โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

อดีตผู้บริหารค่ายมือถือ รับทราบข้อหา "ชนแล้วหนี" ตร.ชี้เอาผิดเมาแล้วขับไม่ได้ เหตุเวลาผ่านนาน-ไร้หลักฐาน

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 08.48 น. • RS PCL
อดีตผู้บริหารค่ายมือถือ รับทราบข้อหา “ชนแล้วหนี” ตร.ชี้เอาผิดเมาแล้วขับไม่ได้ เหตุเวลาผ่านนาน-ไร้หลักฐาน ยันไม่ลำเอียง ไม่มีตำรวจชี้นำคดี หรือสนิทฝ่ายคนชน

วันที่ 13 พ.ค. ที่สน.ลาดพร้าว พ.ต.ท.นุสรณ์ กฤติยะโชติ รอง ผกก. (สอบสวน) หัวหน้าพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนคดีที่อดีตผู้บริหารค่ายโทรศัพท์มือถือขับรถชนท้ายพ่อค้าออนไลน์แล้วหนีตั้งแต่วันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ก่อนที่ฝ่ายถูกชนจะไปร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอด

โดยเปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการเชิญให้ฝ่ายคนชนหรืออดีตผู้บริหารค่ายมือถือมารับทราบข้อหาในความผิดฐานขับรถขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหายและข้อหาชนแล้วหนี ซึ่งเป็นการเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหา หลังจากที่ผ่านมาได้นัดหมายให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยไกล่เกลี่ยหลายครั้ง โดยเรียกเจรจาครั้งแรกวันที่ 27 มีนาคม แต่ไม่สำเร็จเพราะต่างฝ่ายต่างผิดนัด รวมทั้งบางนัดก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ทำให้คดีเกิดความล่าช้า

ส่วนที่มีการเชิญให้มาแจ้งข้อกล่าวหาในวันนี้นั้น เป็นการนัดหมายเอาไว้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าบังเอิญมาเป็นประเด็นข่าวเมื่อวานนี้ หลังจากที่ผู้เสียหายได้ไปร้องเพจสายไหมต้องรอด

สำหรับประเด็นที่คนชนอ้างว่า ไปผิดสถานีตำรวจถึง 3 วัน ก่อนค่อยมาที่ สน.ลาดพร้าว นั้น เบื้องต้นฝ่ายคนชนอ้างว่าไม่มีเจตนาจะหลบหนี เพียงแต่ว่าเช้าวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุ ได้เดินทางไปที่ สน.โคกคราม ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดและไปผิดท้องที่ แล้วหลังจากนั้นอีก 3 วันต่อมาถึงค่อยมารายงานตัวกับพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว เพราะมารู้ที่หลังว่าเป็นท้องที่ที่เกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่ปรากฏในคลิปต้องสงสัยว่าคนชนนั้นเมาแล้วขับหรือไม่นั้น ยอมรับว่าผ่านมาแล้วหลายเดือน ไม่สามารถที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายได้แล้ว ซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหาเมาแล้วขับนั้น ต้องมีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายประกอบสำนวน รับว่าเมื่อไม่มีหลักฐานส่วนนี้ ก็ไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหามาแล้วขับได้

แต่ถึงอย่างไร จากพฤติการณ์ที่ชนแล้วหนี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็สามารถมาเอาผิดกับคนชนได้เช่นกัน ทั้งนี้ไม่อาจทราบเจตนาในใจของฝั่งคนชนได้ว่า ที่หายไป 3 วันเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ผิดในข้อหาชนแล้วหนีอยู่แล้ว

ส่วนคดีทำร้ายร่างกายนั้น เป็นคดีที่ฝั่งคนชนได้แจ้งความกลับฝั่งผู้ถูกชนว่ามีการทำร้ายร่างกาย ซึ่งฝั่งคนชนอ้างว่ามีพยานหลักฐานเป็นกล้องหน้ารถของตัวเองและคลิปวีดีโอของคนถูกชน รวมทั้งได้นำพยานหลักฐานเป็นใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลที่ตรวจร่างกายหลังเกิดเหตุมายืนยันกับพนักงานสอบสวน

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเป็นเพียงแค่ประกอบการรักษาเพื่อลาหยุดงาน ไม่สามารถนำมาใช้ประกอบสำนวนคดีการทำร้ายร่างกายได้ ต้องเป็นใบรับรองแพทย์จากแพทย์นิติเวชเท่านั้น ดังนั้น ฝ่ายคนชนจะต้องไปตรวจร่างกายกับแพทย์นิติเวช เพื่อให้ได้ใบรับรองแพทย์จากแพทย์นิติเวชมาเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกาย เบื้องต้นจึงยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาฝั่งคนถูกชนในเรื่องทำร้ายร่างกาย

ทั้งนี้แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วหลายเดือน ทางแพทย์นิติเวชก็สามารถนำข้อมูลการรักษาจากเวชระเบียนของแพทย์ผู้ทำการรักษาคนชนมาพิเคราะห์และออกใบรับรองแพทย์นิติเวชให้ได้

สำหรับประเด็นที่ผู้ถูกชน เรียกค่าเสียหายเป็นหลักแสนบาทนั้น ส่วนตรงนี้เป็นประเด็นทางแพ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับคู่กรณีจะเรียกค่าเสียหายและประเมินจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หากเจรจากันไม่เป็นผล ก็ค่อยดำเนินการขึ้นศาลแพ่งต่อไป

ส่วนที่ฝั่งคนถูกชนติดใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่พูดชี้นำการเจรจานั้น เปิดเผยว่าในการเจรจาไม่เคยมีการชี้ช่องแต่อย่างใด เพียงแต่อธิบายให้ฟังคนถูกชนเข้าใจว่า ถ้าฝั่งคนชนได้มาพบกับตำรวจในคืนนั้นหรือมาแจ้งว่าไปขับรถชนคนอื่นมา ก็จะไม่ผิดเรื่องชนแล้วหนี แต่ในเมื่อไม่มาพบตำรวจในคืนนั้น ก็จะมีความผิดฐานชนแล้วหนี

ขณะเดียวกัน ทางตำรวจก็ไม่ได้มีการลำเอียงหรือเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง โดยเฉพาะที่สงสัยว่าจะเข้าข้างฝั่งคนชนที่เป็นถึงอดีตผู้บริหารค่ายมือถือหรือไม่ แล้วก็เป็นฝั่งคนชนที่ไม่ได้มาตามนัดด้วยซ้ำ จนต้องออกหมายเรียก จึงยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีการช่วยเหลือทางคดีกับใครแต่อย่างใด พร้อมให้ความเป็นธรรมกันทุกฝ่าย

พร้อมทั้งยืนยันว่า ฝั่งคนชนไม่ได้เป็นเพื่อนกับสารวัตร สน.ลาดพร้าว ตามที่ฝ่ายถูกชนเข้าใจ ซึ่งได้มีการสอบถามสารวัตรนายดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่อาจจะเป็นการเข้าใจผิดจากการที่สารวัตรนายนี้มักจะยิ้มแย้มเวลาพูดคุยกับทุกคน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของข้าราชการตำรวจที่มีอัธยาศัยดีกับประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...