โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ทศพร บุณยพิพัฒน์’ ถอดบทเรียนวิกฤตปิโตรฯ โอกาสสู่ Bio

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 31 นาทีที่แล้ว

สงครามในตะวันออกกลางนอกจากจะสร้างปัญหาราคานํ้ามันแล้ว ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่สำคัญอย่างปิโตรเคมีอีกด้วย

“นายทศพร บุณยพิพัฒน์” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” โดยย้อนอดีตว่า เป็นความโชคดีของประเทศไทยที่เมื่อ 40 ปีที่แล้วประเทศไทยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอาไว้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไทยมีการลงทุนมหาศาล เรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ครบวงจรและเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพมากในภูมิภาคนี้ จึงมีความยืดหยุ่นสูง อย่างไรก็ตามวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซในครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทั้งโลก ก็ต้องติดตามว่าไทยจะรับมือได้แค่ไหน อย่างไร

ไทยศักยภาพมากสุดในภูมิภาค

ถ้าย้อนกลับไปกว่า 40 ปีก่อนเราได้วางโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมัน ลงมาถึงเคมีภัณฑ์ และต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ต้องบอกว่าเราได้ปรับเปลี่ยนสถานะจากเดิมที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลาสติก มาเป็นผู้ส่งออกโดยปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิต 8.4 ล้านตันต่อปี เราใช้เองประมาณ 40-50% หรือประมาณ 4.9 ล้านตัน ส่วนอีก 50-60% จะส่งออก ก็ต้องบอกว่า สถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งโลก

สิ่งที่กระทบเราจริง ๆ คือในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 เกิดข้อจำกัดด้านการขนส่งวัตถุดิบ โดยเฉพาะแนฟทา วัตถุดิบสำคัญในการผลิตปิโตรเคมี หลายแห่งจึงต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดการผลิตไปเลย

อีกด้านหนึ่ง คือ ราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันปรับขึ้นไปเกือบ 120-130 เหรียญต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการไปซื้อวัตถุดิบ เช่น แนฟทาจะเจอทั้งพรีเมี่ยมและค่าประกันภัยต่าง ๆ และสิ่งนี้ก็สะท้อนลงไปในราคาสินค้า จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ยังขึ้นอยู่ต่อเนื่องขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว

หวั่นน้ำมันขาขึ้น-รับไม่ไหว

ส่วนคำถามที่ว่า เม็ดพลาสติกขาดหรือไม่ขาด ต้องบอกว่าประเทศไทยมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งมาก ไทยผลิตเม็ดพลาสติกมีอยู่ประมาณ 7-8 ชนิด โดยตัวหลัก ๆ ที่มีบทบาทมากในประเทศ คือ พอลิเอทิลีน (PE) ซึ่งเป็นวัสดุที่เราเห็นในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น ถุง ถัง กะละมัง และของใช้ต่าง ๆ อีกแบบหนึ่ง คือ พอลิโพรพิลีน (PP) มีบทบาทเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่อาหาร ถุงแกง หรือบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ อีกชนิด คือ PET ใช้ทำขวด เช่น ขวดน้ำและขวดน้ำมันพืช เม็ดพลาสติกที่เรากำลังพูดถึง ประเทศไทยผลิตได้ประมาณ 8.4 ล้านตันต่อปี โดยใช้ในประเทศ 4.9-5 ล้านตัน ที่เหลือเป็นการส่งออก

ขณะเดียวกันมีผู้ประกอบการบางส่วนที่นำเข้าเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศด้วย และในช่วงแรกของวิกฤตทุกประเทศต่างก็หันมาดูแลความต้องการภายในประเทศ อันดับหนึ่งคือ ต้องดูแลในประเทศก่อน เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการบางรายที่นำเข้าเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศก็อาจถูกยกเลิกออร์เดอร์ และต้องพยายามหาสิ่งทดแทนหรือหาเม็ดพลาสติกมาทดแทน

แต่ในช่วงที่เกิดภาวะฉุกเฉิน ออร์เดอร์ที่ Commit ไว้แล้วจึงเกิดภาวะชะงักงันขึ้นในช่วงนั้น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ต้องบอกว่าเม็ดพลาสติก เช่น PE ไม่ได้ขาด ส่วนที่ตึงตัวบ้างคือ PP สำหรับ PET ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากมีผู้ผลิตหลัก เช่น อินโดราม่า และไทยเพ็ทเรซิน ซึ่งทั้งสองรายก็เป็นสมาชิกในกลุ่ม และยืนยันว่าสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว โรงงานบางแห่งที่เคยหยุดผลิตก็สามารถเดินเครื่องได้อีกครั้งตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่ปัญหาอยู่ที่ความผันผวนของราคา ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะปลายทางมีความกังวลเรื่องราคา ส่งผลให้ส่วนใหญ่ชะลอการสั่งซื้อหรือสั่งซื้อในปริมาณน้อยลง และเมื่อปลายทางชะลอก็สะท้อนกลับมาถึงผู้แปรรูปด้วย สิ่งที่น่ากังวลคือ แนวโน้มราคายังปรับขึ้นต่อเนื่อง เพราะน้ำมันดิบผันผวนมาก กลัวว่าหากถึงจุดที่แม้แต่ผู้ผลิตเองเริ่มไม่มั่นใจว่าราคาสูงเกินกว่าที่จะรับได้ ก็จะส่งผลกระทบในวงกว้าง

ปรับตัวรับมือทั้งสั้น-ยาว

เรื่องราคาน้ำมันมีความเกี่ยวโยงกับความมั่นคงทางพลังงาน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญของประเทศ ส่วนปิโตรเคมีก็เป็นผลที่ตามมา ซึ่งสิ่งที่เราพยายามทำ คือ หารือกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายใน โดยผู้ประกอบการทั้งผู้ผลิตเม็ดพลาสติก ผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่พลาสติกมาหารือกัน และประกาศให้สินค้า 5 กลุ่มเป็นสินค้าควบคุม เช่น กล่องใส่อาหาร ถุงแกง ถุงหิ้ว ถุงขยะ ถุงดำ และกระสอบปุ๋ย กำหนดให้ผู้ผลิตไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกหรือผู้แปรรูปต้องรายงานข้อมูลตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย

วัตถุประสงค์อย่างเดียวคือ ให้แน่ใจว่าสินค้าไม่ขาด แต่คุมปริมาณ ไม่ได้ควบคุมราคา เรื่องนี้ได้เรียนกับทางภาครัฐตลอดเวลาว่า พวกเรายินดีให้ความร่วมมือและมีความโปร่งใสอยู่แล้ว ขอให้สบายใจได้ว่าไม่มีการกักตุนสินค้า แต่ในส่วนของผู้ผลิตเองราคาน้ำมันก็ปรับขึ้น ซึ่งเป็นความจำเป็น เพราะหากไม่ต้องการให้เกิดการกักตุนกลไกปลายทางก็ควรสอดคล้องกัน เนื่องจากต้นทุนเม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าขนส่งที่มีปัญหา คำถามคือ ผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือไม่ ซึ่งจริง ๆ ควรปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ยืนยันว่าจากนี้จนถึงไตรมาส 3 ไทยยังมีพลาสติกใช้ เราโชคดีที่มีการบริหารจัดการที่ดี

วางแผน 3 ระยะแก้ปัญหา

ในระยะยาวอุตสาหกรรมยังคงเชื่อมโยงกับพลังงานและน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเงื่อนไขของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด เราพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลักซึ่งวันนี้การนำเข้าค่อนข้างติดขัด จึงต้องหาแหล่งอื่น โดยขอความช่วยเหลือจากภาครัฐหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มเติม ในแบบทวิภาคี หรือ G2G รวมถึงด้านพิธีการศุลกากรที่มีความซับซ้อน ยุ่งยาก ให้คล่องตัวขึ้น และค่าเซอร์ชาร์จต่าง ๆ ด้านโลจิสติกส์ที่ค่อนข้างแพง ทำอย่างไรให้มีสิทธิประโยชน์ ใช้ระบบภาษีมาช่วยอีกทางหนึ่ง

ขณะเดียวกันในระยะสั้นกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีได้หารือร่วมกัน อย่างแรกคือ ต้องวางแผนการผลิตให้ดี เลือกผลิตสิ่งที่จำเป็นก่อน จากนั้นก็ช่วยกันพิจารณาว่าสิ่งไหนไม่จำเป็น เช่น ชิ้นส่วนเล็ก ๆ อย่างพลาสติกครอบฝาขวด บางชนิดที่ไม่จำเป็นก็อาจไม่ต้องใช้ หรือกรณีขวดน้ำที่มีฉลาก ซึ่งต้องใช้การพิมพ์สี โดยต้องใช้วัตถุดิบอย่าง IPA (ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์) ที่ต้องนำเข้าและขณะนี้ค่อนข้างขาดแคลน จึงหารือกันว่าอาจลดเหลือสีเดียวเพื่อประหยัดวัตถุดิบ

ในระยะกลาง สิ่งที่เราพยายามทำคือ การมองหาแหล่งวัตถุดิบจากประเทศอื่นเพิ่มเติม เพราะวัตถุดิบเป็นปัจจัยหลักของการผลิตพลาสติก และนี่ก็ถือเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเฉพาะเรื่องรีไซเคิลและไบโอพลาสติก เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นขุมทรัพย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก แต่ในไทยเรามีการนำขวดมารีไซเคิลยังไม่ถึง 30% เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นโอกาส นี่คือแผนปรับตัวในระยะยาว ซึ่งเราได้ทำข้อเสนอผ่าน ส.อ.ท.ไปยังภาครัฐแล้ว

เดินหน้าสู่ไบโอและรีไซเคิล

เรื่องรีไซเคิลพลาสติกเราคาดหวังว่าประเทศไทยจะเป็นฮับสำคัญ ปัญหาคือ โรงงานรีไซเคิลมีเยอะมาก แต่ยังไม่ได้มาตรฐาน Food Grade และการนำขยะพลาสติกกลับเข้ามาสู่ระบบ ผมเชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมได้วางโครงสร้างไว้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ประชาชนต่างหากจะต้องรู้ว่าวันนี้พลาสติกที่ถืออยู่ในมือจะใช้มันอย่างคุ้มค่าได้ยังไง ใช้อย่างมีความรับผิดชอบ นำกลับเข้าระบบได้ยังไงนั่นคือการคัดแยกขยะ ซึ่งตอนนี้ผู้ว่าฯ กทม.ได้เริ่มส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า

ครั้งนี้มันเป็นบทเรียนที่สำคัญของโลก และมันทำให้เราต้องเร่งไปสู่เรื่องไบโอพลาสติกเร็วขึ้น จริง ๆ แล้วประเทศไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ เพราะเราเป็นประเทศเกษตร แต่มันต้องอาศัยความร่วมมือกัน เพราะคำว่าไบโอ ราคาไม่ถูก เรื่องราคาก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญ

มันจะเหมือนตอนที่เรากำลังจะก้าวข้ามระหว่างสิ่งที่เป็นฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด สิ่งที่สำคัญคือ เราจะต้องค่อย ๆ ทำ เราไม่สามารถเปลี่ยนหรือพลิกได้ภายในข้ามคืน การจะเปลี่ยนจากฟอสซิลไปเป็น Bio Base ทั้ง 100% จะกลายเป็นว่าเราไปแยกทรัพยากรจากภาคเกษตรดังนั้นเรื่องนี้ต้องหาจุดสมดุล

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ทศพร บุณยพิพัฒน์’ ถอดบทเรียนวิกฤตปิโตรฯ โอกาสสู่ Bio

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...