‘ดีลอยท์’ ชี้ ‘ประเทศไทย’ ขึ้นแท่นผู้นำยานยนต์พลังงานใหม่ในอาเซียน
The Bangkok Insight
อัพเดต 02 พ.ค. เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. เวลา 06.37 น. • The Bangkok Insight"ดีลอยท์" ชี้ "ประเทศไทย" ขึ้นแท่นผู้นำยานยนต์พลังงานใหม่ในอาเซียน แต่ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและพฤติกรรมเปลี่ยนแบรนด์ สะท้อนการแข่งขันตลาดที่เข้มข้น
ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความพร้อมด้านรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle : NEV) สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้บริโภคไทย 58% พิจารณาซื้อรถยนต์ไฮบริดหรือรถ EV ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยผู้บริโภค 75% คาดว่าจะชาร์จรถที่บ้าน แต่มีเพียง 36% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงจุดชาร์จในที่พักอาศัยได้
พฤติกรรมการเปลี่ยนแบรนด์ในระดับสูงสะท้อนการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการยังคงแข็งแกร่ง และการเปิดรับโมเดลการขายตรงจากผู้ผลิตยังมีจำกัด ขณะเดียวกัน ความต้องการเทคโนโลยียานยนต์เชื่อมต่อ (Connected Vehicles) เพิ่มสูงขึ้น โดยผู้บริโภคไทยมีความกังวลเรื่องการแบ่งปันข้อมูลต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความพร้อมด้านรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้บริโภคไทย 58% ระบุว่ามีแนวโน้มเลือกซื้อรถยนต์ไฮบริดหรือรถ EV ในการซื้อครั้งถัดไป ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาค เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 42.8%
ปัจจัยหลักที่ผลักดันการใช้รถ EV ในประเทศไทย ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิงที่ต่ำลง (50%) ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ (50%) ความเร็วในการชาร์จที่เพิ่มขึ้น (47%) และระยะทางการขับขี่ที่ยาวขึ้น (46%)
ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงาน 2026 Global Automotive Consumer Study: Southeast Asia Perspectives โดยดีลอยท์ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคจำนวน 6,013 คน ใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงผู้บริโภคกว่า 1,000 คนในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม รายงานยังสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภคกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน EV โดยแม้ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ EV 75% คาดว่าจะชาร์จรถยนต์ EV ที่บ้าน แต่มีเพียง 36% ที่สามารถเข้าถึงจุดชาร์จในที่พักอาศัยได้จริง
สำหรับการชาร์จรถยนต์ EV นอกบ้าน ผู้บริโภคไทย 51% แสดงความต้องการใช้สถานีบริการน้ำมันแบบดั้งเดิมที่มีเครื่องชาร์จรถ EV ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการผสานเทคโนโลยีใหม่เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิม ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย 76% ระบุว่าค่าใช้จ่ายในการชาร์จเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกจุดชาร์จสาธารณะ สะท้อนถึงความสำคัญของอัตราค่าบริการที่เข้าถึงได้
"แม้ว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะยังคงเป็นตัวเลือกหลักในระยะสั้นของตลาดส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นผู้นำการใช้รถยนต์ NEV ในภูมิภาค จากความสนใจของผู้บริโภคและปัจจัยตลาดที่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความตั้งใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง จะขึ้นอยู่กับการลดอุปสรรคในประสบการณ์การเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะในด้านการเข้าถึง ความสะดวก และต้นทุนของการชาร์จ ผู้ประกอบการยานยนต์จำเป็นต้องร่วมมือกับผู้ให้บริการพลังงาน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนักวางผังเมือง เพื่อสร้างโซลูชันระบบนิเวศที่จะช่วยขยายการใช้ในวงกว้าง" นายลี ซอง จิน (Lee Seong Jin) Automotive Sector Leader ดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย กล่าว
ผู้บริโภคไทยมีความตระหนักเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการจัดการแบตเตอรี่เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน โดยผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าความรับผิดชอบหลักควรอยู่ที่ผู้ผลิตรถยนต์ (29%) รองลงมาคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ (18%) และผู้ให้บริการรีไซเคิลเฉพาะทาง (16%) สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำหนดบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและกฎระเบียบที่ชัดเจนมากขึ้น เมื่อการใช้งานรถยนต์ NEV เพิ่มมากขึ้น
การเปลี่ยนแบรนด์สูง ขณะที่ความเชื่อมั่นในดีลเลอร์ยังแข็งแกร่ง
ผลการศึกษาพบว่า ตลาดรถยนต์ไทยมีการแข่งขันสูง โดยผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปลี่ยนแบรนด์ในระดับสูง ผู้บริโภคไทยร้อยละ 38 เปลี่ยนแบรนด์รถยนต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย นอกจากนี้ ผู้บริโภค 64% ระบุว่ามีแนวโน้มจะเปลี่ยนแบรนด์ในการซื้อรถยนต์ครั้งถัดไป
ทั้งนี้ การตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลมากขึ้นจากคุณภาพสินค้า (58%) ฟีเจอร์หรือเทคโนโลยีของรถยนต์ (50%) สมรรถนะของรถ (47%) ราคา (44%) และเครือข่ายบริการหลังการขาย (36%)
สิ่งนี้สะท้อนถึงตลาดที่มีความยืดหยุ่นและแข่งขันสูงขึ้น โดยความภักดีต่อแบรนด์กำลังถูกปรับเปลี่ยนตามความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนบทบาทสำคัญของความสัมพันธ์ด้านบริการลูกค้าในการมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ
ทั้งนี้ มีผู้บริโภคไทย 53% สนใจซื้อรถยนต์โดยตรงจากผู้ผลิตผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาค สะท้อนถึงการเปิดรับโมเดล Direct-to-consumer ที่ยังจำกัด
ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถาม 81% เลือกใช้บริการบำรุงรักษากับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค และ "ความเชื่อมั่น" ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกผู้ให้บริการ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ความเชื่อมั่นมีความสำคัญมากกว่าคุณภาพของงานบริการ
ยานยนต์เชื่อมต่อ เทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคต
ผู้บริโภคไทยเริ่มเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์เชื่อมต่อและซอฟต์แวร์มากขึ้น โดย 67% สนใจฟีเจอร์ปรับแต่งด้วย AI นอกจากนี้ ยังมีความเต็มใจที่จะจ่ายบริการเชื่อมต่อ เช่น ระบบติดตามป้องกันการโจรกรรม (84%) ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (80%) และประกันภัยรถยนต์ที่ปรับตามพฤติกรรมการขับขี่ (74%)
แม้แนวโน้มการใช้งานจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคไทยมีความกังวลด้านการแบ่งปันข้อมูลในระดับต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งในด้านข้อมูลจากอุปกรณ์เชื่อมต่อ ตำแหน่งรถ และระบบตรวจสอบภายในห้องโดยสาร
นางสาวจันทิรา จันทราชัยโชติ Consumer Industry Leader ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ความพร้อมด้านรถยนต์ NEV ที่เพิ่มขึ้น พลวัตของความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนไป จนถึงการเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์เชื่อมต่อ ผู้บริโภคมีแนวโน้มเปลี่ยนแบรนด์มากขึ้น เปิดรับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น แต่ยังคงยึดโยงกับความสัมพันธ์ระยะยาวที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น ความสำเร็จของผู้ประกอบการจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความซับซ้อนนี้ โดยผสานกลยุทธ์ เทคโนโลยี การดำเนินงาน และความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้กับลูกค้า ตั้งแต่การเป็นเจ้าของ การบริการ การชาร์จพลังงาน ไปจนถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัล องค์กรที่สามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปสู่การเปลี่ยนผ่านแบบบูรณาการ จะเป็นผู้ชนะในช่วงถัดไปของการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘ดีลอยท์’ ชี้บริษัทไทยขึ้นเงินเดือนลดลง จากแรงกดดันด้านต้นทุน เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น!
- รถ EV แรงไม่หยุด คาดปี 69 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคัน โลดแล่นบนถนนทั่วโลก
- บอร์ดอีวี ปรับเกณฑ์ EV3-EV3.5 จูงใจผลิตส่งออก-ขยายเวลาจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า
ติดตามเราได้ที่