นายกฯ เปิดขบวนการกักตุนน้ำมัน แฉมีปล่อยเรือลอยคอกลางทะเล รอประกาศขึ้น หวังกินส่วนต่าง สั่ง DSI ฟันไม่เลี้ยง
‘นายกฯ’ เผย พบขบวนการกักตุน – ค้ากำไรเกินควร – ลักลอบส่งออกน้ำมัน แฉ ลอยเรือกลางทะเลหวังรอประกาศขึ้นราคาก่อนฟีดเข้าระบบ ชี้ รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ มอบ ‘ดีเอสไอ’ รับเป็นคดีพิเศษ สั่ง ฟันผิดเฉียบขาด พร้อมให้ความมั่นใจสงกรานต์น้ำมันไม่ขาด ขอประชาชนเดินทางกลับบ้านเฉลิมฉลองมีความสุข
เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 3 เมษายน ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำแถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า การแถลงวันนี้เพื่อต้องการชี้แจงในส่วนของการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงความพยายามปราบปราม ผู้ที่พยายามกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ หรือผู้ที่ทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาสในการทำให้น้ำมันของประเทศถูกนำไปขายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขการป้องกันปราบปรามการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 ทำการตรวจสอบติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุน จนทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน ซึ่งตนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยยึดหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ หากพบว่าเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหน ก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด ซึ่งตนได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลางที่รับน้ำมันจากผู้ค้าหรือจ็อบเบอร์
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุน และหากำไร ดังนี้ 1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น 2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน และ 3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เกี่ยวกับปริมาณของน้ำมันของเรือขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน และขยายผล
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนความผิดปกติที่ได้รับการตรวจพบจากการรายงานปริมาณน้ำมัน จากหน่วยตรวจสอบคือกรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงานกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะตรวจสอบยืนยันจากฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศร.ชล. และจะขยายผลการตรวจสอบจากทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่
“การกระทำทั้งหมดเป็นการค้ากำไรเกินควร จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เอาไปสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันลิตรละ 17 บาท เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการสนับสนุนประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย และผู้สัญจรตามท้องถนน ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุนลักลอบน้ำมันของไทยไปขายยังต่างประเทศ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตนจะมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีอย่างเฉียบพลันต่อไป ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอยืนยันต่อประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อน และให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่กับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ตนมีข้อสั่งการให้ รมว.ยุติธรรม และรมว.กลาโหม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราเห็นแล้วว่าในยุคที่มีวิกฤตขนาดนี้ยังมีคนที่พยายามเอาเปรียบประชาชน เห็นแก่เล็กน้อยสร้างความเดือดร้อนเพิ่มภาระให้ประชาชน เป็นเหตุผลที่เราต้องร่วมมือกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คาดว่าจะสามารถหยุดการกระทำอันผิดกฎหมายนี้ได้ หากทำได้สำเร็จผลที่จะเกิดขึ้นคือน้ำมันที่ใช้กันปกติก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ใช้อยู่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่เมื่อเกิดวิกฤตการสู้รบในตะวันออกกลาง รัฐบาลพยายามทำให้สถานการณ์เป็นปกติไม่ให้มีน้ำมันขาดแคลน แต่ปรากฏว่าปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 67 ล้านลิตร เป็นเกือบ 90 ล้านลิตรต่อวัน แสดงว่ามีการซื้อขายน้ำมันออกจากระบบจำนวนมาก ส่วนที่เกินไปเกือบ 20 ล้านลิตร เมื่อได้ตรวจสอบจากระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต และภาคอุตสาหกรรม ไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ ว่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจะต้องใช้น้ำมันมากถึงขนาดนี้จึงสันนิษฐานว่าจะต้องเกิดการลักลอบกักตุนเกิดขึ้น รัฐบาลจึงมีการบูรณาการทีมปราบปรามตรวจสอบจนพบว่ามีสิ่งผิดปกติ ขอย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ปริมาณน้ำมันในประเทศถูกควบคุม และใช้ในประเทศให้มากที่สุด
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการในทุกส่วน ทั้งส่วนที่จะต้องช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าน้ำมันก็ดำเนินการอยู่ รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันให้ประชาชนได้เติมในรูปแบบการใช้งานปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันหยุดสงกรานต์ ขอให้เชื่อมั่นว่าจะมีน้ำมันรูปแบบต่างๆ ให้บริการประชาชนได้อย่างปกติ ขอประชาชนว่าอย่าตื่นตระหนกว่าน้ำมันจะขาด ถ้าเราใช้ปกติไม่ไปใส่เผื่อถังหรือแกลลอนไปตุนเอาไว้ น้ำมันจะมีให้บริการเหมือนกับทุกปี ซึ่งปีนี้มีการป้องกันโดยการประสานงานไปยังผู้ประกอบการตามมาตรา 7 และ มาตรา 10 ให้สแตนด์บายรถขนส่งน้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์มากเป็นพิเศษ ปกติจะมีการกำหนดเวลาขนส่งน้ำมันเอาไว้ แต่ในกรณีของปีนี้เพื่อให้ประชาชนคลายความกังวลมากที่สุด จึงมีการยกเว้นระเบียบให้รถขนส่งน้ำมันว่าถ้ามีการร้องขอจากสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ในเวลาใดก็ตามจะเติมได้อย่างทันทุกที แต่ถ้าทุกคนกังวลไปตุนเติมใส่ถังใส่แกลลอนกลับบ้าน จะทำให้เกิดการขาดน้ำมันที่ให้บริการแน่นอน จึงขอให้ทุกคนใช้ตามภาวะปกติ ขอให้ทุกท่านได้เตรียมวางแผนการกลับภูมิลำเนาไปฉลองกับครอบครัวให้มีความสุข ส่วนรัฐบาลจะดำเนินการป้องกันปราบปรามดำเนินคดี ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความมุ่งมั่นที่จะป้องกันปราบปรามไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการกระทำที่เอารัฐเอาเปรียบประชาชนในสถานการณ์ที่เป็นภาวะวิกฤตพลังงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ศบก.ที่ถูกตั้งโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ที่กำลังจะสิ้นสุดวาระลง ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะมีการตั้ง ศบก.ชุดใหม่ขึ้นตามกฏหมายทุกอย่าง ศบก.รองแรกเน้นเรื่องการบริหารจัดการว่าจะต้องมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ในประเทศไม่ให้มีการขาดแคลน ขณะที่ ศบก. ชุดรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามานี้จะเน้นมาตรการช่วยเหลือประชาชน เน้นการบริหารจัดการปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน ซึ่งจะมีภารกิจเพิ่มเติมมากขึ้นกว่า ศบกฆ ชุดเดิมเรียกได้ว่าเป็นศบก.พลัส ที่จะมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับที่จะต้องประคับประคองสถานการณ์นี้ต่อไป
ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่มีทรัพยากรน้ำมันเป็นของตัวเองต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียว แต่เรามีโรงกลั่น สิ่งเดียวที่สามารถสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนได้คือเรามีโรงกลั่นมีหน่วยงานที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง เช่น ปตท. และบริษัทในเครือ มีการประสานงานเชื่อมข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ เป็นการสร้างความมั่นใจว่ามีช่องทางที่จะหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่นให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งความสามารถในการกลั่นของประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 80 ล้านลิตรต่อวัน แต่ทุกวันนี้ด้วยความกังวลทำให้ปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 85-86 ล้านลิตรต่อวัน ขณะนี้เราสั่งน้ำมันดิบโดยคอนเฟิร์มออเดอร์ไปแล้ว โดยจะมีการส่งเข้ามาเป็นปกติไปจนถึงต้นเดือนมิ.ย.แล้ว ซึ่งจะใช้วิธีการจัดซื้อหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีการติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทาง บางทีไม่ได้พูดไม่ได้แถลงออกมาเยอะ เพราะบางเรื่องเป็นความลับที่จะต้องมีความมั่นใจก่อน ว่าเราปฏิบัติได้ปฏิบัติสำเร็จแล้วไม่ให้เกิดข่าวรั่วไหลจึงจะออกมาแจ้ง ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้นปกปิดข้อมูลใดๆ กับพี่น้องประชาชนเลยแม้แต่นิดเดียว และขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลคำนึงถึงประชาชนเป็นลำดับแรกเสมอ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายกฯ เปิดขบวนการกักตุนน้ำมัน แฉมีปล่อยเรือลอยคอกลางทะเล รอประกาศขึ้น หวังกินส่วนต่าง สั่ง DSI ฟันไม่เลี้ยง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th