โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหกรรมเลือดและกำไร เมื่อกติกาโลกถูกเผาทิ้ง และทางตันของประเทศไทยในหล่มลึกแห่งสแต็กเฟลชัน

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
Korn Pongjitdham, M.D.

สภาวะการล่มสลายของระเบียบโลกเก่า
ในวันที่ 14 เมษายน 2569 โลกไม่ได้เพียงเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางทหาร แต่มันคือการเขย่าโครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนหยดเลือดให้กลายเป็นตัวเลขกำไรในบัญชี สถานการณ์การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้เพื่อควบคุมวาล์วพลังงานโลก โดยมีสถาปนิกเงาเบื้องหลังที่มองเห็นสมรภูมิเป็นเพียงกระดานธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่มีชีวิตคนเป็นเดิมพัน

ส่วนที่ 1 หมากรุกมหาอำนาจในวันที่กฎหมายสากลเป็นอัมพาต
จีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดเริ่มขยับตัวอย่างรุนแรง ปักกิ่งส่งกองเรือรบเข้าสู่น่านน้ำสากลเพื่อคุ้มครองเส้นทางเดินเรือของตนเองโดยไม่สนคำสั่งปิดล้อมของสหรัฐฯ นี่คือการเผชิญหน้าโดยตรงที่สั่นคลอนเสรีภาพในการเดินเรือทั่วโลก ขณะที่รัสเซียฉวยโอกาสใช้สภาวะนี้ปั่นราคาน้ำมันดิบอูราลให้พุ่งสูงตามราคาดูไบ พร้อมทั้งสนับสนุนข้อมูลข่าวกรองและเทคโนโลยีสงครามอิเล็กทรอนิกส์ให้อิหร่านเพื่อลากสหรัฐฯ ให้ติดหล่มสงครามและเผาผลาญงบประมาณให้นานที่สุด
ทางด้านสหภาพยุโรปหรืออียู กำลังเผชิญกับภาวะช็อกทางพลังงานที่รุนแรงจนต้องเริ่มมาตรการปันส่วนในหลายประเทศ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับราคาน้ำมันที่ทะลุ 120 ดอลลาร์ได้อีกต่อไป ส่วนองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ได้กลายเป็นเพียงเวทีแสดงละครที่ไร้อำนาจ เมื่อสิทธิวีโต้ถูกมหาอำนาจนำมาใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง จนกฎหมายสากลและอนุสัญญาต่างๆ เป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่าในสายตาของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยกฎหมู่

ส่วนที่ 2 ดัชนีความพินาศผ่านราคาสินทรัพย์
น้ำมันดิบดูไบพุ่งทะยานแตะ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังเบรนท์และเวสต์เท็กซัสที่ยืนเหนือ 110 ถึง 115 ดอลลาร์ สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำพุ่งทะลุ 4,850 ดอลลาร์ และมีเป้าหมายถัดไปที่ 5,400 ดอลลาร์ หากวิกฤตนี้ไม่จบลงภายใน 1 ถึง 2 เดือน ห่วงโซ่อุปทานโลกจะล่มสลายโดยสมบูรณ์ ค่าระวางเรือและประกันภัยสงครามจะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกพุ่งสูงจนเกิดภาวะอดอยากในวงกว้าง และนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ของประเทศที่เป้าหมายเศรษฐกิจเปราะบาง

ส่วนที่ 3 ทางตันของประเทศไทยและหล่มลึกแห่งสแต็กเฟลชัน (Stagflation)
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสแต็กเฟลชัน (Stagflation) หรือภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักแต่เงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างรุนแรง หนี้สาธารณะที่ใกล้เต็มเพดานร้อยละ 70 และกองทุนน้ำมันที่ติดลบมหาศาลทำให้รัฐบาลไม่มีเครื่องมือเหลือในการแก้ปัญหา มาตรการอัดเงินกู้แจกเงินหรือโครงการประชานิยมอย่างรถเก่าแลกรถใหม่ กลายเป็นเพียงการเพิ่มปริมาณเงินในระบบที่ไม่มีสินค้ามารองรับ ซึ่งจะยิ่งเร่งให้เกิดเงินเฟ้อและทำลายค่าเงินบาทให้ไร้ค่าลงไปอีกในสายตานักลงทุนต่างชาติ

ส่วนที่ 4 มาตรการภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ทางออกสุดท้ายก่อนการล่มสลาย
ในสภาวะที่การแจกเงินไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพื่อปรับโครงสร้างขนานใหญ่ มาตรการสำคัญที่ต้องทำคือการจัดสรรทรัพยากรพลังงานที่เหลืออยู่อย่างจำกัดให้เฉพาะภาคส่วนที่จำเป็นต่อการรอดชีวิตของประชาชนเท่านั้น เช่น การผลิตอาหาร ยา และการขนส่งสาธารณะพื้นฐาน รัฐบาลต้องเลิกการอุ้มราคาน้ำมันแบบหว่านแหที่เผาผลาญงบประมาณเพื่อเอาใจคนทุกกลุ่ม และเปลี่ยนมาเป็นการอุดหนุนแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางจริงๆ
นอกจากนี้ต้องเร่งสร้างระบบสหกรณ์เครือข่ายความมั่นคงทางอาหารในระดับท้องถิ่น เพื่อลดการพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ส่วนกลางที่ต้นทุนน้ำมันจะสูงจนรับไม่ไหว ภาวะสแต็กเฟลชัน (Stagflation) จะถูกซ้ำเติมหากรัฐบาลยังดื้อแพ่งกู้เงินมาแจก เพราะเงินที่แจกไปจะเข้าไปปั่นราคาสินค้าที่ขาดแคลนให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก การปรับโครงสร้างเพื่อพึ่งพาตนเองในระดับชุมชนและการยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยบนกองหนี้ได้อีกต่อไป คือทางออกเดียวที่เหลืออยู่ แต่หากรัฐบาลยังเกรงใจกลุ่มทุนพลังงานและมัวแต่กังวลเรื่องคะแนนนิยม มาตรการเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

บทสรุป สัจธรรมแห่งอำนาจและการล่มสลาย
วิกฤตการณ์ปี 2569 นี้คือกระจกสะท้อนความเปราะบางของประเทศที่ไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับความจริงของโลก ผู้นำโลกที่กะล่อนและสถาปนิกเงาเบื้องหลัง ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาพร้อมจะเผาโลกเพื่อสร้างผลกำไรในพอร์ตโฟลิโอส่วนตัว ในขณะที่คนไทยบางส่วนยังคงหลงเชื่อในมาตรการประชานิยมชั่วคราวที่เป็นเพียงภาพลวงตา สุดท้ายแล้วเมื่อม่านปาหี่ปิดลง ผลประโยชน์มหาศาลจะตกอยู่ในมือกลุ่มคนรวยที่ถือครองสินทรัพย์ ส่วนประชาชนชั้นกลางและชั้นล่างที่ไม่สำนึกและไม่เตรียมตัวจะต้องเผชิญกับความฉิบหายที่ไม่มีใครช่วยได้

Korn Pongjitdham, M.D.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...