ลอยตัวราคาน้ำมัน เอกชนแห่ปรับราคาระลอกใหญ่ หวั่นวิกฤตยาขาดแคลน
การปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาท/ลิตร กำลังส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าจำเป็นที่เริ่มทยอยปรับขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นทันที โดยผู้ประกอบการโลจิสติกส์และขนส่งสินค้าเริ่มปรับค่าบริการหรือทยอยผลักภาระไปยังผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก ส่งผลให้ราคาสินค้าหลายประเภทเริ่มขยับขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
เอกชนก่ายหน้าผาก น้ำมันขึ้น 6 บาท
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า ช็อกระดับ 6-7 เต็ม 10 โดยการขึ้นราคาครั้งนี้เป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ เพราะกองทุนน้ำมันยังอุดหนุนดีเซลอยู่ 19 บาท/ลิตร และเมื่อต้นทุนขนส่งเพิ่ม ก็จะกดดันราคาสินค้าต่าง ๆ ขึ้นราคาต่อไป แม้ว่าราคาสินค้าในประเทศจะตรึงได้ระยะสั้นจากสต๊อกเดิม แต่เมื่อเข้าสู่รอบการผลิตใหม่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกสะท้อนเข้าสู่ราคาสินค้าทันที
เรือด่วนเจ้าพระยาปรับขึ้น 2 บาท
นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ด-ท่าเรือวัดราชสิงขร กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการ โดยราคาอยู่ที่ 38.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 บริษัทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภท ขึ้น 2 บาทจากอัตราเดิม ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
“มาม่า” ค่าขนส่งขึ้นพันบาท/เที่ยว
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ต้นทุนราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น แต่ตอนนี้ผู้ผลิตก็ต้องรับภาระไปก่อน เพราะเป็นสินค้าควบคุม ยังต้องอดทนและบริหารต้นทุนให้ได้
ในด้านการบริหาร บริษัทจะเน้นผลิตสินค้าที่ขายดีและหมุนเร็ว เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย และใช้บรรจุภัณฑ์ให้คุ้มค่ามากที่สุด อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นไม่ได้กระทบต้นทุนมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากโครงสร้างการขนส่งของมาม่าเป็นแบบปริมาณมากต่อเที่ยว ทำให้เฉลี่ยต้นทุนต่อหน่วยต่ำ ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท แต่เมื่อกระจายกับสินค้าหลักแสนชิ้นต่อรอบ จะกระทบเพียงระดับสตางค์ต่อชิ้นเท่านั้น
“หนึ่งเที่ยวขึ้นประมาณพันบาท แต่ของเราต่อเที่ยวเป็นแสนชิ้น เพราะฉะนั้นตกต่อชิ้นมันนิดเดียว ถ้าวอลลุ่มเยอะ ผลกระทบมันก็ยิ่งน้อย”
ทั้งนี้ หากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ปรับขึ้นพร้อมกัน อาจต้องหารือกับภาครัฐเรื่องโครงสร้างราคาในอนาคต แต่ในปีนี้ยังเชื่อว่าสามารถตรึงราคาไว้ได้ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามสถานการณ์ และติดตามความผันผวนของราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังเป็นปัจจัยหลักที่กระทบต้นทุนในระยะต่อไป
ผวา! สินค้าแห่ปรับราคาขึ้นอีกระลอก
แหล่งข่าวร้านค้าปลีกรายใหญ่ ในตลาดมีนบุรี กล่าวว่า สินค้าที่ปรับขึ้นราคาไปแล้วได้แก่ ถุงพลาสติกเฉลี่ย 18 บาทต่อกิโลกรัม น้ำดื่มทุกขนาด น้ำตาลทราย ปรับขึ้นราคา 10-20 บาท/กระสอบ (25 กก.) สินค้าประเภทธัญพืช ถั่วลิสง ฯลฯ ปรับขึ้นเฉลี่ย 2-3 บาท/ซอง ทำให้ร้านต้องปรับราคาสินค้าขึ้น 5 บาท/ซอง เบียร์ช้าง ทุกขนาด จะปรับราคา เริ่มวันที่ 28/3/69 ซึ่งราคาใหม่ยังไม่ได้รับแจ้ง ขณะที่ “เบียร์สิงห์และลีโอ” ขณะนี้ยังไม่มีการปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด แต่พบว่า เอเยนต์มีการจำกัดการซื้อ
ขณะเดียวกันจะเห็นว่า มีสินค้าที่ยังไม่ปรับราคาขึ้น อาทิ น้ำอัดลม แต่มีการจำกัดการสั่งซื้อ โดยทีมขายระบุว่า ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในขณะนี้ แต่หากมีการปรับขึ้นจะแจ้งล่วงหน้า เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องปรุงรส (ซอส น้ำปลา) กาแฟกระป๋อง รวมไปถึงผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน เป็นต้น
หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทในทุกชนิดนั้น เชื่อว่าจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะค่าขนส่งก็จะสูงขึ้น และเป็นภาระของประชาชนที่ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทำให้เชื่อว่า ราคาสินค้าจะปรับขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากนี้ก็ต้องรอดูยี่ปั๊ว หรือเอเยนต์ต่อไป
สต็อกสำรองยาเหลือแค่ 3 เดือน
ภญ.ลลนา เสตสุบรรณ นายกสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (TPMA) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาจนถึงเรื่องราคาน้ำมันและพลังงาน ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นนั้น ส่งผลให้ผู้ผลิตยาในประเทศ ซึ่งเป็นโรงงานยาเอกชนกว่า 60-80 แห่ง ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น
ปัญหาหลักเกิดจากการที่ประเทศไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบตัวยาหลัก (API) และสารช่วยในตำรับยา (SVP) จากต่างประเทศ 100% ราคาวัตถุดิบจากยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ปรับตัวสูงขึ้นแล้วกว่า 25% ขณะที่การสั่งซื้อจากจีนและอินเดียต้องเผชิญกับค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือและการขนส่งทางอากาศ
นอกจากตัวยาหลักแล้ว วัสดุบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ยังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่นำมาผลิตขวดและถุงยา รวมถึงอลูมิเนียมฟอยล์และ PVC ที่ใช้ในการแผงยาเริ่มขาดแคลนและปรับราคาสูงขึ้น 10-20% ส่งผลต่อความมั่นคงในการผลิตยาในระยะยาว
“แม้ต้นทุนการผลิตจะพุ่งสูงขึ้น แต่ผู้ผลิตยาไม่สามารถปรับราคาขายได้ตามราคาพลังงาน เนื่องจากมีพันธสัญญาในรูปแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้ารายปีกับโรงพยาบาลใหญ่ เช่น ศิริราช รามาธิบดี และจุฬาลงกรณ์ ที่ระบุราคาตายตัวตลอดทั้งปี หากไม่สามารถส่งยาได้ตามกำหนดจะถูกปรับทันที ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันถือว่าลำบากกว่าช่วงโควิด-19 มาก เพราะตอนนั้นโรงงานยังผลิตได้และค่าขนส่งไม่แพงเท่านี้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นราคาหมดแต่เรายังขายราคาเดิม กำไรลดลง จนบางรายเริ่มแบกรับไม่ไหว"
ภญ.ลลนา กล่าวว่า การบริหารจัดการสต็อกยาในปัจจุบัน ผู้ผลิตพยายามกระจายยาให้ทั่วถึง ป้องกันการกักตุนจากโรงพยาบาลและร้านขายยา และปัจจุบันมีสต็อกวัตถุดิบสำรองเพียงพอสำหรับการผลิตอีกประมาณ 2-3 เดือนเท่านั้น หากสถานการณ์สงครามยังไม่ดีขึ้น วัตถุดิบใหม่ยังไม่ถูกส่งเข้ามา คาดว่าภายใน 6 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตยาขาดแคลนอย่างแน่นอน
หวั่นค่าไฟ ทุบซ้ำ
นายก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นับเงินไม่ทัน จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมต้นทุนธุรกิจปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินงานของทั้งธุรกิจร้านอาหารและร้านซาลอน โดยบริษัทเลือกใช้นโยบาย “แบกรับต้นทุน” ผ่านการลดอัตรากำไรลงชั่วคราว เพื่อรักษาระดับราคาและประคองฐานลูกค้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว
ปัจจัยที่น่ากังวลในระยะถัดไปคือแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่อาจปรับเพิ่มขึ้นอีก 1–2 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลกระทบทันทีต่อต้นทุนคงที่ เนื่องจากทั้งร้านอาหารและซาลอนมีการใช้ไฟฟ้าและน้ำในสัดส่วนสูง บริษัทจึงใช้วิธีบริหารต้นทุนแบบเฉลี่ยทั้งปี (Average Cost) เพื่อลดความผันผวนและควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรวม
พณ.พร้อมรับมือวิกฤตค่าครองชีพ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือวิกฤตค่าครองชีพ โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด มาตรการสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการมีดังนี้:
เพิ่มรายการสินค้าควบคุม: จากเดิม 59 รายการ ปรับเพิ่มอีก 7 รายการ รวมเป็น 66 รายการ โดยสินค้าที่เพิ่มเข้ามาใหม่ เช่น เมล็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส (น้ำปลา/ซีอิ๊ว) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน
ยกระดับความเข้มข้นในการควบคุม: แบ่งระดับการดูแลเป็น 5 ระดับ โดยระดับสูงสุดคือ "ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา" ซึ่งครอบคลุมสินค้าจำเป็น เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป นมผง นมเหลว และน้ำมันปาล์ม
คุมเข้มสินค้าอุปโภค: มีการขยับสถานะสินค้าจากเดิมที่เพียงแค่ "แจ้ง" มาเป็น "ต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา" ได้แก่ กระดาษชำระ, กระดาษเช็ดหน้า, แชมพู, ผงซักฟอก, น้ำยาซักฟอก, ผลิตภัณฑ์ล้างจาน, ผ้าอนามัย, สบู่ก้อน และสบู่เหลว
โครงการ "ไทยช่วยไทย": ร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำสินค้าราคาพิเศษส่งตรงถึงผู้ค้าปลีก-ส่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อลดค่าครองชีพในจุดที่มีความเปราะบาง
ดูแลภาคเกษตรและประมง: ประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อบริหารจัดการสต็อกปุ๋ยและหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพิงสินค้านำเข้าที่มีราคาสูง
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเน้นย้ำเรื่องการป้องกันการกักตุนสินค้าและการขายในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล โดยจะใช้มาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ. ราคาสินค้าและบริการอย่างเด็ดขาด หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน 1569