โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รับมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหว-การเอียงตัวของอาคาร ยกระดับความปลอดภัยรับมือภัยพิบัติ

เดลินิวส์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘รองนายกฯ-รมว.อว.'ส่งมอบนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและรับมือภัยพิบัติให้วชิรพยาบาล โดยผู้ว่าชัชชาติเป็นผู้รับมอบ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. - สกสว. พร้อมภาคีเครือข่าย เตรียมส่งมอบเพิ่มให้ รพ.กทม. และโรงเรียนแพทย์ กระทรวง อว.

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วย รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. ร่วมงานแถลงข่าวและรับมอบนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและรับมือภัยพิบัติ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุภัยพิบัติในเขตเมือง สำหรับติดตั้งในอาคารของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยมีศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเพชรรัตน์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

โดยนายชัชชาติ ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ “มาตรฐานความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติของกรุงเทพมหานคร” โดยนำแนวคิด “Smart Enough City” จากหนังสือ Smart Enough City ของ Ben Green จาก Massachusetts Institute of Technology ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยในการเลือกนวัตกรรมมาใช้ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ People Desirable ต้องตอบโจทย์ปัญหาของคนในเมืองจริง ๆ Business Viable ต้องมีความคุ้มค่า ไม่ลงทุนสูงเกินไป ได้ของที่มีคุณภาพ และ Technology Feasible เทคโนโลยีต้องมีความพร้อมและใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่การนำมาทดลอง พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ที่สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการของประชาชนได้อย่างชัดเจนและตรงจุด ปัจจุบันมีคนแจ้งเรื่องเข้ามาแล้วกว่า 1,290,000 เรื่อง และได้รับการแก้ไขไปแล้วกว่า 1,000,000 เรื่อง

นายชัชชาติ กล่าวเสริมถึงอำนาจในมือประชาชนที่มีอยู่ทุกวินาทีว่า แอปพลิเคชัน Traffy Fondue เป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนระบบราชการ ทำให้ประชาชนมีอำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ตอนเลือกตั้งทุก 4 ปี อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้ในภาวะวิกฤต เช่น กรณีแผ่นดินไหว โดยเปิดให้ประชาชนถ่ายรูปรอยร้าวส่งเข้ามา ซึ่งมีแจ้งเข้ามาถึง 20,000 เคส และต้องขอบคุณเครือข่ายของกทม.ทุกหน่วยงานที่ร่วมกันทำงานจนสามารถลุล่วงได้ด้วยดี

นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังเสนอแนะเพิ่มเติมเรื่องการสร้าง Journal หรือวารสารวิชาการของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหาในประเทศ มากกว่าการเน้นตีพิมพ์ในต่างประเทศเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผลงานวิจัยถูกนำมาใช้แก้ปัญหาเมืองได้จริง พร้อมกล่าวขอบคุณนักวิจัยและกระทรวง อว. ที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง และขอเป็นกำลังใจให้นักวิจัยทุกคนที่กำลังทำงานเพื่อแก้ปัญหาในทุกระดับและทุกมิติ เพื่อเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน เน้นย้ำว่า อยากให้ประเทศไทยได้ใช้ของดีมีคุณภาพ ราคาไม่แพง และเกิดประโยชน์ในการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่ง “อุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว” และ “อุปกรณ์นวัตกรรมตรวจวัดการเอียงตัวของอาคาร” จะช่วยให้ทีมบริหารจัดการอาคารสามารถวิเคราะห์ความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างได้ทันท่วงที หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ขณะที่ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.ต้องการยกระดับมาตรฐานของการมีชีวิตที่มีคุณภาพด้วยนวัตกรรมเพื่อลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงแก่บุคลากรการแพทย์และคนไทยทุกคน จึงเป็นหน้าที่ของ สกสว.ในการ การเชื่อมโยงวงการวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขไทยนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของคนไทย ทั้งนี้ กระทรวง อว. และกองทุน ววน. โดย สกสว. ยินดีสนับสนุนการติดตั้งเซนเซอร์เพิ่มเติม ภายในอาคารโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ สังกัดกระทรวง อว.

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงร่วมปาฐกถาและบรรยายพิเศษ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ทีมวิจัยจาก Thammasat University และ Kasetsart University นำเสนอผลงาน “นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติ” ซึ่งเป็นการบูรณาการงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในพื้นที่สาธารณะ การสร้างโมเดลต้นแบบด้านความปลอดภัย ตลอดจนการนำเสนอมาตรการรองรับภัยพิบัติของโรงพยาบาล จากผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ที่เน้นย้ำว่า การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ ไม่เพียงช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากรและคนไข้เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบให้อาคารสาธารณะอื่น ๆ ในประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ด้าน ศ. ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ระบุว่า ปี 2564 คณะวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนต้นทุนต่ำ (TUSHM) เป็นครั้งแรกของประเทศภายใต้การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาในปี 2566 ได้ต่อยอดสู่ระบบ Structural Health Monitoring (SHM) ที่ผสานอุปกรณ์ต้นทุนต่ำกับการวิเคราะห์โครงสร้างขั้นสูง และพัฒนาเรื่อยมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2568 ข้อมูลจากอาคารธานีนพรัตน์ สามารถประเมินระดับผลกระทบต่ออาคารสูง สนับสนุนการตัดสินใจของ กทม. ในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ในปี 2569 มีแผนจะติดตั้งในอาคารสำคัญรวมประมาณ 30 แห่ง ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ใช้งบของ กทม. ส่วนในภาคเหนือใช้งบประมาณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รวมถึงแผนติดตั้งในภาคกลางเพิ่มเติม

จุดเด่นของระบบ TUSHM คือการผสานอุปกรณ์ตรวจวัดต้นทุนต่ำที่มีประสิทธิภาพสูง เข้ากับการประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์โครงสร้างขั้นสูง ช่วยให้ประเมินผลกระทบของแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังพัฒนาเป็นเครือข่ายสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในภาคเหนือรวม 76 สถานี สามารถรายงานผลได้อย่างรวดเร็วในระดับพื้นที่ย่อย เช่น อำเภอหรือตำบล พร้อมแสดงระดับความรุนแรงและผลกระทบที่แตกต่างกันตามสภาพดินและระยะทางจากแหล่งกำเนิด ช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานรับรู้สถานการณ์และตอบสนองได้อย่างเหมาะสม.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...