ATP30 วางหมากสู้ดีเซล โดดรับเมกะเทรนด์อีวี
#ATP30 #ทันหุ้น – ATP30 รับมือดีเซลผันผวน วาง 2 แผนคุมต้นทุน ฟากบิ๊กบอส “ปิยะ เตชากูล” เร่งปรับพอร์ตสู่ EV รับเมกะเทรนด์ ฟากโบรกเคาะราคาเหมาะสม 1.38 บาท พร้อมปันผลเด่น 4.3% แนะนำ “ซื้อ”
นายปิยะ เตชากูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือ ATP30 เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจให้บริการรับส่งพนักงาน โดยขณะนี้ได้ประเมินสถานการณ์รองรับไว้ 2 แนวทางหลัก เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดพลังงาน และมั่นใจว่ายังสามารถบริหารต้นทุนและให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
แผนจัดการ
หากเกิดกรณีขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัทได้สำรองสต๊อกน้ำมันไว้รองรับการให้บริการได้ราว 7-10 วัน พร้อมเดินหน้าจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม เพื่อให้การเดินรถไม่สะดุด ส่วนอีกกรณี หากน้ำมันไม่ขาดแคลน แต่ราคาปรับตัวสูงขึ้น บริษัทเชื่อว่ายังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ ผ่านการวางแผนต้นทุนเชื้อเพลิง การบริหารเส้นทางเดินรถ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบขนส่ง
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ มองว่าปัจจุบันภาครัฐยังคงมีมาตรการควบคุมราคาขายปลีกไปจนถึงประมาณวันที่ 17 ของเดือนนี้ หลังจากนั้นราคาน้ำมันดีเซลมีโอกาสทยอยปรับเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได ตามทิศทางต้นทุนพลังงานในตลาดโลก อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น กลับเป็นปัจจัยเร่งให้ลูกค้าหลายรายเริ่มพิจารณาปรับมาใช้รถบัสไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้น เนื่องจากช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนขนส่ง
ปัจจุบัน ATP30 มีสัดส่วนการให้บริการรถบัสและมินิบัสไฟฟ้าประมาณ 10% ของจำนวนรถโดยสารทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้พลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพิจารณาการขยายพอร์ต EV อย่างรอบคอบ โดยประเมินทั้งภาวะเศรษฐกิจและความต้องการของลูกค้าควบคู่กัน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะปัจจัยด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ บริษัทยังมองว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง จะเป็นตัวเร่งสำคัญให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหันมาสนับสนุนการใช้รถ EV เชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณในการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมรถ EV ในระยะยาว
ปัจจุบันบริษัทมีรถให้บริการรวม ได้แก่ รถพลังงานเชื้อเพลิง รถบัส 300 คัน มินิบัส 45 คัน รถตู้ 390 คัน และรถพลังงานไฟฟ้า (EV) รถบัส 5 คัน มินิบัส 21 คัน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ระบุถึงATP30 ว่า สำหรับปี 2569 ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการรายได้จากการให้บริการและกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 848 ล้านบาท และ 63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY และ 7% YoY ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกำไรสุทธิในช่วงปี 2567–2569 ที่ 11% ต่อปี บนสมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยมที่ระดับอัตรากำไรขั้นต้น 21% โดยมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการจาก 1. การรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายลูกค้าใหม่ 2.การเพิ่มสัดส่วนการใช้งานรถไฟฟ้าสู่ระดับ 8.84% ณ สิ้นปี 2568 จาก 2% ณ สิ้นปี 2567 ทั้งนี้ การใช้รถพลังงานไฟฟ้ามีต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำกว่าดีเซลประมาณ 30-50% แม้มีต้นทุนการลงทุนสูงกว่า แต่ช่วยให้มาร์จิ้นดีกว่าและมีระยะเวลาคืนทุนสั้นกว่าการใช้รถสันดาป ซึ่งเป็นผลดีในระยะยาว และ 3. รถใช้น้ำมันที่จะทยอยหมดภาระหนี้และค่าเสื่อมราคาลดลงต่อเนื่องทุกปี ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องและมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่
การประเมินราคาเหมาะสม อิง Prospective PER ที่ระดับ 15 เท่า โดยประมาณกำไรต่อหุ้นสำหรับปี 2569 อยู่ที่ราว 0.095 บาท คำนวณราคาเหมาะสมได้ที่ 1.38 บาท ซึ่งยังมีอัพไซด์จากราคาปิดล่าสุด ขณะที่คาดการณ์ Dividend Yield อยู่ที่ 4.3% ต่อปี จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”