“พิพัฒน์” คาดสงกรานต์ปีนี้คนแห่ใช้รถสาธารณะเพิ่มขึ้นรวมเฉียด 22 ล้านคน-เที่ยว เหตุน้ำมันแพง
วันที่ 10 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “ออกเวลาไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน Smart Travel Songkran 2569” ก่อนกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบการขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยสูงสุด โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้จะมีผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะทั่วประเทศรวมกันเกือบ 22 ล้านคน-เที่ยว แบ่งเป็นในกรุงเทพมหานคร 18.58 ล้านคน-เที่ยว และต่างจังหวัดอีก 3.45 ล้านคน-เที่ยว ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้า เหตุผลหลักคงมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ประชาชนเลือกหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมาตรการช่วงสงกรานต์แล้ว กระทรวงคมนาคมยังเดินหน้าสู่ “ระบบราชการยุคดิจิทัล” โดยได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการเชื่อมโยงข้อมูลประวัติอาชญากรรมผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการตรวจสอบคุณสมบัติพนักงานขับรถขนส่งสาธารณะ รวมทั้งช่วยลดขั้นตอนการขอรับและต่อใบอนุญาตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการ เพื่อให้การเดินทางในช่วงปีใหม่ไทยนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
โดยกระทรวงคมนาคมได้วางกรอบการดำเนินงานไว้ 2 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย
1.ด้านการอำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่าย โดยได้ประสานกับผู้ประกอบการว่าต้องจัดให้มีรถให้บริการประชาชนอย่างเพียงพอและต้องเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ และบขส. พร้อมจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานีบริการให้พร้อมใช้งาน ลดภาระค่าใช้จ่ายตรึงราคาค่าโดยสารในอัตราเดิม ยกเว้นค่าผ่านทางด่วน 3 สาย หรือเฉลิมมหานคร ศรีรัช และอุดรรัถยา รวม 63 ด่าน ทั้งยังบริหารจัดการจราจรกรมทางหลวงชนบทแนะนำทางลัดเส้นทางเลี่ยง เพื่อกระจายปริมาณรถบนถนนสายหลัก พร้อมจัดศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารตลอดการเดินทาง
2.ด้านความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมได้จัดให้มีการตรวจสภาพรถโดยสารสาธารณะอย่างเข้มงวด ทั้งต้นทาง ระหว่างทาง ปลายทาง และจุดเช็คพอยท์ สำหรับรถโดยสารประจำทางที่วิ่งเกิน 400 กิโลเมตร ต้องมีพนักงานขับรถสองคน และเข้มงวดดูแลความปลอดภัยทุกพื้นที่ ตรวจความสงบเรียบร้อย ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารและสถานีรถไฟทุกแห่ง รวมถึงจะมีการตรวจเข้มสารเสพติดและแอลกอฮอล์ โดยพนักงานขับรถทุกคนต้องผ่านการตรวจวัดแอลกอฮอล์ที่ต้องเป็นศูนย์เท่านั้น รวมถึงประสาน ป.ป.ส. สุ่มตรวจสารเสพติดทั้งพนักงานขับรถยนต์และผู้ขับขี่เรือโดยสาร (สปีดโบ๊ท) ในพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ
โดยกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าในปีนี้ว่าต้องการให้อุบัติเหตุในระบบขนส่งสาธารณะที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเป็นศูนย์ ขณะที่ภาพรวมการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งหมด ตั้งเป้าให้ลดลงไม่น้อยกว่า 5%
นายพิพัฒน์ ย้ำทิ้งท้ายว่า ต้องการให้การเกิดอุบัติเหตุเป็นเรื่องของเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ไม่ใช่เกิดจากการละเลย ตรวจสอบไม่ทั่วถึง หรือความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ