โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ส่องโอกาส Wellness ประเทศไทย ฝ่าสมรภูมิ “ตะวันออกกลาง”

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ต บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่าตลาด Wellness economy ของไทยทั้งระบบในปี 2566 มีมูลค่ารวมกว่า 38.8 พันล้านดอลลาร์ และในปี 2567 ขยายตัวเป็น 42.7 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 10.1%

ปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก อันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก และไทยติดกลุ่มประเทศที่เติบโตเด่นช่วงปี 2566 - 2567 โดยภาพรวมความน่าสนใจของเวลเนสในไทยคือโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจสุขภาพ ประกอบไปด้วย Preventive + Precision + Longevity ที่ผู้บริโภคต้องการบริการ “อยู่ดี-อยู่ยาว” มากกว่ารอรักษาเมื่อป่วย

“เมื่อมองภาพรวมมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนส ทั้งหมดของบ้านเราถือว่ามีขนาดใหญ่ สามารถรองรับกลุ่มต่างชาติได้หลากหลาย โดยมีกลุ่ม Middle East เป็นผู้รับบริการในอันดับต้นๆ ถ้านับจำนวนเทียบกับนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจไม่ได้มากที่สุด แต่รายจ่ายต่อหัวสูงมาก

หากอ้างอิงข้อมูลของ ททท. หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในปี 2568 นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 7.5 แสนคน เพื่อมาใช้บริการ Wellness Tourism ทั้งเข้าพักโรงแรม ตรวจเช็คอัพแบบละเอียด ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น มวยไทย นวดไทย สปาสมุนไพรไทย จะใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท/คน/ทริป และพำนักอยู่ครั้งหนึ่งนานประมาณ 12 วัน”

“ปัจจุบันนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีทั้งซาอุดีอาระเบียราว 2.28 แสนคน คูเวต 9 หมื่นคน และ อื่นๆ 4.2 แสนคน ครอบคลุม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) , โอมาน, กาตาร์ ฯลฯ โดยในปี 2568 ททท. ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้กลุ่มนี้ทำรายได้รวมกว่า 9.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น กลุ่ม Middle East จึงกลายเป็นฐานลูกค้าหลักของไทยสำหรับธุรกิจเวลเนส

เพราะ 1. มีกำลังซื้อสูง 2. รักเรื่องสุขภาพมาก 3. เชื่อมั่นในการแพทย์ของประเทศไทย นับได้ว่ากลุ่มนี้คือลูกค้า Wellness Tourism ที่ไทยสามารถต่อยอดมาจาก Medical Tourism ช่วยให้ไทยเป็น Medical Hub of Asia ที่สำคัญลูกค้าจากกลุ่ม Middle East เวลาเจ็บป่วย 1 คน จะเดินทางมาด้วยกันทั้งครอบครัว อาจสูงถึง 10-15 คน และต่างใช้บริการเวเนส หรือตรวจเช็คอัพร่างกายไปด้วย”

นายแพทย์ตนุพล หรือหมอแอมป์ เล่าให้ฟังว่า นอกจากกลุ่ม Middle East หากเฉพาะเจาะจงสำหรับชาติอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Council (GCC) จากข้อมูลบริการของ BDMS Wellness Clinic ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าคนไทยประมาณ 40% ชาวต่างชาติประมาณ 60% และในกลุ่มชาวต่างชาติทั้งหมดเป็นกลุ่ม GCC ถึง 80% ประกอบไปด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, ซาอุดิอาระเบีย, โอมาน และคูเวต ค่าใช้จ่ายสำหรับพำนักอยู่นาน 2 สัปดาห์ ประมาณ 3 แสนบาท/คน/ทริป จะเห็นได้ว่ากลุ่ม GCC ใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่ม Middle East ทั่วไปมาก

โดย 3 อันดับแรกที่นิยมใช้บริการ ได้แก่ 1. Advanced Preventive Check-up & Precision Diagnostics (ตรวจสุขภาพเชิงลึก/คัดกรองความเสี่ยง NCD + ตรวจคัดกรองป้องกันมะเร็ง + หัวใจหลอดเลือด) รวมถึง personalized supplement 2. Metabolic & Weight Management (ลดพุง-เบาหวาน-ไขมันพอกตับ-ปรับฮอร์โมน/การนอน/ความเครียด) 3. Longevity/Regenerative & Recovery Programs (ฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วย/ผ่าตัด/overwork, โปรแกรมฟื้นสภาพ + วางแผนสุขภาพระยะยาว) และ Check-up เชิงลึก – Metabolic – Longevity retreat/Recovery

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ที่กำลังปะทุอยู่ในปัจจุบัน ประเทศกลุ่ม Middle East และ GCC ถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เบื้องต้นยังคงมีแผนเดินทางมาใช้บริการด้าน Wellness ที่ประเทศไทยเหมือนเดิมไม่ยกเลิกหรือเลื่อนออกไป อาจจะได้รับผลกระทบในระยะสั้นเรื่องการเดินทางและอยู่ช่วงรอมฎอนพอดี แต่มั่นใจว่าไม่มีผลกระทบในระยะยาว

“จำนวนนักเดินทางบางส่วนอาจชะลอหรือเลื่อนการเดินทางบ้างในช่วง 1-4 สัปดาห์นี้ โดยเฉพาะเคส Short-Trip เพราะเที่ยวบินเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้เวลาเดินทางยาวขึ้น ค่าเดินทางสูงขึ้น แต่ความเชื่อมั่นเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดและด้าน Medical + Wellness + Tourism ประเทศไทยยังทำได้ดี เป็น Ecosystem ได้ในทริปเดียว แต่หากกรณีสงครามนาน 1-3 เดือน อาจทำให้การตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มนี้เดินทางช้าลง ยิ่งถ้ายืดเยื้อ 3 เดือน ขึ้นไปก็อาจเห็นการหดตัวของกลุ่มชะลอก่อนหน้านั้น”

หมอแอมป์ ย้ำว่า BDMS Wellness Clinic ได้เตรียมรับมือกับภาวะสงครามและตระหนักถึงเรื่องนี้พอสมควร ซึ่งผลกระทบระยะสั้นที่เห็นชัดเจนคือ ค่าเครื่องบินแพง ลูกค้าต่างชาติเดินทางมาไม่ได้ ผลกระทบระยะยาวก็ยากในการประเมิน ต้องมีทั้ง Worst Case ทั้ง Best Case แผนงานและแผนการตลาดที่วางไว้ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ต้องคอยปรับเปลี่ยนเดือนต่อเดือน ไม่สามารถทำตามแผนระยะยาวได้ สิ่งที่ทำได้คือการเตรียมพร้อมและขยายตลาดให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

โดยแผนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568-2569 ในปัจจุบัน คือออกเดินสายทำ Wellness Road Show ในประเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ฐานะ Wellness Ambassador หรือทูตสุขภาพ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากสถานกงสุลใหญ่ไทยฯ นำเสนอ Wellness Tourism ให้มาดูแลสุขภาพที่ไทย นำเสนอแบบ Ecosystem ที่ไร้รอยต่อ รวมแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ 1. กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ 2. สถานทูตไทย ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย 3. กงสุลใหญ่ ณ นครดูไบ 4. สถานทูตไทย ณ สิงคโปร์ 5.สถานทูตไทย ณ โอมาน 6.กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์

“เป้าหมายของการเดินสายคือการสื่อสารว่า ‘เราขายชีวิตและขายสุขภาพ’ เพื่อทำให้คนแข็งแรงขึ้นด้วยวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ชูจุดเด่นความเป็นชาติแห่งการบริการ (Hospitality) ของไทย ที่สามารถทำให้คนแข็งแรงได้ทั้งกายและใจ โดยเฉพาะในยามที่โลกเต็มไปด้วยความเครียดจากสงคราม และหมออยากผลักดันแคมเปญ ‘Wellness Thailand: The Land of Life’ ให้เป็นแคมเปญใหญ่ระดับประเทศเหมือน Amazing Thailand”

แม้จะมีประเทศคู่แข่งยอดนิยมด้าน Wellness อาทิ สิงคโปร์ ที่เด่นด้านความเป็นระบบ มีศูนย์เฉพาะทาง มีภาพลักษณ์มาตรฐานสูง แต่ต้นทุนและราคาก็สูงตามไปด้วย ส่วนตุรกี ที่เด่นด้านศัลยกรรม ทันตกรรมบางกลุ่ม ใกล้ยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึง UAE โดยเฉพาะดูไบที่โดดเด่นด้านความ luxury Healthcare ตลอดจนเยอรมนี/สหราชอาณาจักร ที่เด่นเคสซับซ้อน ประเทศเหล่านี้ค่าใช้จ่ายก็สูงเช่นกัน ประเด็นที่สำคัญต้องรอคิวนาน ส่วนไทยถือว่ามีจุดแข็งเรื่องคุณภาพสูง บุคลากรมีประสบการณ์ มีความคุ้มค่า และสามารถเป็น Wellness Retreat ได้จริง

สำหรับ ภาพรวม BDMS ล่าสุดในปี 2568 มีรายได้รวม 1.2 แสนล้านบาท และรายได้กลุ่ม Wellness 1.5 หมื่นล้านบาท เติบโตประมาณ 12% พร้อมตั้งเป้าภายใน 5 ปีจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นล้านบาท (+20%) โดยผลักดันการเติบโตจาก Sickcareไปสู่ Healthcare และ Longevity care ซึ่งในปี 2569 จะโฟกัส 3 แกนหลัก ได้แก่ 1. ยกระดับ Precision Preventive Check-up ให้เป็น มาตรฐานใหม่ของคนทำงาน/ผู้นำครอบครัว/ผู้นำองค์กร 2. ขยาย Metabolic & Longevity Programs (โปรแกรมต่อเนื่อง ไม่ใช่ one-off visit) 3. ทำ Partnership ecosystem กับพันธมิตรตะวันออกกลาง (referral, long-stay, aftercare, concierge)

แน่นอนว่าภาพรวมอุตสาหกรรม Wellness ไทยปี 2569 นี้ ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะคนให้ความสำคัญกับ Preventive Health มากขึ้น และข้อมูล GWI ชี้ว่าตลาด Wellness ไทยโตเด่นในปีล่าสุด ดังนั้น ความท้าทายหลักคือ “ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์/ค่าเดินทาง” และการแข่งขันระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยต้องชูจุดแข็ง เล่าเรื่องในฐานะ “Wellness Hub” ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งเร่งลงทุนด้าน Medical-Wellness ผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...