พฤษภาเลือด สถานการณ์ ตึงเครียด สวนลุมฯ นักข่าว ตกเป็น 'เป้า' กระหน่ำยิง
ยุทธการแดงเดือด
พฤษภาเลือด
สถานการณ์ ตึงเครียด สวนลุมฯ
นักข่าว ตกเป็น ‘เป้า’ กระหน่ำยิง
ในช่วงที่ เนลสัน แรนด์ นักข่าวชาวแคนาดาจากช่อง France 24 ถูกยิง มีรายงานข่าวของ CNN ถ่ายให้เห็นว่าจุดที่เนลสันถูกยิงอยู่บริเวณข้างรั้วสวนลุมพินี
และในคลิปเดียวกันนั้น จะเห็นได้ว่ามีคนถูกยิงอีกคนหนึ่ง คือพยานลำดับที่ 038 ของ “ศปช.” ถูกยิงที่สะโพก
จากการสัมภาษณ์โดย “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53” (ศปช.) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 ซึ่งบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ นำมาอ้างอิง
ทำให้ได้ทราบว่า ในวันนั้นเขาได้ผ่านไปในบริเวณสวนลุมพินี ซึ่งในขณะนั้นกลุ่มเสื้อแดงอยู่หน้าสถานีตำรวจลุมพินี ทหารอยู่บริเวณสถานทูตญี่ปุ่น
ส่วนนักข่าวอยู่ที่ป้ายรถเมล์เต็มไปหมด
พยานได้เห็นเนลสัน แรนด์ ถูกยิงก่อน จากนั้นเขาก็ถูกยิงต่อจากเนลสัน คนที่อยู่บริเวณนั้นเห็นว่าเขาถูกยิงจึงช่วยพาเข้าไปใน สน.
จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นต่อเนื่องและมีแก๊สน้ำตาตกลงมาในซอยโปโล (ซอยสนามคลี)
พยานไม่แน่ใจว่ากระสุนมาจากข้างในสวนลุมพินีหรือจากข้างใด แต่ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางถนนพระราม 4
จากการสัมภาษณ์พยานลำดับที่ 031 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 โดย “ศปช.” พยานซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวของวอยซ์ทีวี และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกันนี้เช่นกันได้เล่าว่า
ช่วงขณะเดียวกันนี้มีการยิงออกมาจากในสวนลุมพินี
โดยพยานได้ทราบข่าวว่ามีการเผารถที่หน้า สน.ลุมพินี จึงเดินอ้อมเข้ามาทางสารสินเพื่อเข้าไปยังจุดที่รถถูกเผา เวลาขณะนั้นประมาณ 13.00 น. พยานเห็นทหารได้เข้ามาตั้งบังเกอร์บริเวณสะพานไทย-เบลเยี่ยมแล้ว
และเห็นคนยืนอยู่ 2 ฝั่งถนน ฝั่งหนึ่งเป็นเหมือนชาวบ้านธรรมดาอยู่ด้าน สน.ลุมพินี และฝั่งรั้วสวนลุมพินีเป็นนักข่าว ขณะนั้นทหารได้ยิงกระสุนปืนมาโดนกำแพงและยิงแก๊สน้ำตา ระเบิดควัน มาเป็นระยะๆ
เวลาประมาณ 14.00 น. มีผู้สื่อข่าวน่าจะเป็น “มติชน” (ตามข่าว) ถูกยิงล้มลงบนทางเท้าบริเวณป้ายรถประจำทาง บริเวณนั้นใกล้ประตูเข้าสวนลุมพินี ซึ่งมีตำรวจกองปราบปรามอยู่
และมีคนดึงเข้าไปพิงกับหน้าป้ายโฆษณา ช่วงนั้นไม่ชุลมุน โล่งๆ ไม่ค่อยมีคนเลย พยานสังเกตเห็นว่าเป็นผู้สื่อข่าวเพราะว่ามีกล้องและมีป้ายสีเขียว Press ติดแขน
“ผมกำลังจะเข้าไปถ่ายนักข่าวที่ถูกยิง จังหวะนั้นกำลังลุกขึ้นและผมถูกยิง ห่างจากนักข่าวคนแรกที่ถูกยิงเพียง 2 นาที ลักษณะการยิงของทหารเป็นแบบยิงทีละนัด”
วิถีกระสุนบอกชัดเจนว่ายิงมาจากภายในสวนลุมพินี
เพราะฉะนั้น กองกำลังทหารแบ่งออกเป็น 2 จุดคือ ภายในและนอกสวนลุมพินี เพราะจุดที่นักข่าว “มติชน” ถูกยิงมีรถบังอยู่ 2 คัน พยานจึงคิดว่าทหารจะยิงมาจากฝั่งตรงข้ามไม่ได้
หลังจากนั้นมีกลุ่ม นปช.ช่วยนำพยานขึ้นรถจักรยานยนต์ไปที่โรงพยาบาล
พยานได้อธิบายถึงชนิดกระสุนในตัวเขาตามที่แพทย์โรงพยาบาลพระราม 9 บอกกับเขาว่า กระสุนละเอียดมากเกินกว่าจะระบุได้ว่าเป็นชนิดใด ไม่สามารถผ่าตัด เอาเศษโลหะออกได้เพราะว่ากระสุนเอ็ม 16 หรือ .223 จะมีความพิเศษ
เมื่อยิงเข้าไปแล้วโดนกระแทกจะระเบิดกระจายเหมือนหยดเทียนทำให้หาหัวกระสุนไม่ได้
ในส่วนการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นภายในสวนลุมพินี 2 คน คือ นายปิยพงษ์ กิตติวงศ์ อายุ 32 ปี สาเหตุการเสียชีวิตจากรายงานการตรวจศพ สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่กรมตำรวจ เลขที่เอกสาร 02032/2553 ให้รายละเอียดไว้
เกิดจากการถูกยิงทะลุบริเวณเหนือริมฝีปากด้านซ้าย บาดแผลฉีกขาดบริเวณ หลังใบหูขวา ตัดเส้นเลือดใหญ่บริเวณคอด้านขวา
ทิศทางจากขวาไปซ้าย ล่างขึ้นบน หน้าไปหลัง
ในวันเกิดเหตุ นายปิยพงษ์ใส่เสื้อสีขาว กางเกงยีน สะพายกระเป๋าสีดำซึ่งตรงกับภาพข่าวของ “เนชั่น”
ผู้เสียชีวิตอีกคนคือ นายประจวบ ศิลาพันธ์ อายุ 44 ปี
สาเหตุการเสียชีวิต จากใบแจ้งการตายของนายประจวบ ศิลาพันธ์ โดยสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่กรมตำรวจ เลขที่เอกสาร 070 เล่มที่ 1109 คือ บาดแผลกระสุนปืนทะลุหัวใจและตับทำให้เสียเลือดในปริมาณมากในร่างกาย
ขณะที่หนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 “ปะทะหนักเจ็บ-ตาย สมรภูมิกลางกรุง” ระบุว่าเป็นชายสวมเสื้อคลุมดำ กางเกงลายพรางนอนตะแคงคว่ำหน้า ถูกยิงอยู่ริมบึงในสวนลุมพินี
การเสียชีวิตของ 2 คนนี้นอกจากพยานแวดล้อมแล้วยังไม่มีประจักษ์พยาน ภาพถ่ายหรือวิดีโอที่เห็นหรือถ่ายขณะที่ทั้งสองคนถูกยิงไว้ได้
ในการเสียชีวิตของนายปิยพงษ์ กิตติวงศ์ นั้นมีพยานซึ่งเป็นผู้ชุมนุมที่ “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53” (ศปช.) ได้สัมภาษณ์ไว้ทั้งหมด 4 คน
คือ พยานลำดับที่ 037 สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ซึ่ง นายปิยพงษ์ซ้อนท้ายเข้าไป แต่เขาไม่ได้กลับมาเล่าถึงว่าได้เข้าไปด้วยกัน
แต่จากปากคำพยานอีก 3 คน คือ พยานลำดับที่ 001 สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 พยานลำดับที่ 002 สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 และ พยานลำดับที่ 032 สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2554
ทำให้ทราบว่า พยานลำดับที่ 037 ได้เข้าไปด้วยกันกับนายปิยพงษ์ แต่ในช่วงขณะที่พวกเขาทราบว่าข้างในมีผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นพวกเขาไม่ทราบคนที่ถูกยิงคือใคร
และคำอธิบายลักษณะการแต่งกายของนายปิยพงษ์ในวันนั้นว่า ใส่เสื้อยืดสีขาวแขนกุด กางเกงยีน สะพานกระเป๋าสีดำซึ่งตรงกับภาพข่าวของ “เนชั่น” แต่ในคำบอกเล่าเกี่ยวกับลำดับในการเข้าไปภายในสวนลุมพินีของนายปิยพงษ์และพยานลำดับที่ 037
รวมถึงพยานอีก 3 คน มีความสอดคล้องและขัดแย้งกันอยู่
โดยพยานลำดับที่ 037 ได้เล่าว่า
ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ช่วงเวลา 12.30 น. ได้รับข้อมูลว่ามีทหารอยู่ภายในสวนลุมพินี กำลังจะเข้ามาจู่โจมเสื้อแดง จึงขับรถจักรยานยนต์เข้าไปดูโดยไม่ได้พกพาอาวุธและสวมเสื้อสีเขียว
เมื่อเข้าไปแล้ว ได้เห็นทหารประมาณ 50-60 คน ยืนเรียงอยู่นอกรั้วสวนลุมพินี
พวกทหารเล็งปืนเข้ามาในรั้ว แต่ก่อนที่พยานจะสามารถหยุดรถหรือเลี้ยวหลบได้ ทหารรายหนึ่งก็ยิงใส่ด้วยปืนลูกซองบริเวณไหล่ด้านซ้าย เมื่อรถจักรยานยนต์ล้มลงจึงไปหลบอยู่หลังต้นไม้ แต่ทหารก็ยังยิงรัวสลับกับยิงทีละนัด
ขณะกำลังจะไปหลบหลังต้นไม้ก็ถูกยิงอีก 1 นัดที่มือ
เมื่อถึงต้นไม้จึงหลบอยู่หลังต้นไม้ 2-3 นาที ต่อมามีการหยุดยิงชั่วครู่จึงตัดสินใจกระโดดลงสระน้ำ
เมื่อขึ้นจากน้ำ เห็นทหาร 3 คนยืนอยู่ข้างสระมองมาที่ตน
พวกทหารพยายามยิงปืนใส่จึงรีบกระโดดขึ้นจากน้ำและวิ่งหนีออกจากสวนลุมพินีโดยเร็วที่สุด
ตอนนั้นเองพยานก็ถูกยิงเข้าที่ต้นขาอีก 1 นัด จึงพยายามคลานออกไปจากบริเวณนั้นจนกระทั่งพบชาย 2 คนแต่งกายคล้าย รปภ.ในสวน หรืออาจจะเป็นตำรวจพาไปที่เต็นท์เสื้อแดง
และนำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจในเวลาต่อมา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พฤษภาเลือด สถานการณ์ ตึงเครียด สวนลุมฯ นักข่าว ตกเป็น ‘เป้า’ กระหน่ำยิง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly