝั่งยุโรปยังคงมีแรงกดดันจากอุปทานพลังงานที่ยังชะลอตัว ซึ่งยุโรปพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางมากกว่าสหรัฐฯ จึงมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า ตลาดหุ้น Stoxx50 และ Stoxx600 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.2% และ 5.4% ตามลำดับ
ในส่วนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น Rebound กลับมาที่ระดับเดิมก่อนเกิดสงครามแล้ว เนื่องจากเดิมมีแรงกดดันด้านราคาพลังงานน้อยจาก Reserve พลังงานที่มาก ตลาดจึงกลับตัวได้ดีแม้การขนส่งน้ำมันจะยังติดขัด โดยดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.1% (ที่มา Bloomberg: ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 69)
ในขณะที่ตลาดหุ้นฝั่งประเทศกำลังพัฒนา (EM) ฝั่ง North Asia ตลาดหุ้นไต้หวัน (Taiex) และ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปรับตัวขึ้นแรงจากทั้งปัจจัยพลังงานที่ไม่ค่อยมีผลกระทบ และปัจจัยขับเคลื่อนในตลาดหุ้นผ่านกลุ่ม Tech ที่ได้แรงหนุนกลับมาอีกครั้งจากสภาวะ Risk-on โดยกลุ่ม Tech ที่เป็นกลุ่ม High Beta ยังคงมีความคาดหวังผลประกอบการที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงกลับตัวขึ้นมาแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ ในช่วงที่ตลาดกลับมาเป็นขาขึ้น โดย KOSPI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30.6% ส่วน TAIEX ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.7%
อย่างไรก็ตามในส่วนของ EM อื่นๆ โดยเฉพาะ ASEAN ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศนำเข้าพลังงาน จึงคาดว่าภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะได้รับผลกระทบในอนาคต โดยเพิ่มเติมในส่วนของตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงเหมือนประเทศอื่นๆ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ปรับตัวลงเท่าไหร่ เพราะตลาดขึ้นต่อเนื่องจากภาพการเมืองที่มีเสถียรภาพสูง
อย่างไรก็ตามหลังจากเริ่มมีการจ่ายเงินปันผลของหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของเดือน เม.ย. เริ่มเห็นเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะเงินลงทุนต่างชาติ หลังจากรับปันผลทำให้แรงส่งของหุ้นไทยเริ่มแผ่วลงในช่วงครึ่งหลังของเดือน โดย SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.2% (ที่มา Bloomberg: ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 69)
ตลาดทุนในช่วงเดือน เม.ย. กลับตัวรับความเสี่ยงมากขึ้น ตลาดหันกลับมาให้ความสนใจกับปัจจัยพื้นฐาน และภาคเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งประเด็น Earning Result ไตรมาส 1/26 ที่ทยอยประกาศในช่วงเดือน เม.ย. กับท่าทีของธนาคารกลางต่อทิศทางดอกเบี้ยและประมาณการผลกระทบจากสงคราม
ซึ่งแม้ว่า Reaction ของตลาดทุนจะคลายความกังวลประเด็นสงครามไปแล้ว แต่สถานการณ์จริงนั้นการเจรจายังคงดำเนินต่อไปและยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงในทางเศรษฐกิจจริงในด้านต้นทุนพลังงานที่สูง สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และอาจพลิกกลับไปมาได้เสมอ จึงยังคงแนะนำพอร์ตการลงทุนที่กระจายการลงทุนทั้งในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อ (กลุ่มพลังงาน และสินค้าเกษตร) กับกลุ่มที่ได้ประโยชน์หากสงครามคลี่คลายลง (กลุ่มเทคโนโลยี และภูมิภาคเอเชีย)
สำหรับตราสารหนี้ในภาพรวมเรายังมองว่ามี Upside Risk จาก Yield ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อจากเงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในส่วนของ Yield ไทยยิ่งมีแรงกดดันจากวัฏจักรดอกเบี้ยที่จบรอบไปแล้วหลังการลดดอกเบี้ยเมื่อปลายเดือน ก.พ. และตลาดกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อที่สูงอาจเร่งวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเร็วให้กว่าเดิม
รวมถึงประเด็นการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะที่แม้จะยังไม่ได้ประกาศแหล่งที่มาของเงินแต่ก็กดดัน Yield พันธบัตรฯ ไทยปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เราจึงยังคงมุมมอง “Slightly Negative” กับตราสารหนี้ไทย และเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเช่นกัน แต่อาจไม่ใช่ทุกประเทศที่มีความกังวลในประเด็นเงินเฟ้อ
โดยหากมองในส่วนของตราสารหนี้สหรัฐฯ ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เพราะเป็นหนึ่งในประเทศส่งออกพลังงานมากกว่านำเข้า ซึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อน้อยกว่า และในส่วนของระดับดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบัน ยังคงมีช่องสำหรับการปรับลดลงได้อีก จึงยังคงมุมมอง “Slightly Positive” กับตราสารหนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะฝั่งสหรัฐฯ แต่ท่าทีของธนาคารกลางหลายๆ แห่งที่กังวลเงินเฟ้อมากขึ้น
สำหรับตราสารทุน เราปรับลดมุมมองตลาดหุ้นไทยลงเป็น “Neutral” จากปัจจัยด้านพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) นอกจากนี้ ปัจจัยเพิ่มเติมเริ่มมีการจ่ายปันผลของหลายๆ บริษัทฯ และเริ่มมีแรงขายโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติหลังรับปันผลกลุ่มธนาคาร ทำให้ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว YTD เริ่มมีแรงขับเคลื่อนน้อยลง
และเราปรับลดมุมมองกลุ่ม ASEAN ลงเช่นกัน เป็น “Slightly Negative” จากการที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Oil Importer) และจะได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง และมีการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำอยู่แล้ว มีความเสี่ยงเกิด Stagflation เราจึงปรับลดมุมมองเป็น “Slightly Negative”
ส่วนตลาดกลุ่มที่ายังคงมีมุมมองเชิงบวก “Slightly Positive” คือตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ Rebound กลับขึ้นมาแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยมี Earning Growth ที่สูงจากกลุ่ม Tech และมีผลกระทบจากราคาพลังงานที่น้อยเนื่องจากอยู่ในกลุ่มส่งออกพลังงานสุทธิ รวมถึงกลุ่มเอเชียเหนือ ซึ่งมีกลุ่ม Tech เป็นสัดส่วนหลักในดัชนีตลาดหุ้น และมีแรงหนุนจาก Earning Growth ของกลุ่ม Tech ที่ตลาดยังคาดการณ์ขยายตัวดีในช่วงปี 2026 เช่น Nikkei225, TAIEX และ KOSPI จึงยังคงมุมมอง “Slightly Positive” กับกลุ่ม North Asia
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามยังสูงอยู่ และก็มีความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อ ซึ่งจะกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก ทำให้กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกรณีสงครามยืดเยื้อยังมีความน่าสนใจในฐานะป้องกันความเสี่ยงจากสงคราม
ขณะที่กลุ่มที่มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว เช่น กลุ่มเทคโนโลยี และเอเซียเหนือ ก็ยังมีความน่าสนใจจากผลประกอบการยังออกมาแข็งแกร่ง เราจึงแนะนำกลยุทธ Barbell หรือ Balancing ระหว่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อ คือ กลุ่มพลังงาน และสินค้าเกษตร กับกลุ่มที่ได้ประโยชน์หากสงครามคลี่คลายลง คือกลุ่มเทคโนโลยี และภูมิภาคเอเชีย
คอลัมน์: Investment Focus by KTAM
ดร. สมชัย อมรธรรม
วัชรพัฐ มาแสง
บลจ. กรุงไทย