มันโอเค ถ้าจะขออยู่เงียบๆ คนเดียวบ้าง ชวนรู้จักข้อดีของ ‘Social Biome ระบบนิเวศน์ทางสังคมที่สมดุลของการได้อยู่กับตัวเองอย่างมีคุณภาพ ที่ไม่แปลว่าเหงาหรือแปลกแยก
สังคมเรียกร้องให้เราต้องมี ‘ส่วนร่วม’ กับมันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวินาที สมองเราเต็มไปด้วยเรื่องของที่ทำงาน ที่บ้าน ครอบครัว เพื่อนฝูง ฯลฯ จนความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนรอบข้างอาจทำให้รู้สึกเหมือนว่ามีภาระผูกพันบางอย่างที่ไม่สามารถละทิ้งหนีหายไปไหนเฉยๆ ได้ ไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องเวลาส่วนตัวในบางครั้งของเราที่ก็อาจนำมาสู่ความรู้สึกผิด เรากลายเป็นคน ‘Being too available’ สำหรับทุกอย่าง ทุกคน ตลอดเวลา จนสุดท้ายอาจพบว่าแบตเตอร์รี่ในตัวเรามันเหลือน้อยเต็มที
ช่วงวันหยุดยาว ถือเป็นโอกาสดีที่เราอยากชวนทุกคนลองใช้เวลานี้ อยู่กับ ‘Solitude’ หรือการอยู่อย่างสันโดษ ที่ไม่ใช่ในความหมายของความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา หากแต่เป็นการใช้เวลาโมเมนต์เล็กๆ ในแต่ละวัน ‘อยู่กับตัวเอง’ อย่างแท้จริง
จริงๆ แล้วความหมายของ Solitude คือการกลับมาจัดสมดุลระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ที่เรามีกับโลกภายนอก กับตัวเรา ‘ภายใน’ ซึ่งเคยมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันและมาหักล้างว่า การใช้เวลาอยู่กับตัวเองอย่างสันโดษนี้ว่า มันไม่ได้เป็นปัจจัยที่นำพาเราไปสู่ความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว หรือแปลกแยกจากสังคมเสมอไป เพราะมันไม่ใช่การแยกตัวโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการที่เรายังทั้งคอนเน็กต์กับคนอื่น ขณะเดียวกันก็คอนเน็กต์กับตัวเองด้วย
Jeffrey A. Hall ศาสตราจารย์มหาวิทยาแคนซัส ผู้ทำการศึกษาด้านการสื่อสารมาอย่างยาวนาน มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสังคมภายนอกว่ามันเป็นเหมือน ‘ระบบนิเวศน์’ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะฉะนั้นทางเดียวที่เราจะทำได้คือรักษาระบบนิเวศน์ของทั้งสองอย่างนี้ให้มันทำงานสอดคล้องกัน และไม่เป็นพิษต่อกัน
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Social Biome’ หมายถึงระบบนิเวศน์ทางสังคมของเราแต่ละคน ที่มีตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงคนแปลกหน้าที่เราเจอหรือต้องปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งระบบนิเวศน์เหล่านี้ถูกหล่อเลี้ยงด้วย 2 สิ่ง คือการที่เราเชื่อมโยงกันกับคนอื่น กับช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง
แล้วการใช้เวลาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ต้องใช้พลังมหาศาลในตัวเราทั้งนั้น นั่นทำให้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องการช่วงเวลารีเซ็ต รีชาร์จแบตเตอรี่ตัวเองใหม่ อนุญาตตัวเราได้ ‘ตั้งหลัก’ และตระหนักรู้ถึง ‘การมีอยู่’ ของตัวเราเอง ทั้งหมดที่ว่ามา คือความสามารถในการเรียกคืน Solitude ช่วงเวลาแห่งความสันโดษ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นมาเองเฉยๆ แต่เป็นทักษะที่เราต้องฝึก
หา ‘เฉด’ ของการอยู่อย่างสันโดษที่เหมาะกับตัวเอง
ทุกวันนี้เส้นแบ่งของ Solitude ยากขึ้น เมื่อมีโซเชียลฯ มีสิ่งที่เรารู้สึกว่าต้องรับรู้ตลอดเวลา ไม่สามารถปิดสวิชต์จากสังคมไปเลยได้ขนาดนั้น Solitude ก็เลยจำเป็นต้องปรับให้ยืดหยุดกับชีวิตตามไปด้วยโดยการแบ่งออกเป็นเฉดต่างๆ เช่น บางคนอาจเลือกใช้เวลาปลีกวิเวกลำพังคนเดียวไปเลย 100% บางคนอาจเลือกอยู่ลำพังท่ามกลางคนอื่นๆ เช่น นั่งคนเดียวในร้านกาแฟ ในสวนสาธารณะ ฯลน ซึ่งเฉดเหล่านี้เรียกว่า Semi-social
“มันคือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่คุณสร้าง Solitude ขึ้นมา ด้วยประสบการณ์ของคุณเอง ถ้าคุณเจอสิ่งที่เอ็นจอย และพื้นที่ที่ให้คุณได้ทำสิ่งนั้น นั่นถือเป็นเรื่องดี” ผู้เชี่ยวชาญจาก Solitude Lab ที่ทำการศึกษาด้านอารมณ์ ความคิด และประสบการณ์ของมนุษย์ มหาวิทยาลัยเดอแรมในอังกฤษ กล่าว
พื้นที่สีเทาของการอยู่กับตัวเอง
ในการหาเฉดของการอยู่อย่างสันโดษที่เหมาะกับเรา สิ่งที่ต้องระวังอาจเป็น ‘พื้นที่สีเทา’ ของช่วงเวลาสันโดษ แต่ไม่ได้โฟกัสกลับเข้ามาที่ข้างในตัวเองจริงๆ เพราะยังคอนเน็กต์กับโลกภายนอกอยู่ เช่นบ่อยครั้งที่เราก็ยังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย เช็คข้อความ อ่านโน่นอ่านนี่ แปลว่าถึงเราจะใช้เวลาเงียบๆ อยู่ลำพัง ก็ยังมีส่วนร่วมกับคนอื่น หรือ ‘ความคิดของคนอื่น’ ในนั้น ที่พร้อมลีดเราไปทางไหนก็ได้ และเป็นตัวเร้าที่กระตุ้นให้เราต้องตอบสนองมันในเชิงอารมณ์ความรู้สึกและความคิดอ แม้จะไม่ใช่การมีปฏิสัมพันธ์กันในเชิง Physical ก็ตาม แล้วมันก็ทำให้เราไม่ได้รีชาร์จอย่างแท้จริงอยู่ดี
สิ่งที่พอทำได้ดีที่สุดภายใต้การบีบบังคับเหล่านั้น จึงอาจเป็นการสำรวจว่าตอนนี้เราอยู่ในสภาวะที่สงบและผ่อนคลายแล้วหรือยัง หลังจากเจอตัวกระตุ้นต่างๆ จากการเข้าสังคมทั้งทางกายภาพและโลกออนไลน์ฯ ไม่ว่าการเข้าสังคมนั้นจะทำให้สนุก ตื่นเต้น หรือกระตุ้นอารมณ์อะไรก็ตาม เพราะทั้งหมดสามารถนำพาความอ่อนล้าทางอารมณ์มาให้ได้ทั้งนั้น
เคล็ดลับที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำทิ้งท้ายก็คือให้คิดว่า “งานจ๋า เธอไม่สามารถกวนฉันได้ตอนนี้ ความเครียดทั้งหมดเอากองทิ้งไว้สักที่ก่อน หรือให้ลองจินตนาการว่าคุณก็เป็นแค่เด็กเล็กๆ ที่ต้องการเวลาเงียบๆ และสงบโดยไม่ต้องรู้สึกผิด”
ทั้งหมดนี้คือการทำความเข้าใจความหมายของการอยู่อย่างสันโดษใหม่ว่า มันไม่ใช่การปลีกตัว หลบเลี่ยงไม่พบเจอผู้คน เดินหนีจากคนรอบข้าง หรือปฏิเสธสังคม แต่มันคือการให้เวลาตัวเองได้รีชาร์จ เพื่อที่จะกลับมาอยู่กับสังคมอย่างมีเอเนอร์จี้ที่ดีอีกครั้งหนึ่ง
อ้างอิง
https://www.vox.com/the-highlight/482863/alone-time-solitude-social-biome-recharge-batteries
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0092656623000880?via%3Dihub#s0120
บทความต้นฉบับได้ที่ : มันโอเค ถ้าจะขออยู่เงียบๆ คนเดียวบ้าง ชวนรู้จักข้อดีของ ‘Social Biome ระบบนิเวศน์ทางสังคมที่สมดุลของการได้อยู่กับตัวเองอย่างมีคุณภาพ ที่ไม่แปลว่าเหงาหรือแปลกแยก
บทความที่เกี่ยวข้อง
- “I BELIEVE IN YOU, MISS MILLI” พลังแห่งการเชื่อในตัวเองของ ‘MILLI’ แร็ปเปอร์หญิงไทย ‘คนแรก’ ผู้เข้ารอบไฟนอลและได้ที่ 4 ‘Show Me The Money 12’ แม้ไม่มงแต่ชนะใจคนมหาศาล กับเสน่ห์ความเรียลแบบ “โคตรนวย” และแต่ละบทเพลงที่โชว์ก็สะท้อนตัวตนและการมองโลกของเธอ
- มันโอเค ถ้าจะขออยู่เงียบๆ คนเดียวบ้าง ชวนรู้จักข้อดีของ ‘Social Biome ระบบนิเวศน์ทางสังคมที่สมดุลของการได้อยู่กับตัวเองอย่างมีคุณภาพ ที่ไม่แปลว่าเหงาหรือแปลกแยก
- ทำไม ‘ซิงเกิลมัม’ ถึงเป็นเป้าการโจมตีอันดับต้นๆ ของ Manosphere ขณะที่สารคดีดังตั้งข้อสังเกตว่าพวกเธอนี่แหละที่สร้าง Manosphere ขึ้นมา (!?)
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com