“ดร. เอกนิติ” ยันกู้ 4 แสนล้านบาท สู้สึนามิเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตีเช็คเปล่า
ดร. เอกนิติ เผย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คือกำแพงป้องกัน สึนามิเศรษฐกิจ ยันไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แจงเหตุผลไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพราะไม่คุ้มค่า ย้ำต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดก่อนสายเกินไป ชี้ยาออกฤทธิ์ช้าต้องกินเร็ว ถ้าเปลี่ยนตั้งแต่วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน วันนี้ไม่เดือดร้อน
14 พ.ค. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันต่างจากปี 2540 ที่เป็นวิกฤตค่าเงินและสถาบันการเงิน หรือปี 2552 ที่เป็นวิกฤตจากภายนอกประเทศ โดยวิกฤตครั้งนี้มาเป็นระลอก (Wave) เริ่มต้นจากวิกฤตสงครามที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลต่อมายังวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงและเกิดการขาดแคลน และเมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลต่อค่าขนส่งและต้นทุนการผลิต ซึ่งส่งผลถึงวิกฤตเงินเฟ้อและค่าครองชีพซึ่งปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นหากไม่รีบแก้ไขวงจรนี้จะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจหดตัวและคนตกงาน เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้จนต้องปิดตัวลง จึงเป็นที่มาของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทในครั้งนี้ โดยแบ่งเป็นการนำไปใช้เพื่อการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“ตอนนี้เราป่วยและอาการป่วยไม่เหมือนเดิม เราเห็นแล้วว่าวันนี้เหมือนเป็นมะเร็งที่มีขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 ถ้าปล่อยไปก็จะป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ”
สำหรับในประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามคือ ความจำเป็นของการใช้เงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เนื่องจากประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องพลังงานสูง เพราะต้องนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าถึง 60% หากไม่รีบปรับเปลี่ยน โครงสร้างต้นทุนพลังงานที่สูงจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
“การเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้จะยิ่งสายเกินไป เหมือนกรณีของจีนที่วันนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้เพราะเตรียมการเปลี่ยนผ่านมานับสิบปีแล้ว ในการรักษาโรคยายิ่งออกฤทธิ์ช้า ยิ่งต้องกินเร็ว การรอไปพึ่งงบประมาณปี 2570 เพื่อทำเรื่องการเปลี่ยนผ่าน อาจทำให้สายเกินไปจนคนตายก่อนได้รับยา”
ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ในฐานะที่เคยเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต การลดภาษีในช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมาทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 180,000 ล้านบาท ซึ่งในที่สุดรัฐบาลก็ต้องกู้เงินมาชดเชยอยู่ดี ซึ่งปัจจุบันงบประมาณปกติมีการตั้งงบขาดดุลไว้จนเต็มเพดานแล้ว การออก พ.ร.ก. กู้เงินจึงเป็นทางออกที่ดีกว่า
“จากที่เราลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เราเห็นแล้วว่าการลดภาษีไม่คุ้มค่าและไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ถ้ายังจะต้องมาตอบคำถามหรือว่ามีคนถามอยู่เรื่อยว่าทำไมไม่ทำของเก่าอีกทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่เวิร์ก ก็แปลว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากวิกฤตที่ผ่านมา ถ้าเราเปลี่ยนผ่านมาตั้งแต่วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน วันนี้เราก็ไม่เดือดร้อนแล้ว”
นอกจากนี้การลดภาษีสรรพสามิตเป็นการช่วยแบบเหมาเข่ง ซึ่งคนที่มีกำลังทรัพย์สูงก็ได้รับความช่วยเหลือไปด้วย ดังนั้นสภาวะที่งบประมาณมีจำกัดควรนำเงินไปช่วยกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนจริง ๆ ผ่านโครงการที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) จะมีประสิทธิภาพมากกว่า
“ผมเน้นย้ำว่า พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ นำไปใช้เพื่อการเยียวยาควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด และผมยืนยันว่า พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้นำมาใช้เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้คนตกงานและเป็นการตรียมกำแพงป้องกันสึนามิทางเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึงซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคง โดยการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้นำมาใช้ทั้งในส่วนของการให้ทั้งยาแก้ปวดซึ่งก็คือมาตรการเยียวยา แต่การให้ยาแก้ปวดที่พอหมดฤทธิ์คนไข้ก็กลับมาป่วยใหม่หากสงครามหรือวิกฤตพลังงานยังไม่จบ ดังนั้นจึงต้องเติมวิตามินหรือการเปลี่ยนผ่านที่ช่วยให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นและไม่กลับไปป่วยซ้ำอีกเมื่อเจอวิกฤตในอนาคต”
ดร. เอกนิติ ยืนยันว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าเนื่องจากมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือ การเยียวยาและการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ยังมีกลไกตรวจสอบโดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาโครงการที่จะมาขอใช้เงินกู้
“โครงการต่างๆ ที่จะใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เช่น ไทยช่วยไทย พลัส หรือโครงการของกระทรวงคมนาคมในการเปลี่ยนรถขนส่ง จะต้องถูกนำมาเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาก่อนใช้เงิน ไม่ใช่การให้เงินไปโดยไม่มีรายละเอียดโครงการ”
สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ดร. เอกนิติ ยืนยันว่าไทยช่วยไทย พลัส ยังคงเป็นมาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) เพื่อให้การใช้เงินกู้ที่มีอยู่อย่างจำกัดเกิดประสิทธิภาพ โดยเป้าหมายของโครงการคือการช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อย เช่น แม่ค้าในตลาด หรือร้านค้าเล็ก ๆ ที่กำลังลำบากเรื่องรายได้และค่าครองชีพ
ดร. สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีความเสี่ยง โดยการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจจะดูแลตัวเลข GDP อย่างเดียวไม่ได้ โดยล่าสุดข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าแม้ตัวเลข GDP ของประเทศอาจจะไม่ติดลบ แต่รายได้ของแรงงาน (Labor Income) มีแนวโน้มจะติดลบในปี 2569 ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ เนื่องจากในอดีตรายได้ส่วนนี้มักจะเติบโตเป็นบวกมาโดยตลอด
“ในช่วงปกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รายได้แรงงานของไทยเคยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.7% - 4.8% แต่ในปีที่ผ่านมาการเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1% - 2% และมีโอกาสที่จะติดลบในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำลังซื้อ”