ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ณรงค์ คงคำ-ธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ ทุจริตเงินอุดหนุนผู้มีรายได้น้อย
วันที่ 26 มี.ค. 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีอดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทุจริตเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 รวมจำนวน 2 เรื่อง ดังนี้
เรื่องที่ 1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายณรงค์ คงคำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับพวก ทุจริตเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่จัดสรรให้กับนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น
ซึ่งข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ก่อนที่กรมฯ จะอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งให้แก่นิคมสร้างตนเองต่าง ๆ นายณรงค์ ได้ร่วมกับนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (เสียชีวิตก่อนดำเนินการไต่สวน) สั่งการไปยังนิคมสร้างตนเอง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่ากรมฯ จะจัดสรรเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งให้แก่ นิคมสร้างตนเองต่าง ๆ โดยจะต้องนำเงินส่งกลับคืนให้แก่ผู้บริหารไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 - 20 ของเงินงบประมาณที่ได้รับ
ต่อมา เมื่อนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้รับโอนเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จำนวน 6,500,000 บาท แล้ว เจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จะนำแบบสำรวจผู้ประสบปัญหาทางสังคมและแบบใบสำคัญรับเงินเปล่าที่ยังไม่ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินไปให้กลุ่มอาชีพลงลายมือชื่อเพื่อใช้ในการขอเบิกเงินสงเคราะห์ โดยเจ้าหน้าที่จะระบุจำนวนเงินที่เสนอขออนุมัติเต็มจำนวนที่กำหนดไว้รายละ 3,000 บาท และเมื่อนางปิยวรรณ์ นรเศรษฐโกศล ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์แล้ว เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้รับเงินตามเช็คจะเบิกถอนเงินดังกล่าวมาให้นางปิยวรรณ์ เป็นผู้กำหนดจำนวนเงินที่จะจ่ายและหักเงินเก็บไว้ โดยนำเงินสงเคราะห์ไปจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเพียงรายละ 1,000 บาท หรือ 750 บาท โดยนำเงินที่หักเก็บไว้ดัรวมจำนวน 1,950,000 บาท ส่งมอบให้กับนายณรงค์ คงคำ รองอธิบดีฯ ตามที่ได้สั่งการไว้
ต่อมา ในเดือนเม.ย. 2560 นายณรงค์ ได้แจ้งให้ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จัดทำคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนสงเคราะห์เพิ่มเติมมายังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการอีกจำนวน 5,000,000 บาท โดยให้นำเงินส่งกลับคืนผู้บริหารไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 – 20 ของเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยนำเงินที่หักเก็บไว้จำนวน 1,270,000 บาท ส่งมอบให้กับนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการตามที่ได้รับสั่งการจากนายณรงค์ คงคำ
โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติว่าการกระทำของนายณรงค์ คงคำ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ส่วนการกระทำของนางปิยวรรณ์ นรเศรษฐโกศล มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ขณะที่การกระทำของเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ ที่เกี่ยวข้อง จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำการอันมีมูลความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง
ป.ป.ช.จึงมีมติให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กับพวก ทุจริตเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่จัดสรรให้กับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ก่อนที่กรมฯ จะอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งให้กับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดต่าง ๆ ในเขตภาคใต้ นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ จะเป็นผู้คัดเลือกศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่สามารถพูดคุยตกลงกันได้ เพื่อดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้โดยมีเงื่อนไขให้ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งต้องนำส่งเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรร้อยละ 30 คืนให้แก่ตนเอง หากศูนย์ฯใดไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่ได้ ก็จะสั่งย้ายและจะให้ผู้อำนวยการศูนย์ฯที่พึ่งอื่นมาดำเนินการแทน
ต่อมากรมฯได้จัดสรรเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 (งบเพิ่มเติม) ให้แก่ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 10,000,000 บาท และเมื่อนายธนวัฒน์ ภู่พลับ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบจำนวนรายละ 3,000 บาทแล้ว เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้รับเงินตามเช็คจะเบิกถอนเงินดังกล่าวมาให้นายธนวัฒน์ ดำเนินการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงินตามใบสำคัญรับเงิน แต่จ่ายไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่ได้รับอนุมัติ โดยผู้มีสิทธิรับเงินได้รับเงินเพียงรายละ 500 – 2,000 บาท หรือไม่ได้รับเงินเลยแล้วแต่กรณี เพื่อนำเงินส่วนที่หักเก็บไว้จำนวนร้อยละ 30 ของงบประมาณที่ได้รับ ส่งมอบให้กับนายธีรพงษ์ จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 3,000,000 บาท โดยมีนายชัยชาติ มหาสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัทลุง เป็นผู้ประสานงานติดตามให้มีการส่งคืนเงินดังกล่าวตามคำสั่งการของนายธีรพงษ์
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติว่าการกระทำของนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ส่วนการกระทำของนายธนวัฒน์ ภู่พลับ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
นอกจากนั้นการกระทำของนายชัยชาติ มหาสุวรรณ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนการกระทำของเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่เกี่ยวข้องมีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง หรือข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป ตามพฤติการณ์แต่ละกรณี
โดย ป.ป.ช.มีมติให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
อย่างไรก็ตาม การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด