โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลพบ “ดาวหางจิ๋ว” หมุนกลับทิศทางเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

SPACEMAN

อัพเดต 27 มีนาคม 2569 เวลา 16.21 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

นักดาราศาสตร์ค้นพบปรากฏการณ์สุดประหลาดเมื่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ของนาซา ตรวจพบหลักฐานว่าดาวหางดวงจิ๋วที่มีชื่อว่า 41พี/ทัตเทิล-จาโกบีนี-เครซัก (41P/Tuttle-Giacobini-Kresák) ได้ชะลอความเร็วในการหมุนรอบตัวเองลงจนเกือบหยุดนิ่ง ก่อนที่จะหมุนกลับไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นับเป็นครั้งแรกที่มีการสังเกตพบดาวหางเปลี่ยนทิศทางการหมุนรอบตัวเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางกายภาพที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารดิแอสโทรโนมิคัลเจอร์นัล (The Astronomical Journal) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

ดาวหาง 41P เป็นดาวหางที่คาดว่ามีต้นกำเนิดมาจากแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ซึ่งอยู่บริเวณขอบนอกของระบบสุริยะ ก่อนจะถูกแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีดึงดูดให้เข้ามาในวงโคจรปัจจุบัน ทำให้มันเดินทางเข้ามาเยือนระบบสุริยะชั้นในทุก ๆ 5.4 ปี หลังจากที่ดาวหางดวงนี้โคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อปี พ.ศ. 2560 นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันมีการหมุนรอบตัวเองที่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจากหอดูดาวนีลเกห์เรลส์สวิฟต์ (Neil Gehrels Swift Observatory) ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 ระบุว่าดาวหางหมุนช้าลงถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับข้อมูลที่บันทึกไว้เมื่อสองเดือนก่อนหน้า

แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่บันทึกไว้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 กลับพบว่าดาวหางกลับมาหมุนเร็วขึ้นอีกครั้ง โดยใช้เวลาครบรอบเพียง 14 ชั่วโมง เทียบกับ 46 ถึง 60 ชั่วโมงในข้อมูลก่อนหน้า คำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ ดาวหางได้ชะลอการหมุนจนเกือบหยุดนิ่ง และถูกบังคับให้หมุนไปในทิศทางตรงข้ามจากอิทธิพลของแก๊สที่พุ่งออกมาจากพื้นผิว

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กลไกนี้คล้ายกับการที่เราใช้มือผลักม้าหมุน หากม้าหมุนกำลังหมุนไปทางหนึ่ง แล้วเราออกแรงผลักสวนทาง มันจะค่อย ๆ ช้าลงและเปลี่ยนไปหมุนในทิศทางตรงกันข้าม ในกรณีของดาวหาง เมื่อมันเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ความร้อนจะทำให้น้ำแข็งบนดาวหางเกิดการระเหิดกลายเป็นแก๊สพุ่งออกมาสู่อวกาศ

ลำแก๊สเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนไอพ่นขับดันขนาดเล็ก หากลำแก๊สกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ มันก็จะสร้างแรงบิดที่สามารถเปลี่ยนทิศทางการหมุนของดาวหางได้อย่างมหาศาล ซึ่งนิวเคลียสหรือแกนกลางของดาวหาง 41P มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้มันถูกแรงบิดจากลำแก๊สเหล่านี้รบกวนและเปลี่ยนทิศทางได้ง่าย

ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปโครงสร้างของดาวหางมักใช้เวลาเปลี่ยนแปลงนับร้อยปีขึ้นไป แต่สำหรับ 41P การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า หากดาวหางหมุนเร็วเกินไป แรงหนีศูนย์กลางอาจเอาชนะแรงโน้มถ่วงอันน้อยนิดของตัวมันเอง ซึ่งจะนำไปสู่การแตกสลายและทำลายตัวเองในที่สุด ทั้งที่มันน่าจะอยู่ในวงโคจรปัจจุบันมานานถึง 1,500 ปีแล้ว

การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้มาจากการสังเกตการณ์ครั้งใหม่ แต่มาจากความตั้งใจของนักวิจัยที่เข้าไปสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังในคลังข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดกว้างนั้นยังมีปริศนาซ่อนอยู่ และพร้อมให้เราค้นพบองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับจักรวาลได้เสมอไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงใด

ข้อมูลอ้างอิง: NASA Hubble Mission Team

  • NASA’s Hubble Detects First-Ever Spin Reversal of Tiny Comet
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...