โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หัวกะทิเสนอไอเดียรัฐ ปูทางไทยผู้นำอาเซียน

ทันหุ้น

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

#รัฐบาล #ทันหุ้น – นักบริหารระดับสูงหลักสูตร วบส. รุ่นที่ 14 เปิดคัมภีร์ดันไทยผงาดผู้นำอาเซียน ลุยโครงสร้างดิจิทัล สมาร์ทซิตี้ ปรับสูตร EEC วางอีโคซิสเต็มอุตสาหกรรมไมซ์ เปิดวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรมะม่วง-ปาล์ม สร้างเงิน แนะผู้นำประเทศใช้วิธีสุดง่ายแค่ปรับระบบ เร่งปฏิรูปกฎหมาย ทะลายกำแพงหน่วยงาน เชื่อมโยงข้อมูล สู่การบูรณาการวันสต็อปเซอร์วิส ชี้ใช้งบน้อยแต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

เปิดไอเดียเสวนาวิชาการ“ยุทธศาสตร์การก้าวกระโดดของไทยสู่ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน” โดยนักบริหารระดับสูง หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส. รุ่นที่ 14 ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลในการพัฒนาประเทศ สร้างเป็นยุทธศาสตร์เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ทั้งในด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล สมาร์ทซิตี้ EEC อุตสาหกรรมไมซ์ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรมะม่วง และปาล์ม

@ สูตรวางเกมดิจิทัล สมาร์ทซิตี้

นางสุวรรณยา ปิยพาณิชยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไทยมีทำเลทองเป็นศูนย์กลางอาเซียนที่มีทางออกสู่ทะเลเพื่อเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำ มีระบบเคเบิลใต้น้ำใช้งานอยู่ 6 ระบบ และมีสถานีขึ้นบกถึง 9 แห่ง ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญเหนือคู่แข่ง แต่ยังขาดบุคลากรดิจิทัลที่จะรองรับการเติบโต ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์เร่งด่วน ต้องเร่งผลักดันนโยบาย Cloud First Policy เพื่อดึงดูดการลงทุนจากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อลดต้นทุนระบบ IT ซึ่งจะส่งผลให้ Digital GDP โตขึ้น +7.3% ดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่ม +9.9% และสร้างงานใหม่กว่า 10,000 ตำแหน่ง

นายพงษกรณ์ คอวนิช หัวหน้าส่วนงานบริหารภูมิภาค – กรุงเทพฯ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ไทยจะเป็นผู้นำอาเซียนได้จะต้องให้ความสำคัญกับ สมาร์ทซิตี้ ด้านความปลอดภัย เพราะเป็นจุดดึงดูดต่างชาติได้ แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้เนื่องจาก ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แยกส่วนกัน (Silo) ไม่เชื่อมโยงกัน แม้ไทยจะมีกล้องวงจรปิดมากเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่ได้มีการออกแบบระบบเชื่อมโยง ทำให้การป้องกันเหตุทำได้แค่เชิงรับ และไม่สามารถใช้ AI ในการคาดการณ์เหตุร้ายได้ ขณะเดียวกันไทยยังเจออุสรรคด้านกฎหมาย PDPA ที่ยังขาดความชัดเจนว่าจะใช้อย่างไร และไม่มีศูนย์กลางในการดำเนินงานด้านที่แท้จริง จึงเสนอกลยุทธ์เร่งด่วน จัดตั้ง Single Command Authority ทั้งระดับประเทศและเมืองเพื่อรวมอำนาจการตัดสินใจ พร้อมสร้าง National Urban Data Platform บังคับการไหลเวียนของข้อมูลกลาง ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วจะส่งผลให้ระบบความปลอดภัยเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(Predictive AI) ที่คาดการณ์เหตุร้ายได้ล่วงหน้า และยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้ไทยเป็นผู้นำด้านSmart City Security ในอาเซียน

@EEC ต้องเร็ว-วางระบบไมซ์

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลาดิน เวิร์คแวร์ จำกัด ระบุถึงการดำเนินการด้าน EEC ว่า นับเป็นความหวังของไทยที่จะเพิ่มการลงทุน ดึงต่างชาติตั้งสำนักงาน และเพิ่มห่วงโซอุปทานที่มีมูลค่าสูง สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจให้สูง แต่ความเป็นจริงนั้นการวางโครงสร้างต่างๆ กลับล่าช้า จากการศึกษาพบว่า กลยุทธ์ที่ถูกต้องในการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุน คือ ความเร็ว หรือ “Speed is the new competitiveness” ดังนั้นรัฐต้องเร่งทำ One Stop Service ให้เกิดขึ้นจริงเพื่อลดระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาต ซึ่งหากทำได้จะการลงทุนใหม่กว่า 2.5 ล้านล้านบาท สร้างงานรายได้สูง 3-5 แสนตำแหน่ง และดัน GDP ให้โตได้ถึง 5-7%

นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไมซ์(MICE) เป็นสิ่งที่ไทยแข่งขันได้ และต่างชาติหรือองค์กรระดับโลกต้องการที่จะจัดอีเวนต์ในไทย โดยอุตสาหกรรมไมซ์มีแนวโน้มโตขึ้นอีก 10% ภายในปี 2035 แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานของไทยมักเน้นจัดงานเป็นครั้งคราว ขาดการออกแบบระบบนิเวศ หรือ Ecosystem เพื่อสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องในระยะยาว รวมถึงการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐจนกลายเป็นอุปสรรค จึงเสนอกลยุทธ์เปลี่ยนจากแค่การจัดงานเป็นการสร้าง Ecosystem-Driven MICE โดยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในพื้นที่ และออกแบบการจัดงานให้ทิ้งมรดกทางองค์ความรู้ (Legacy) ไว้ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและการดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูง

@ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

นางสาวพิมพ์ สุนทรพิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า ไทยจำเป็นที่จะต้องยกระดับสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยยกตัวอย่างมะม่วงที่ไทยส่งออกเป็นจำนวนมาก แต่ยังติดกับดักการเป็น“ผู้ผลิตผลไม้สดและอบแห้ง” เท่านั้น ทำให้ประสบปัญหามะม่วงล้นตลาดจนสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งความเป็นจริงมะม่วงมีสารที่ช่วยชะลอวัย และไทยจะมีโอกาสในตลาด Wellness โลกที่มีมูลค่าสูงถึง 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ จึงเสนอใช้โมเดล“Mango Sandbox” โดยให้ BOI มีมาตรการจูงใจทางภาษีแก่ผู้สกัดสารมูลค่าสูง และ Rebrand มะม่วงไทยสู่การเป็น Health Ingredient ในเวชสำอางและยา ซึ่งจะเปลี่ยนไทยจาก “ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่ลุ้นฟ้าฝน” สู่การเป็น“ผู้นำ Bioeconomy และ Wellness Hub ของอาเซียน”

นายก้าวหน้า ดีล้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไทยมีโอกาสที่จะใช้สินค้าเกษตรอย่าง ปาล์ม ในการสร้างมูลค่า เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกปาล์มอันดับ 3 ของโลก ซึ่งปาล์มสามารถนำมาบริโภคเช่นน้ำมันปาล์ม นำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล รวมถึงไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน และยังสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมการแพทย์ และ Wellness ได้ แต่ที่ผ่านมาไทยยังใช้ประโยชน์จากปาล์มไม่เต็มที่ และมีเทคโนโลยีโรงสกัดที่ล้าสมัย ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพควรจัดตั้งPalm Oil Board of Thailand เพื่อเป็นเจ้าภาพหลัก สร้าง National Data & Traceability Platform เพื่อรับรองมาตรฐานESG และยกระดับโรงงานสู่Biorefinery รวมไปถึงการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากปาล์มของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ ไทยเป็น ผู้นำอาเซียนด้าน Sustainable Palm Oil

ผู้ร่วมเสวนายังเสนอด้วยว่า ผู้นำประเทศต้องมีความชัดเจนในการใช้อำนาจเพื่อปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายให้ทันสมัย เพิ่มความโปร่งใส ทลายกำแพงระหว่างกระทรวง และสร้างระบบการทำงานร่วมกันเพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและเป็นผู้นำในอาเซียนได้อย่างแท้จริง ซึ่งการปรับมุมคิดจะช่วยพัฒนาประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากนัก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...