Tesla กำไร Q1/2569 พุ่งเกินคาด อานิสงส์มาร์จิ้นยานยนต์ฟื้นตัวแม้รายได้พลาดเป้า
เทสลา (Tesla) เผยผลประกอบการไตรมาสแรกปี 69 กำไรต่อหุ้นแตะ 41 เซนต์ สูงกว่าตลาดคาดการณ์ อัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจรถยนต์พุ่ง 19.2% ทุบสถิติรายไตรมาสของปีก่อนหน้าจากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจับตาแผนขยายการลงทุน (Capex) ปี 69 ส่อเค้าทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังงบไตรมาสแรกบวม 67%
23 เมษายน 2569 - บริษัท เทสลา (Tesla) รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 1 ปี 2569 โดยระบุว่าบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 2.239 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 1.93 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ยังถือว่าต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 2.264 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความสามารถในการทำกำไร เทสลาทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ระดับ 41 เซนต์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 37 เซนต์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 19.2% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าทุกไตรมาสในปี 2568 โดยบริษัทชี้แจงว่าอัตรากำไรที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลโดยตรงจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาขายรถยนต์เฉลี่ย (Average Selling Price)
"อัตรากำไร (Margin) ได้รับแรงหนุนสำคัญจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น"
ในส่วนของงบกระแสเงินสดและการลงทุน เทสลาเปิดเผยว่าการใช้จ่ายด้านทุน (Capital Expenditure หรือ Capex) ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นถึง 67% แตะระดับ 2.49 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับระดับ 1.49 พันล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสแรกของปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ทางด้านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเทสลา พบว่ามีการตอบรับเชิงบวกในช่วงแรกของการซื้อขายนอกเวลาทำการ (After-hours trading) โดยราคาพุ่งขึ้นไปราว 4% ทันทีหลังประกาศกำไรที่สูงกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้ลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา หลังจากประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ได้ออกมาให้ข้อมูลคาดการณ์แนวโน้มการลงทุนในระยะยาว
"การใช้จ่ายด้านทุนในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์"
ตัวเลขคาดการณ์ Capex ดังกล่าวถือว่าสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่บริษัทเคยประเมินไว้ที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และเป็นการกระโดดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับระดับการใช้จ่ายจริงในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่เพียง 8.6 พันล้านดอลลาร์ การปรับเพิ่มงบลงทุนมหาศาลนี้สร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับกระแสเงินสดในอนาคต แม้ภาพรวมของมาร์จิ้นในธุรกิจหลักจะยังคงส่งสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่งก็ตาม
การรายงานผลประกอบการครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้รายได้รวมจะเผชิญกับความท้าทายและไม่เป็นไปตามเป้าหมายของนักวิเคราะห์ แต่กลยุทธ์ด้านราคาของเทสลาสามารถดึงประสิทธิภาพในการทำกำไรให้กลับมาอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานปีก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ทิศทางของบริษัทหลังจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่การอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับแผนการเติบโตในระยะยาวตามที่ CFO ได้ระบุไว้ข้างต้น