โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯซัด‘AI’คลิปเปิดด่าน เขมรโวยทะเบียนปราสาท

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อนุทิน” โวยคลิปเสียงเปิดด่านเป็น AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำแนวทางไทยยกเลิก MOU 44 ใช้กลไก UNCLOS เขมรรับทราบแล้ว หวังปล่อยตัวคนไทยที่ถูกจับหาของป่า ย้ำสร้างรั้วให้งบกองทัพดำเนินการแล้ว ขณะที่ "ฮุน เซน" ประท้วงไทย ขึ้นทะเบียนโบราณสถานกลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทคะนา อ้างผิดกฎหมายเป็นโมฆะ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีอินฟลูเอนเซอร์กัมพูชาเผยแพร่คลิปเสียงทางโซเชียลมีเดียในลักษณะว่านายกฯ ไทยจะเปิดด่านว่า อันนั้นเป็น AI ชัดๆ อยู่แล้ว ตนพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อเลย ก่อนจะตั้งคำถามว่าเหตุใดวิธีการจึงเริ่มไม่เข้าท่ามากขึ้นทุกวัน อันนั้นเชื่อถือไม่ได้เลย ไม่เคยพูด ยืนยันไม่มีเปิดด่านแน่นอน

ส่วนกรณีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามเจรจาทวิภาคีหลังไทยยกเลิก MOU 44 นั้น นายกฯ ระบุว่า การยกเลิก MOU 44 ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายยกเลิกโดยไม่ต้องขอความตกลงหรือต้องไปรายงานใคร และครั้งที่ตนไปร่วมประชุมอาเซียน ณ กรุงเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการจัดให้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตนก็ได้แจ้งให้ทางนายกฯ กัมพูชาแล้ว ซึ่งทางกัมพูชารับทราบแล้ว และแสดงความผิดหวัง แต่นั่นก็เป็นท่าทีของกัมพูชา และในที่ประชุมก็ยังได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาในถ้อยแถลงของนายกฯ กัมพูชา

พร้อมยืนยันว่า จะใช้กลไกการบังคับให้มีการประนอมข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่น (Compulsory Conciliation) ถือว่าเป็นการรู้กันแล้วว่านั่นคือท่าทีฝ่ายกัมพูชา ส่วนท่าทีฝ่ายไทยก็ใช้กระบวนการตาม UNCLOS และจะเจรจาในรูปแบบไหนก็ยังไม่ได้ตั้งรูปแบบขึ้นมา เพราะประเทศไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร

นายอนุทินยังกล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุม หลังเข้าไปหาของป่าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่คาดว่าจะขึ้นศาลกัมพูชาในวันนี้ว่า ก็มีการประสาน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการลอบข้ามแดนเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจของประชาชนชาวกัมพูชา ทั้งเส้นทางธรรมชาติ ชาวประมง ก็มีการประสานกัน หากดูแล้วไม่ได้เข้ามาเพื่อโจรกรรม หรือทำสิ่งใดที่กระทบกับความมั่นคงของไทย เราก็จะส่งตัวกลับไป จึงหวังว่าถ้าคนของเราไม่ได้ไปกระทำผิดกฎหมายของเขา ส่วนที่คุยกันได้ก็คุยกัน อย่างที่บอกว่าประชาชนไม่เกี่ยว เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาลที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการก่อสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯ ระบุว่า เรื่องกำแพงชายแดนไม่ต้องถามรัฐบาล กองทัพได้รับการจัดสรรและตั้งงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบและอนุมัติไปแล้ว ดังนั้นขั้นตอนการก่อสร้างและรูปแบบต้องไปถามกองทัพ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีหน่วยงานความมั่นคงรับผิดชอบ บางที่เป็นของกองทัพบก ของกองทัพเรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์บริเวณช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจนายอภิรักษ์ บุตรเพชร ที่บ้านพักในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลังเข้าไปหาของป่าแล้วพบกลุ่มทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ว่า ได้ลงไปดูพื้นที่ที่เป็นช่องว่าง เนื่องจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่าทหารกัมพูชาอาจใช้ลักลอบเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว จึงได้พูดคุยกับกองกำลังว่าจะมีการปรับกำลังในการคุมพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ หรือโดรนที่ใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากยิ่งขึ้น

พล.อ.ชัยพฤกษ์เผยว่า ชาวบ้านยืนยันว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในระยะประชิด อีกทั้งภาษากายของทหารกัมพูชาที่เข้ามาก็ค่อนข้างที่จะคุกคาม แต่ชาวบ้านมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงได้เดินออกมาทำให้ทหารกัมพูชาตามไม่ทัน ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทหารกัมพูชาแล้วว่าให้ระมัดระวัง และอย่ากระทำการอะไรก็แล้วแต่ที่กระทบกับคนไทย

"หากไปดูภูมิประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะเป็นพื้นที่ป่า จึงมีโอกาสได้ทั้งเจตนาที่จะเข้ามาหรือเดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาคิดเอาไว้ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาหาของป่าหรือมาลาดตระเวนในพื้นที่ของเรา หรือมาดูว่าทหารของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น"

ส่วนเป็นการละเมิด Joint statement ที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามไว้หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า ถ้าเรามีหลักฐานก็จะดำเนินการ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ยังกล่าวถึงกรณีนายโยชน์ สายน้อย ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับขณะเข้าไปหาของป่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเตือนหรือดูแลอย่างไรว่า ทางกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยายามเร่งรัดและให้ความช่วยเหลืออยู่ ขณะเดียวกันทหารในพื้นที่ก็ได้มีการติดต่อไปเพื่อช่วยเหลือได้รวดเร็วที่สุด จึงขอเตือนชาวบ้านในพื้นที่ว่าการออกไปหาของป่าแม้จะเป็นวิถีชีวิต แต่ขอให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รู้ว่ามีคนไทยออกไปอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะหากออกไปแล้วไม่ได้แจ้ง เมื่อหายไปกว่าจะทราบก็ช้าเกินไป พร้อมยืนยันว่าเราจะพยายามตรวจสอบดูพื้นที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง โดยจะเอาทหารไปดูแล

แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพภาคที่ 2 ระบุถึงกรณีที่มีทหารกัมพูชาเข้ามาพูดคุยกับ “หลวงตาเยื้อน” บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้แจงว่าพื้นที่ดังกล่าวมีแนวเขตแดนที่ชัดเจน รับรู้กันทั้งสองฝ่าย และประเทศไทยไม่ได้สูญเสียดินแดนแต่อย่างใด พร้อมระบุว่าฝั่งตรงข้ามเป็นฐานทหารกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 100 เมตร ขณะที่ฝั่งไทยใช้การลาดตระเวนตามเส้นทางเรียบแนวชายแดนเพื่อดูแลรักษาพื้นที่

ทั้งนี้ ทหารกัมพูชาที่ประจำอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้มีท่าทีห้ามปรามการดำเนินงานก่อสร้างถนนเลียบชายแดนฝั่งไทย โดยกองกำลังสุรนารีได้ประสานงานและพูดคุยผ่านชุดประสานงานชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำหลักการให้แต่ละฝ่ายปฏิบัติอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของตนเองอย่างชัดเจน

สำหรับกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า การก่อสร้างถนนเลียบชายแดนอาจเข้าข่ายการ “เสียดินแดน” นั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันหนักแน่นว่า ประเทศไทยไม่สูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และการพัฒนาเส้นทางคมนาคมบริเวณชายแดนยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ภายใต้กรอบอธิปไตยของไทยอย่างครบถ้วน

ขณะที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชาได้ส่งหนังสือประท้วงและออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับการประท้วงกรณีที่ประเทศไทยขึ้นทะเบียนกลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย และปราสาทหนองคะนา และสถานที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน ในบัญชีรายชื่อโบราณสถานของไทย ขณะที่อ้างว่าโบราณสถานเหล่านี้อยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา

หนังสือประท้วงดังกล่าวระบุว่า “กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชา ประท้วงอย่างรุนแรงและปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อการตัดสินใจของกรมศิลปากรของไทยในการขึ้นทะเบียนกลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทหนองคะนา และโบราณสถานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนและอยู่ในเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชา ในบัญชีรายชื่อโบราณสถานแห่งชาติของไทย”

พร้อมทั้งชี้ว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวนี้ผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ และไม่มีผลทางกฎหมาย ขณะที่ยืนยันว่าการขึ้นทะเบียนโบราณสถานดังกล่าวของไทย ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง และไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงอธิปไตยเหนือดินแดนหรือเป็นเครื่องมือในการกำหนดเขตแดนได้

“ประเด็นเรื่องอธิปไตยและการกำหนดเขตแดนระหว่างกัมพูชาและไทยจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ค.ศ.1907 และตราสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกลไกทวิภาคีที่จัดตั้งขึ้น โดยเฉพาะ MOU 2543, TOR 2003 และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)”

กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชายังชี้ว่า การจดทะเบียนนี้เป็นการพยายามสร้างสถานะทางกฎหมายเทียมขึ้นอย่างผิดกฎหมายเหนือแหล่งโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา และถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา ตลอดจนบ่อนทำลายจิตวิญญาณแห่งการเจรจาอย่างสันติและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเพิกถอนการจดทะเบียนโบราณสถานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้โดยทันที และงดเว้นจากการกระทำฝ่ายเดียวใดๆ ที่บ่อนทำลายความพยายามของกัมพูชาในการหาทางออกอย่างสันติผ่านกลไกแบบทวิภาคี

“ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาที่ค้างคาอยู่ทั้งหมดอย่างสันติ โดยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกแบบทวิภาคีที่จัดตั้งขึ้นอย่างเต็มที่”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...