ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจโลกจ่อชะงักงัน หั่นเป้า GDP ไทยเหลือ 1.2%
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 กำลังกลายเป็นพายุใหญ่ที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนเมษายน 2026 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (GPR Index) พุ่งสูงขึ้นเป็น 3 เท่าของระดับก่อนเกิดวิกฤต
ส่งผลให้ธนาคารกลางหลักทั่วโลกตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากการที่เงินเฟ้อเผชิญแรงกดดันขาขึ้นอย่างรุนแรง
องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า เศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2026 จะเติบโตชะลอตัวลงภายใต้สมมติฐานราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจถดถอย
โดยเฉพาะในยูโรโซนที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 57.2% กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งขึ้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือนมีนาคมสะท้อนความอ่อนแอเป็นวงกว้าง ทั้งจากอุปสงค์ที่ลดลงและห่วงโซ่อุปทานที่ติดขัด
หัวใจสำคัญของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบถึง 38% และก๊าซหุงต้ม (LPG) 29% ของการค้าโลก การปิดเส้นทางโดยพฤตินัยส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงถึง 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+49%) และก๊าซธรรมชาติในยุโรปทะยานขึ้นถึง 71% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดเหตุ
ไม่เพียงเท่านั้น ต้นทุนโลจิสติกส์ผ่านค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ยังปรับเพิ่มขึ้นถึง 43% ซึ่งจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและปุ๋ยทั่วโลกในที่สุด
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบนั้นรุนแรงและแผ่ขยายเป็นวงกว้าง เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้าพลังงานมากที่สุดในเอเชีย โดยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 63.1% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP ปี 2026 ลดลงจากเดิม 1.9% เหลือเพียง 1.2%
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดหากสงครามลากยาวอาจเหลือการเติบโตเพียง 0.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงเข้าใกล้ 3% ตามราคาน้ำมันดิบโลก
ความขัดแย้งยังลามไปถึงภาคการส่งออกที่คาดว่า จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ในปีนี้ จากปัญหาค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางไทย-US West Coast ที่เพิ่มขึ้นถึง 17.4% สินค้ากลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบสูงสุดจากปัญหาโลจิสติกส์
ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกเที่ยวบินขาเข้าประเทศไทยประมาณ 1,000 เที่ยวในช่วงเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง หดตัวลงกว่า 20% YoY
ท่ามกลางแรงกดดันนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย1(ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
ขณะที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ 7 กลุ่มเป้าหมาย อาทิ การเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การจัดหา Soft Loan สำหรับ SMEs ที่แบกรับต้นทุนพลังงานและพลาสติกสูง และการปรับลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ความแน่นอนของสถานการณ์ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ในรูปแบบใด