โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐบาลลุย 'ขยายเพดานก่อหนี้' 'เอกนิติ' เปิดนโยบาย 4T รับมือวิกฤตซ้อน พลิกโครงสร้าง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

ทุกฝ่ายกำลังจับตาการเตรียมการ “กู้เงิน” เพื่อนำมาใช้รับมือวิกฤตและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

เบื้องต้นมีพูดตัวเลขกันถึงวงเงินกู้ จำนวน 500,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาใช้ เช่นเดียวกับเวลาเกิดวิกฤตในหลายครั้งที่ผ่านมา

การกู้เงินดังกล่าวจะทำได้อาจจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะจากปัจจุบันกำหนดไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งก็มีข่าวว่าจะขยายเป็น 75% ของ GDP

โดยพื้นที่ทางการคลังจะเพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ในการรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤตที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศถึงแนวคิดที่จะขยายเพดานหนี้สาธารณะดังกล่าว พร้อมกับใช้โอกาสในระหว่างเดินทางไปร่วมการประชุมประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ในการพบปะชี้แจงข้อมูลแก่สถาบันจัดอันดับเครดิต (เครดิตเรตติ้ง) 3 ราย คือ มูดีส์, ฟิตช์ เรตติ้งส์ และเอสแอนด์พี

โดยได้มีการย้ำกับทั้ง 3 สถาบันเรตติ้งเอเจนซีว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง มุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก แนวทางสำคัญ คือ “4T”

1. การใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ เยียวยากลุ่มเปราะบาง

2. การใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน (Transition)

3. การปฏิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว (Transform) โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์

และสุดท้าย 4. ใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอย่างมีประสิทธิภาพ (Together) ทั้งกู้เงิน และไม่กู้เงิน

“ได้มีโอกาสคุยกับสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ซึ่งทุกคนไม่ได้ติดในเรื่องว่าจะกู้หรือไม่กู้ ที่สำคัญคือกู้เอาไปทำอะไร ฉะนั้น วันนี้ที่ผมเรียกมาคุยก็เอามาดูว่า ที่คุยกันอยู่ หนึ่ง คืองบประมาณรายจ่าย ต้องตัดงบฯ ที่ไม่จำเป็นก่อน งบดูแล งบเดินทาง งบพัฒนาจังหวัด งบก่อสร้างที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะที่จะก่อสร้างตึกใหม่อะไรทั้งหลาย วันนี้ต้องเอามาดูแลประชาชนก่อน ก็มาดูว่างบฯ ปี 2570 จะตัดอะไรได้บ้าง” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า การกู้หรือไม่กู้ ต้องดูความจำเป็น โดยหากจะกู้ ต้องดูว่าจะนำเงินไปใช้ทำอะไร ซึ่งก็มี 2 เรื่องหลัก คือ 1. ช่วยกลุ่มเปราะบาง และ 2. สิ่งที่จะทำเพิ่มเติมที่เป็น Transition ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน ส่วนจะออกมาเป็น พ.ร.ก.หรือไม่ กำลังให้ทีมพิจารณาในเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วนการขยายเพดานหนี้นั้น หากกู้ไม่ถึง 8 แสนล้านบาท ก็อาจจะไม่ต้องขยาย

“วันนี้ หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของ GDP เราเหลือพื้นที่อยู่ 4% ซึ่งหนี้ 1% ก็ประมาณ 2 แสนล้านบาท ดังนั้น ที่เหลือ 4% ก็ 8 แสนล้านบาท ก็คุยกันอยู่ว่า เราจำเป็นต้องขยายเพดานไหม ถ้าเรากู้ไม่ถึง 8 แสนล้านบาทก็อาจจะยังไม่จำเป็น โดยก็ต้องมาดูทั้งของปี 2569 และปี 2570 ด้วย ต้องดูทั้งหมด ทั้งนี้ เรื่องเพดานไม่ได้สำคัญ เพราะหลายๆ ประเทศอย่างยุโรปมีหนี้สาธารณะประมาณกว่า 100% ของ GDP แล้วของประเทศเราเทียบกับในอาเซียน เราก็ไม่ได้สูงกว่าคนอื่น” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า ความจำเป็นว่าจะกู้หรือไม่ ต้องดู 2 เรื่อง ความจำเป็นด้านกฎหมาย กับความจำเป็นต้องใช้เงิน ซึ่งวันนี้สรุปได้ว่า ต้องดูความสมดุลทุกมิติ โดยการกู้หรือไม่กู้ ไม่สำคัญเท่ากับว่ากู้มาทำอะไร แล้วการกู้แบบมี strategy (กลยุทธ์)

ทั้งนี้ การใช้จ่ายจะต้องเป็นไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูป ยกตัวอย่างเช่น การลดการพึ่งพาน้ำมันและพลังงานหมุนเวียน และการยกระดับทักษะของกลุ่มเปราะบาง

“ผมให้นโยบายชัดเจนว่า ถ้าเราจะกู้มาเราต้องชัดเจนว่าจะกู้ไปทำอะไร เช่น กู้เอาไปดูแลกลุ่มเปราะบาง และสองคือกู้มาทำเรื่อง Transition ก็คือช่วยคนให้เปลี่ยนผ่าน จากสิ่งที่เราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมากก็ต้องเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตรงนี้ได้รับการยอมรับมากจากการประชุมธนาคารโลก และ IMF”

ดังนั้น การเตรียมการของรัฐบาลข้างต้น จึงมองได้ว่า เป็นการเตรียมพร้อมกู้เงินเอาไว้ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยอมรับว่า ได้ให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ ขณะเดียวกันยังมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ให้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ก็ระบุถึงความเป็นไปได้ในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน ว่าสามารถดำเนินการได้ รวมถึงสามารถทำควบคู่ไปกับพระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณปี 2569 ได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

เพียงแต่ก่อนจะเดินไปถึงจุดนั้น จุดที่จะกู้เงิน รัฐบาลจะต้องทำทุกอย่าง ทั้งตัดงบฯ โยกงบฯ โอนงบฯ กวาดทุกเก๊ะเข้ามา เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วมีหน้าตักเท่าใด หากยังไม่พอ ก็คงต้องกู้ กู้ตามความจำเป็น และ มีวินัย ตามข้อเสนอแนะของ 2 นักเศรษฐศาสตร์ ทั้ง ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ในภาวะวิกฤต การ “ไม่กู้” อาจอันตรายกว่าการ “กู้” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ จะกู้ “อย่างไร” ให้ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่น และไม่สร้างปัญหาระยะยาว

“วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ “เงินกู้” แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ว่าจะกู้หรือไม่ แต่คือเราจะใช้โอกาสนี้ยกระดับ “มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง” หรือจะกลับไปสู่วังวนของการกู้แบบเดิม” ศ.ดร.อธิภัทรระบุ

เช่นเดียวกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ก็มองว่า กู้ได้ถ้าจำเป็น แต่ต้องกู้อย่างมีวินัย ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า และต้องมีแผนลดหนี้ที่ชัดเจนทำได้จริง

ล่าสุด ความจำเป็นในการที่จะออก พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันฯ ที่เดิมวางไว้ว่าจะออก วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ก็อาจจะไม่จำเป็นแล้ว เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันฯ ดูดีขึ้น อยู่ในระดับที่สามารถกู้เงินเองได้

ซึ่งเป็นไปตามที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.ค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงมามากในช่วงนี้ ซึ่งการบริหารต้องบริหารตามสถานการณ์

“ตอนนั้นที่มีการเสนอให้กระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันฯ เนื่องจากราคาน้ำมันลงในตลาดโลกราคาสูงมาก แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันลงมาค่อนข้างมากแล้ว จึงยังไม่ต้องมีการค้ำประกันการกู้เงินในส่วนนี้” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นการเตรียมการ “ตุนกระสุน” เอาไว้รับมือ หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อ ไม่จบง่ายต่อไป และผลกระทบต่อเศรษฐกิจบานปลายยิ่งขึ้น ก็จะได้มีเครื่องมือเอาไว้รับมือนั่นเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐบาลลุย ‘ขยายเพดานก่อหนี้’ ‘เอกนิติ’ เปิดนโยบาย 4T รับมือวิกฤตซ้อน พลิกโครงสร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...