เปิดมุมคิดนักเศรษฐศาสตร์โนเบล ว่าด้วย “การขายไต” ศีลธรรม vs. เศรษฐศาสตร์
Alvin Roth นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เปิดข้อถกเถียงใหญ่ของโลกยุคใหม่ว่า “การขายไต” ควรถูกมองเป็นเรื่องผิดศีลธรรมหรือไม่ หากมันสามารถช่วยชีวิตผู้คนนับหมื่นได้ พร้อมตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างมนุษยธรรม ศาสนา และตรรกะทางเศรษฐศาสตร์
วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.30 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มีไตอยู่ 2 ข้าง และมีคนเพียงไม่กี่คนในชีวิตที่คุณอาจยอมบริจาคไตให้ หากมันสามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ ในทางกลับกัน ก็มีคนเพียงไม่กี่คนเช่นกันที่อาจยอมบริจาคไตให้คุณหากวันหนึ่งคุณจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่าย
ปัญหาคือ มีโอกาสสูงมากที่ผู้บริจาคเหล่านั้นจะไม่เข้ากันได้ ทางการแพทย์ กล่าวอีกแบบคือ ไตส่วนเกินของคุณอาจช่วยชีวิตใครสักคนได้ แต่มีแนวโน้มสูงว่าจะไม่สามารถช่วยชีวิตคนที่คุณรักที่สุดโดยตรงได้
Alvin Roth นักเศรษฐศาสตร์จาก Stanford University และเจ้าของรางวัลโนเบล เสนอแนวทางแก้ปัญหานี้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ห่วงโซ่การบริจาคไต” (donation chain)
แนวคิดคือ หากคุณยินดีบริจาคไตเพื่อช่วยชีวิตผม คุณอาจไม่จำเป็นต้องบริจาคให้ผมโดยตรงก็ได้ ไตของคุณสามารถไปช่วยคนที่เข้ากันได้ทางการแพทย์ ขณะที่ไตที่ผมต้องการอาจมาจากคนรักของผู้ป่วยอีกคนหนึ่ง การเริ่มต้นห่วงโซ่ด้วยผู้บริจาคที่เสียสละเพียงคนเดียว อาจช่วยชีวิตผู้คนได้เป็นสิบคน
รอธเคยเล่าเรื่องห่วงโซ่การบริจาคไตกรณีหนึ่งในการประชุม Organ Donation Congress ที่นครเจนีวาในปี 2560 โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อหญิงชาวฟิลิปปินส์รายหนึ่ง ซึ่งถูกระบุในงานวิชาการว่า FW ยอมบริจาคไตเพื่อช่วยชีวิตสามีของเธอ FM
ทั้งคู่เดินทางมายังสหรัฐ โดย FM ได้รับไตจากผู้บริจาคนิรนามในรัฐจอร์เจีย ขณะที่ไตของ FW ถูกนำไปปลูกถ่ายให้ชายคนหนึ่งในรัฐมินนิโซตา จากนั้นเพื่อนของชายคนนั้น ซึ่งเดิมตั้งใจจะบริจาคไตให้เขา ก็เปลี่ยนไปบริจาคให้ชายอีกคนในรัฐวอชิงตัน และพ่อตาของชายคนนั้นก็บริจาคต่อให้หญิงในรัฐจอร์เจียอีกทอดหนึ่ง ภายในสิ้นปี ห่วงโซ่นี้นำไปสู่การปลูกถ่ายไตสำเร็จแล้ว 11 ราย และยังคงดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังจบการบรรยาย รอธถูกแพทย์ชาวสเปนคนหนึ่งตำหนิอย่างหนัก โดยกังวลถึง“ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” ระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐ รอธตอบว่า หากไม่มีการปลูกถ่าย ผู้ป่วยรายนั้นคงเสียชีวิตแน่นอน แต่แพทย์โรคไตชาวสเปนกลับตอบว่า“เขาควรจะตาย” ต่อมา องค์กรปลูกถ่ายอวัยวะแห่งชาติของสเปนถึงขั้นกล่าวหารอธว่าเป็น“พ่อค้าอวัยวะ”
รอธเล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดชื่อ Moral Economics ซึ่งพยายามนำวิธีคิดเชิงประจักษ์ของเศรษฐศาสตร์เข้าไปอธิบายประเด็นทางศีลธรรมที่มักต่อต้านการวิเคราะห์เชิงเหตุผล
ในกรณีของห่วงโซ่บริจาคไตปี 2558 ฝ่ายคัดค้านจำนวนมากไม่ใช่คนที่ต่อต้านการบริจาคไตแบบห่วงโซ่โดยตรง แต่คัดค้านห่วงโซ่ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างประเทศยากจนกับประเทศร่ำรวย ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่นักเศรษฐศาสตร์มักเข้าใจได้ยาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ได้เป็นข้อโต้แย้งทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
หนังสือของรอธพูดถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “repugnant transactions” หรือ“ธุรกรรมที่สังคมรังเกียจ” ซึ่งเขาให้คำจำกัดความว่า เป็นข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยินยอม แต่คนภายนอกเชื่อว่าไม่ควรได้รับอนุญาตด้วยเหตุผลทางศีลธรรมหรือศาสนา แม้คนภายนอกจะไม่รู้เลยว่าธุรกรรมนั้นเกิดขึ้น หากไม่มีใครบอก
หนังสือครอบคลุมประเด็นอย่าง
- การแลกเปลี่ยนไต
- การแต่งงานเพศเดียวกัน
- การค้าประเวณี
- การอุ้มบุญ
- ยาเสพติดเพื่อสันทนาการ
- การุณยฆาต
- และการคิดดอกเบี้ย
นักเสรีนิยมจำนวนมากมองว่า ธุรกรรมเหล่านี้ควรถูกกฎหมาย แต่ทุกสังคมก็มีเส้นแบ่งของตนเอง
นักเศรษฐศาสตร์อย่างรอธมักเชื่อว่า กฎหมายควรถูกออกแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น ช่วยชีวิตคนให้ได้มากที่สุด หรือเพิ่มสวัสดิการสังคมโดยรวม
รอธยอมรับว่าเขามีแนวคิดโน้มเอียงไปทางเสรีนิยม เช่น สนับสนุนการค้าประเวณีหรือการอุ้มบุญแบบถูกกฎหมายภายใต้การกำกับดูแล หากมันช่วยลดการค้ามนุษย์ แต่เขาก็พร้อมคัดค้านทันทีหากหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า กลับยิ่งเพิ่มการค้ามนุษย์
เขาตระหนักดีว่า การต่อต้านตลาดที่น่ารังเกียจเหล่านี้มักมาจากสัญชาตญาณทางศีลธรรมและศาสนา มากกว่าการถกเถียงด้วยเหตุผล
รอธอ้างถึงแนวคิดของ Jonathan Haidt ที่เรียกว่า“moral dumbfounding” ซึ่งหมายถึงการที่คนเรายังคงยึดมั่นกับการตัดสินทางศีลธรรม แม้ไม่สามารถอธิบายเหตุผลรองรับได้อย่างชัดเจน
หนังสือยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์กับสาธารณชน ตัวอย่างเช่น นักเศรษฐศาสตร์มักมองว่า หากทรัพยากรมีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นไต เลือด พลาสมา หรือไข่มนุษย์“กลไกราคา” สามารถช่วยเพิ่มอุปทานได้
นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของโนเบลอีกคน Gary Becker เคยกล่าวว่า โลกนี้มีไตส่วนเกิน เพราะแทบทุกคนมีสองข้าง
งานวิจัยปี 2565 ประเมินว่า หากสหรัฐอนุญาตให้ประชาชนขายไตได้อย่างถูกกฎหมาย
- ราคาตลาดของไตจะอยู่ที่ประมาณ 77,000 ดอลลาร์
- จะมีการปลูกถ่ายเพิ่มขึ้น 71,000 รายต่อปี
- ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการฟอกไตได้ราว 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อผู้ป่วยหนึ่งราย
- ระบบ Medicare จะประหยัดงบได้ราว 7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
- และช่วยชีวิตคนได้ประมาณ 47,000 รายต่อปี
ขณะเดียวกัน ผู้บริจาคไตก็จะได้รับรายได้รวมกันประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งอาจช่วยยกระดับชีวิตของพวกเขาในหลายด้าน
แต่นี่คือจุดที่มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์กับนักการเมืองมักแยกออกจากกัน เพราะนักเศรษฐศาสตร์คุ้นเคยกับการตีมูลค่าชีวิตมนุษย์ เพื่อใช้ตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การคำนวณว่าควรใช้เงินเท่าไรในการสร้างราวกั้นถนนเพื่อช่วยชีวิตคน
แต่สำหรับสาธารณชนและนักการเมือง การพูดว่า“ชีวิตมนุษย์มีมูลค่าเป็นตัวเงิน” มักถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม
ในกรณีการขายไต นักเศรษฐศาสตร์อาจมองว่า เงิน 77,000 ดอลลาร์มีคุณค่าต่อคนจนมากกว่าคนรวย ดังนั้นหากผู้ขายไตส่วนใหญ่เป็นคนจน ก็อาจถือเป็นการเพิ่มสวัสดิการโดยรวม
แต่คนจำนวนมากกลับมองว่านั่นคือ “การเอาเปรียบคนจน”
รอธยกตัวอย่างนักการเมืองในรัฐบริติชโคลัมเบียที่บอกว่า เขาจะรู้สึกสบายใจกว่าหากผู้ขายไตเป็นนักศึกษาที่ต้องการเงินซื้อเบียร์ มากกว่าจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพึ่งสวัสดิการรัฐ
เพราะเมื่อคนอยู่ในภาวะยากจนมากพอ การเลือกขายไตอาจไม่ใช่การตัดสินใจโดยเสรีอีกต่อไป แต่เป็นการถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจ ท้ายที่สุด รอธสรุปว่า ความขัดแย้งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นักเศรษฐศาสตร์ นักจริยธรรม นักวิทยาศาสตร์ และสังคมทั่วไป มักพูดกันคนละภาษา
สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นการช่วยชีวิตและเพิ่มสวัสดิการ อาจถูกคนอื่นมองว่าเป็นการ “เล่นบทพระเจ้า” หรือเปลี่ยนร่างกายมนุษย์ให้กลายเป็นสินค้าในตลาด
และเพราะข้อถกเถียงเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่ในบรรทัดฐานทางสังคมและศาสนามานานนับพันปี การเปลี่ยนความคิดของผู้คนจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อคนที่พยายามเปลี่ยนความคิดนั้นเป็น “นักเศรษฐศาสตร์”
อ้างอิง : bloomberg.com