ส่งออกข้าวไปอิรักสะดุด ภาษีสหรัฐไม่นิ่งกระทบเป้าปีนี้
ตลาดตะวันออกกลางถือว่าเป็นตลาดข้าวสำคัญของไทย ซึ่งในแต่ละปีไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลาง เฉลี่ยอยู่ที่ 1.34 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท โดยประเทศที่ไทยส่งออกข้าวไปเยอะสุด คือ อิรัก คิดเป็นสัดส่วน 75% แต่จากสถานการณ์ปัญหาสงครามที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางเรือที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะการขนส่งสินค้าไทย แต่รวมไปถึงสินค้าจากทั่วโลก และหากปัญหายังคงยืดเยื้อซึ่งเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก
ล่าสุดพบว่าการส่งออกข้าวไทยไปตลาดอิรักนั้นหยุดชะงัก จากช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 ส่งออกได้ 9.2 หมื่นตัน ลดลงจากปีก่อน 52.58% หากปัญหาดังกล่าวยังไม่ถูกแก้ไขโดยเร็ว อาจจะมีผลกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 2569 ที่ตั้งไว้ 7 ล้านตัน โดยมีโอกาสที่การส่งออกจะหายไปประมาณ 1 ล้านตัน จากยอดส่งออกไปตะวันออกกลาง ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำตลาดข้าวไทยเพื่อให้คงเป้าหมายทั้งปีให้ได้
2 เดือนแรกได้แค่ล้านตัน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า สถิติการส่งออกข้าวของไทยในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ไทยสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 1.153 ล้านตัน ลดลง 4.16% และมีมูลค่ากว่า 651 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,200 ล้านบาท ลดลง 15.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณข้าวในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคามีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงนโยบายจำกัดการนำเข้าของประเทศผู้นำเข้าสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
สำหรับค่าเงินบาทที่ปัจจุบันแม้เริ่มอ่อนค่าลง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งค่า เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกรายอื่น ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาส่งออกของข้าวไทย ทั้งนี้ เมื่อดูการส่งออกข้าวชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวขาว ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย และข้าวเหนียว มีปริมาณส่งออกลดลง แต่ข้าวนึ่งกลับขยายตัวกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง อีกทั้งไทยยังส่งออกข้าวไปตลาดสำคัญอย่าง แอฟริกาใต้ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัญหาการสู้รบระหว่างสหรัฐ กับอิสราเอล-อิหร่าน เป็นจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งมีผลต่อการส่งออกข้าวไปยังตลาดสำคัญของไทย เช่น อิรัก และความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ รวมถึงค่าประกันภัยให้ปรับสูงขึ้น มีผลต่อผู้นำเข้าบางส่วนชะลอการสั่งซื้อ ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลกระทบในการส่งออกข้าวไทย กรมยังคงเดินหน้าเปิดเกมรุกทั้งการรักษาตลาดหลัก ควบคู่กับการขยายตลาดศักยภาพใหม่ การผลักดันข้าวคุณภาพสูงและข้าวมูลค่าเพิ่ม
ขณะที่การส่งออกข้าวไทยไปตลาดสหรัฐในช่วง 2 เดือน ลดลงถึง 25.16% โดยส่งออกได้เพียง 116,000 ตัน เนื่องจากความไม่แน่นอนของภาษีสหรัฐ ทำให้คู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ แต่เมื่อศาลสูงสุดสั่งให้การเก็บภาษีตอบโต้ 19% เป็นโมฆะ และกลับมาเก็บภาษีที่ 10% ทำให้คำสั่งซื้อน่าจะกลับมา แต่มาเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางซ้ำเติม จึงต้องรอดูว่าคำสั่งซื้อจากสหรัฐจะกลับมาหรือไม่ ประกอบกับหากสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้ อาจพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7 ล้านตัน แต่กรมจะพยายามช่วยเหลือผู้ส่งออกหาเส้นทางส่งออกอื่น ๆ แทน แต่ยังไม่รู้จะคุ้มค่าหรือไม่
เร่งเจรจาจีนรับมอบข้าวจีทูจี
สำหรับการเจรจากับ COFCO รัฐบาลจีน กรมยังเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งมอบข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่เหลือครบตามเป้าหมายจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งล่าสุดกรมได้เจรจาข้าวจีทูจีให้จีน ในลอตแรก 4 หมื่นตัน ขณะนี้ทางจีนทยอยส่งเรือมาขนสินค้า ซึ่งกำหนดส่งครบในเดือนมีนาคม จากนั้นกลางเดือนเมษายนจะเพิ่มเจรจาจีทูจีขายข้าวให้จีนอีก 5-6 หมื่นตัน ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าจากสถานการณ์ปัญหาในขณะนี้คือ ความกังวลเรื่องต้นทุนสูงขึ้นทุกด้าน แม้ราคาข้าวในประเทศยังทรงตัว วันนี้ราคาข้าวขาว 5% ไทยอยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าเวียดนาม อินเดีย และปากีสถานเล็กน้อย
พร้อมกันนี้ กรมจะพยายามสร้างโอกาสของตลาดข้าวไทยในตลาดและช่องทางอื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการกระจายตลาดรองรับผลผลิตข้าวไทยและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวไทย โดยเชื่อมโยงตลาดให้พบปะเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้า และใช้โอกาสจากความต้องการอาหารในตลาดโลก เพื่อผลักดันให้ข้าวไทยยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรหลักที่สร้างรายได้ให้ประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และผู้เกี่ยวข้องในระบบอุตสาหกรรมข้าวไทย
เอกชนชี้เป้า 7 ล้านตันยังพอลุ้น
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคส่งออกข้าวไทยเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะตลาดหลักอย่าง “อิรัก” ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ราว 1 ล้านตันต่อปี ล่าสุดการขนส่งสินค้าต้องชะงัก หลังเส้นทางเดินเรือผ่านพื้นที่เสี่ยงไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้คำสั่งซื้อและการส่งมอบหยุดลงทันที โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ซึ่งการส่งออกไปอิรักแทบหายไปจากระบบ สะท้อนผลกระทบโดยตรงจากสงครามต่อการค้าข้าวไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 3-4 เดือน จะกระทบปริมาณส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไทยส่งออกไปอิรักเฉลี่ยเดือนละ 80,000-90,000 ตัน การหยุดชะงักแต่ละเดือนเท่ากับสูญเสียยอดขายทันที และแม้สงครามจะยุติลงในช่วงครึ่งปีหลัง ก็ไม่สามารถเร่งส่งออกเพื่อชดเชยได้เต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังขนส่งและจังหวะการสั่งซื้อของผู้นำเข้า อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ผู้นำเข้าจะหันไปซื้อจากประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย หรือปากีสถานแทน
อย่างไรก็ตาม ตลาดอื่นยังช่วยพยุงภาพรวมการส่งออก โดยเฉพาะมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่นำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี จากปัญหาอุปทานของเวียดนามที่ยังไม่มีผลผลิตใหม่ออกสู่ตลาด ขณะที่แอฟริกาใต้ยังคงมีดีมานด์ในระดับคงที่ราว 900,000 ตันต่อปี แม้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ช่วยรักษาฐานการส่งออกของไทยได้บางส่วน ทั้งนี้ ผู้ส่งออกยังคาดหวังว่าครึ่งปีหลังอาจมีแรงซื้อเพิ่มขึ้น หากสงครามคลี่คลายและหลายประเทศต้องเร่งเติมสต๊อกอาหาร ประกอบกับความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่อาจกระทบผลผลิตในหลายประเทศ
ขณะเดียวกันผู้ส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของค่าเงินที่ผันผวน ส่งผลให้การตั้งราคาขายทำได้ยาก เนื่องจากธุรกิจค้าข้าวมีอัตรากำไรต่ำเพียง 1-2% เท่านั้น ความผันผวนเพียงเล็กน้อยจึงกระทบต่อผลประกอบการทันที ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากชะลอการทำสัญญาซื้อขายเพื่อลดความเสี่ยง ด้านต้นทุนโลจิสติกส์ก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นราว 10-20% พร้อมกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ เช่น ค่าพลังงาน รวมถึงค่าตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกข้าวไทยสูงขึ้นในทุกเส้นทาง ไม่เฉพาะตะวันออกกลางเท่านั้น แต่กระทบทั้งระบบการค้าระหว่างประเทศ
ในส่วนของตลาดสหรัฐซึ่งเป็นอีกตลาดสำคัญ พบว่าการส่งออกข้าวไทยลดลงราว 25% จากฐานเดิมประมาณ 800,000 ตันต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง โดยเฉพาะสินค้าพรีเมี่ยมอย่างข้าวหอมมะลิ อย่างไรก็ดี ผู้ส่งออกยังประเมินว่าเป้าหมายส่งออกทั้งปีที่ 7 ล้านตัน ยังมีโอกาสทำได้ หากสถานการณ์คลี่คลายในช่วงครึ่งปีหลังและมีแรงหนุนจากตลาดอื่นเข้ามาทดแทน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่งออกข้าวไปอิรักสะดุด ภาษีสหรัฐไม่นิ่งกระทบเป้าปีนี้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net