สส.มนพร ชูความสำเร็จเกษตรกรนครพนมทำได้ 'ปลูกทุเรียนหมอนทอง' สร้างรายได้ การันตีความอร่อย
สส.เดือน มนพร เจริญศรี สส.นครพนม เขตสอง อดีต รมช.คมนาคม พร้อมทีมครอบครัวเพื่อไทย รวมถึง ผู้นำชุมชนท้องถิ่น นางวิไล อุตส่าห์ เกษตรจังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ชื่นชมความสำเร็จสวนทุเรียนดาบพิทักษ์ ในพื้นที่บ้านหนองเดิ่น ต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม โดยการดูแลของ อดีตนายกพิทักษ์ ต่อยอด อดีตนายก อบต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม หลังบุกเบิกทดลองปลูกทุเรียน หลากหลายสายพันธุ์ ใช้เวลานานกว่า 5 ปี จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ได้ผลลิตเป็นปีแรก รวมถึงเป็นการการันตีถึงสภาพภูมิศาสตร์ ดิน รวมถึงสภาพอากาสในพื้นที่ จ.นครพนม สามารถปลูกทุเรียนให้ผลิตได้ดี ถือเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ ที่สามารถสร้างรายได้ ตามนโยบายพรรคเพื่อไทย ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส
นอกจากนี้ สส.เดือน มนพร เจริญศรี สส.เขตสอง นครพนม ยังได้ร่วมชิมรสชาติ การันตีความอร่อย รวมถึงคุณภาพ ผลผลิตทุเรียนหมอนทอง นครพนม ที่มีรสชาติไม่แพ้ทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่ อีกหลายจังหวัด ถือว่ามีรสชาติ กรอบ หอมหวานอร่อย เนื้อดี โดยจะได้หารือวางแนวทางกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกลุ่มเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ให้ความรู้ตามหลักวิชาการ รวมถึงประสบการณ์จริง สำหรับเกษตรกรที่สนใจ เพื่อสนับสนุนส่งเสริม ขยายพื้นที่เพาะปลูก ที่สำคัญ จ.นครพนม เป็นปลายทางสำคัญ ในการส่งออกผลไม้ไทย รวมถึงทุเรียน ผ่านสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 3 นครพนม คำม่วน สร้างส่งขายไปจีน และเวียดนาม สร้างรายได้หมุนเวียน ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท ถือเป็นโอกาสสำคัญ หากมีการส่งเสริมทำการเกษตร พืชเศรษฐกิจ ส่งออกจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่
สส.เดือน มนพร เจริญศรี สส.เขตสอง นครพนม สำหรับพื้นที่ จ.นครพนม ปัจจุบัน มีสวนทุเรียนประมาณ 162 สวน พื้นที่ปลูกรวมกว่า 11,000 ไร่ กระจายอยู่ในทุกอำเภอ และเริ่มถูกจับตามองในฐานะ “พืชเศรษฐกิจใหม่” ของพื้นที่ลุ่มน้ำโขง จุดเด่นสำคัญ คือ ทำเลที่ตั้งของนครพนม เชื่อมต่อเส้นทางการค้าชายแดน ผ่านสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 นครพนม คำม่วน โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ไปยังเวียดนามและจีน ผ่านด่านศุลกากรนครพนม สร้างรายได้มหาศาล หากอนาคตมีแหล่งปลูกทุเรียนในพื้นที่ นครพนม รวมถึงอีสาน มั่นใจจะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่ง และสามารถย่นระยะเวลาการเดินทางของผลผลิตได้ประมาณมาณ 1–2 วัน เป็นปัจจัยสำคัญของผลไม้สด และเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในด้านคุณภาพและโอกาสทางการตลาดในอนาคต นอกจากนี้ยังสะท้อนว่า “นครพนม” ไม่ได้เป็นเพียงเมืองชายแดนริมโขงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้านการเกษตร แห่งใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างน่าสนใจ ส่วนราคาที่เกษตรพอใจจะต้องไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 100 บาท