นักวิเคราะห์การลงทุน มอง GDP ไทยปี 69 โต 1.72% ชี้สงคราม–น้ำมัน กดดันตลาด ลุ้น SET ปิด 1,516 จุด
สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เผยผลสำรวจ 25 สำนัก มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตจำกัด แม้การเมืองในประเทศ–เงินทุนไหลเข้าหนุน แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันสูง กด EPS ตลาดเหลือ 87.64 บาท แนะกระจายพอร์ตเน้นหุ้น Defensive–ต่างประเทศ คาด SET แกว่งกรอบ 1,310–1,570 จุด
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 25 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนปี 2569 โดยสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก แม้มีแรงหนุนบางส่วนจากปัจจัยภายในประเทศ
ทั้งนี้ผลสำรวจโดยสรุป บนสมมติฐานหลัก ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 80.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ การเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทยปี 2569 มีผู้คาดการณ์ต่ำสุดที่ 1.5% และผู้คาดการณ์สูงสุดที่ 2% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.72% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.67% ในการสำรวจครั้งก่อน (ม.ค. 2569)
ขณะที่ Risk-free rate (อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง) อยู่ที่ 2.04% และ Risk premium (ส่วนชดเชยความเสี่ยง) ของตลาดหุ้นไทยเฉลี่ย 8.07% ซึ่งยังสะท้อนระดับความเสี่ยงของตลาดที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนถึงสิ้นปี 2569 นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยบวกหลักมาจาก “เสถียรภาพการเมืองในประเทศ” ซึ่งมีผู้ตอบถึง 92% มองเป็นบวก รองลงมาคือกระแสเงิน ทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ 76%
ขณะที่ปัจจัยลบมีน้ำหนักมากกว่า โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งมีผู้ตอบ 92% มองเป็นแรงกดดันสำคัญ ตามด้วยราคาน้ำมันโลก (84%) การลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศเศรษฐกิจหลัก (72%) และความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย (60%)
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาส 2 ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเงินทุนและความเชื่อมั่นตลาด
ในมุมมองอัตราดอกเบี้ย นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ 70.83% คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทรงตัวที่ระดับ 1% ไปจนถึงสิ้นปี ขณะที่ 25% มองว่ามีโอกาสปรับลดลงสู่ 0.75% สะท้อนแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจ
ด้านทิศทางตลาดหุ้นไทย นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 87.64 บาทต่อหุ้น จากเดิม 91.17 บาท และคาดอัตราการเติบโตของกำไร (EPS Growth) อยู่ที่ 4.76%
สำหรับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) คาดว่าทั้งปีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,310–1,570 จุด และมีโอกาสปิดสิ้นปีที่ระดับ 1,516 จุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์แนะนำให้กระจายพอร์ต โดยให้น้ำหนักหุ้นไทย 27% หุ้นต่างประเทศ 26.8% ตราสารหนี้ 17.4% และเงินสด 14.82% ขณะที่ทองคำอยู่ที่ 9.08% และอสังหาริมทรัพย์/REIT เพียง 3.7%
สำหรับการลงทุนต่างประเทศ แนะนำกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI, Data Center และ Semiconductor รวมถึงกลุ่มพลังงานนิวเคลียร์ และโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ขณะที่หุ้นไทยที่ได้รับคำแนะนำจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก ได้แก่
ADVANC มองว่ากำไรมีการเติบโตดี ธุรกิจไม่อิงปัจจัยภายนอกมากนัก
AMATA คาดยอดขายที่ดินปีนี้กลับมาเพิ่มขึ้น มาร์จิ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง ซึ่งหนุนรายได้และกำไรต่อเนื่อง
BDMS แนวโน้มผลประกอบการดี มีโอกาสฟื้นตัวหลังสงครามตะวันออกกลางจบ
GULF แนวโน้มกำไรปกติปี 2569 มีโอกาสเติบโตจากปีก่อน ได้ทุกไตรมาส จากการรับรู้รายได้โครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ที่ COD เพิ่มเติมต่อเนื่อง และคาดว่าความพร้อมจ่ายในตลาดไฟฟ้าของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่เติบโตต่อเนื่อง และการรับรู้เงินปันผลจาก KBANK เพิ่มขึ้นจากปี 2568 หลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 5% เป็น 10%
KTB มองว่ากำไรมั่นคง ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ มีปันผลสูง
TRUE อยู่ในกลุ่มสื่อสารที่เป็น Defensive & Dividend Play ซี่งเหมาะกับการลงทุนในช่วงที่สินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกกำลังกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังเป็นกลุ่มที่กำไรปีนี้มีการเติบโต จากโครงสร้างรายได้ที่ไม่ถูกกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หรือภาวะสงคราม และต้นทุนที่ลดลงตามต้นทุนค่าคลื่นที่ถูกลง
ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มก่อสร้าง โรงไฟฟ้า และสายการบิน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ เกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น
1.เสนอการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน (TISA) และการปรับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) และกลุ่ม Deep Tech และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยี/ AI
2.เสนอให้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบขนส่งทางราง เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ
3.เสนอนโยบายช่วยเหลือภาคประชาชน ได้แก่ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ลดค่าครองชีพ พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มกำลังการบริโภคในประเทศและการใช้จ่ายของประชาชน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิเคราะห์การลงทุน มอง GDP ไทยปี 69 โต 1.72% ชี้สงคราม–น้ำมัน กดดันตลาด ลุ้น SET ปิด 1,516 จุด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th