โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“มหิดลฟอกขาว” ปธ.กสทช. ยังไม่หลุดปมขาดคุณสมบัติ! นักกฎหมาย ชี้ เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “แพทย์รายชั่วโมง”

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“มหิดลฟอกขาว” ปธ.กสทช. ยังไม่หลุดปมขาดคุณสมบัติ! นักกฎหมาย ชี้ เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “แพทย์รายชั่วโมง” ไม่ลบสถานะลูกจ้างรัฐ ขัดคุณสมบัติชัดเจน

ความคืบหน้ากรณี คุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขาดคุณสมบัติ ใกล้งวดเข้ามทุกที หลัง กรรมการสรรหา กสทช. พิจารณาจที่จะกำหนดประเด็นคำวิจนิจฉัย ซึ่งคาดว่าน่าจะมติในการประชุม วันศุกร์ที่ 17 ก.ค.69 นี้

ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. เริ่มตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ ได้เกิดความพยายามคัดค้านกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากตัว นพ.สรณ ที่โต้แย้งว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจวินิจฉัย รวมถึงมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งเคยเป็นต้นสังกัด ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า ระหว่างวันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 นพ.สรณ ไม่มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย แต่เป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” และมหาวิทยาลัยตีความว่าเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะและไม่มีผู้ใดได้เห็นเอกสารดังกล่าว จึงทำให้ข้อเท็จจริงยังคงต้องยึดตามหลักฐานที่มีอยู่

▪️ข้อบังคับมหิดลชี้ชัด “รายชั่วโมง” ก็ยังเป็นลูกจ้าง

อ.กนกนัย ถาวรพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแข่งขันทางการค้าและกฎหมายระหว่างประเทศ อธิบายว่า ข้ออ้างของมหาวิทยาลัยมหิดลยังขัดกับข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ.2561 ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 4 ว่า “ลูกจ้างชั่วคราว” คือผู้ที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน รายวัน หรือ รายชั่วโมง จึงทำให้การระบุว่า นพ.สรณ มีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ไม่ได้ตัดความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างของมหาวิทยาลัยออกไป หากอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนเท่านั้น

▪️ไร้หลักฐานพ้นสภาพลูกจ้าง

อ.กนกนัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ข้อบังคับดังกล่าวยังระบุเหตุแห่งการพ้นสภาพลูกจ้างไว้อย่างชัดเจน ทั้งการลาออก ครบกำหนดสัญญา หรือถูกสั่งให้ออก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่า นพ.สรณ ได้พ้นสภาพลูกจ้างตามขั้นตอนที่ข้อบังคับกำหนดไว้ เพียงแต่มีการอธิบายว่าสถานะเปลี่ยนเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ซึ่งไม่ใช่เหตุแห่งการสิ้นสุดความเป็นลูกจ้างตามข้อบังคับ

▪️เอกสารมหิดลขัดกันเอง

อ.กนกนัย เห็นว่า การชี้แจงดังกล่าวกลับยิ่งสร้างข้อสงสัย เพราะขัดแย้งกับหนังสือของมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ซึ่งระบุชัดว่า ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึง 12 เมษายน 2565 นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี หากยึดตามหนังสือฉบับแรก ก็ย่อมหมายความว่า นพ.สรณ ยังเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งอาจเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ห้ามกรรมการ กสทช. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ”

▪️อ้างวิชาชีพอิสระ ยังขัด มาตรา 8 (3) อยู่ดี

อ.กนกนัย กล่าวว่า แม้มหาวิทยาลัยจะยืนยันว่า นพ.สรณ มิใช่ลูกจ้าง แต่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาทางกฎหมายหมดไป เพราะมาตรา 8 (3) ของ พ.ร.บ.กสทช. กลับห้ามกรรมการ กสทช. ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่แล้ว จึงเป็นเสมือน “กับดักทางกฎหมาย” ที่ไม่ว่าจะตีความไปในทางใด ก็ยังต้องตอบคำถามเรื่องลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

อ.กนกนัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรับรองคุณสมบัติต่อวุฒิสภา โดย นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือรับรองตนเองลงวันที่ 8 มกราคม 2565 ว่า ได้ลาออกและเลิกประกอบวิชาชีพอิสระแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 18 ของกฎหมายเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วย และยังได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาลรามาธิบดีในฐานะแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ก็อาจนำไปสู่ข้อสงสัยว่าการรับรองดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่

▪️มติ กมธ.วุฒิฯ เคยชี้ เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม

อ.กนกนัย หยิบยกมติของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยี การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย รวมทั้งยังปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วย และมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง จึงอาจเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และ (3) และอาจมีผลเป็นผู้สละสิทธิตามมาตรา 18 ส่งผลให้ต้องดำเนินการสรรหากรรมการ กสทช. ใหม่ รวมถึงอาจเข้าข่ายเหตุให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 (5)

นอกจากนี้ ข้อมูลแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปีภาษี 2564-2566 ยังปรากฏว่า นพ.สรณ มีรายได้จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และยังมีรายได้จากบริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนด้านยาและเวชภัณฑ์ จึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า เข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (3) ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

▪️นักกฎหมายยกคดี ‘สมัคร’ ต้องดูข้อเท็จจริง ไม่ใช่ชื่อเรียก

“การพิจารณาประเด็นนี้ไม่ควรยึดเพียงชื่อเรียกของนิติสัมพันธ์ เช่น การเปลี่ยนจาก “พนักงาน” เป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในการทำงาน โดยอ้างแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 ซึ่งวางหลักว่า คำว่า “ลูกจ้าง” ต้องตีความตามสภาพความสัมพันธ์ที่แท้จริง มิใช่ดูเพียงชื่อเรียกของค่าตอบแทน เพราะหากยอมให้เปลี่ยนเพียงรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามของกฎหมาย ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายมหาชนที่ต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งอิสระปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างแท้จริง”อ.กนกนัย ระบุ

สำหรับกรณีที่มีการอ้างสถานะอาจารย์แพทย์จิตอาสานั้น อ.กนกนัย เห็นว่า ไม่สามารถใช้อธิบายสถานะในช่วงวันที่ 8 มกราคม-12 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กฎหมายใช้พิจารณาคุณสมบัติได้ เนื่องจากเอกสารของมหาวิทยาลัยเองระบุว่าสถานะดังกล่าวเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา อีกทั้งแม้จะเป็นการปฏิบัติงานโดยไม่รับค่าตอบแทน ก็ยังอาจถือเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งยังต้องพิจารณาภายใต้มาตรา 8 (3)

อย่างไรก็ตาม อ.กนกนัย ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ นพ.สรณ ยื่นต่อ ป.ป.ช. ยังระบุว่า ประกอบ “อาชีพอิสระ“ (แพทย์)ต่อเนื่องจนถึงปี 2568 ด้วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...