สำรวจ 6 โซน กรุงเทพฯ ในมุมที่อาจไม่เคยมีใครเห็น
ข้อมูลจากการสำรวจ ห้องทดลอง 350 และ Active Journey อยู่กันยังไง ?
หากพูดถึงกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงแห่งนี้ทำให้ทุกคนนึกถึงอะไร ?
บางคนอาจนึกถึง มหานครแห่งแสงสี สถานที่และวัฒนธรรมงามล้ำ อาหารริมทาง – Street food ขึ้นชื่อ จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ตอกย้ำด้วยผลสำรวจจาก Euromonitor International ที่ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30.3 ล้านคน ในปี 2568 (ค.ศ. 2025) ที่ผ่านมา
แต่เมืองแห่งนี้ยังมีชีวิตของผู้คน วิถีชีวิตในซอกซอยลึก ชุมชนดั้งเดิมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง คนชายขอบที่ถูกหลงลืม ระบบขนส่งสาธารณะที่ดีบ้างแย่บ้าง พื้นที่สีเขียวที่อาจจะยังไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ และคำถามที่ว่าความเจริญที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนแปลงเมืองหลวงแห่งนี้ไปยังทิศทางไหน
ในโอกาสนี้ ขอชวนทุกคนพาไปสำรวจกรุงเทพฯ ในมุมที่อาจไม่เคยเห็น ผ่านข้อมูลการลงพื้นที่ทั้งหมด 2 ชุด ได้แก่ การลงพื้นที่ของห้องทดลอง 350 โดย Feel Trip จากกลุ่มนักสำรวจเมือง ที่ทดลองใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ในโซนต่าง ๆ รวม 6 โซน ใน 1 วัน ด้วยเงิน 350 บาท ค่าเฉลี่ยค่าแรงขั้นต่ำ และการเดินสำรวจย่านต่าง ๆ และพูดคุยกับผู้อยู่อาศัยใน Actice Journey อยู่กันยังไง ?
โซนกรุงเทพฯ กลาง
ย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ พื้นที่บริเวณใจกลางกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 9 เขต ได้แก่ พระนคร, ดุสิต, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, ดินแดง, ห้วยขวาง, วังทองหลาง, ราชเทวี และพญาไท
ห้องทดลอง 350 ลงพื้นที่สำรวจโดยเริ่มต้นจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง – พื้นที่ละแวกห้วยขวาง – ตลาดดินแดง – ท่าน้ำสี่พระยา – ย่านท่าเรือเจ้าท่า (ตลาดน้อย) และพบสภาพพื้นที่และความท้าทายของโซนนี้ ดังนี้
- ทุนจีนและตึกทิ้งร้าง เนื่องจากย่านห้วยขวางมีร้านค้าจีนเกิดขึ้นจำนวนมาก (สังเกตเห็นได้จากมีป้ายภาษาจีนจำนวนมาก) อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ลงพื้นที่เผชิญกับการกวดขันของตำรวจ ทำให้ร้านค้าจีนปิดตัวลง กลายเป็นพื้นที่ตึกร้าง และคนดั้งเดิมในพื้นที่เหลือน้อยลง
- ปัญหาป้ายรถเมล์และทางเท้า ป้ายรถเมล์ริมถนนไม่มีความพร้อม มีเพียงเก้าอี้ม้านั่ง ไม่มีป้ายบอกสายหรือศาลา ทางเท้าแคบ ยืนรอนานและรถเมล์บางสาย เช่น สาย 36 ไม่ยอมจอดรับผู้โดยสาร
- ความแออัดของตลาดดินแดง สภาพตึกแฟลตดินแดงค่อนข้างเก่า ตลาดดินแดงช่วงสาย (ช่วง 10.00 น.) มีความแออัดสูง ทางเดินคับแคบ พื้นเป็นหลุมเป็นบ่อและไม่สม่ำเสมอ โครงสร้างร้านค้าไม่แข็งแรง (มีเหตุการณ์ร่มแม่ค้าล้มใส่ทีมสำรวจ) นอกจากนี้แม่ค้าในพื้นที่สะท้อนว่าเงิน 350 บาท พอสำหรับกินคนเดียว แต่ไม่พอหากต้องเลี้ยงดูครอบครัว
- ความแตกต่างระหว่างเมืองใหม่และเมืองเก่า เมื่อนั่งเรือข้ามจากโซนห้วยขวาง-ดินแดงที่เป็นเมืองตึกสูง เข้าสู่เขตสัมพันธวงศ์ (เมืองเก่าดั้งเดิม) จะเห็นร่องรอยประวัติศาสตร์และตึกโบราณ แต่พื้นที่กลับเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ความไม่สะอาด และมลภาวะทางกลิ่น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
นอกจากนี้ The Active ลงพื้นที่ในรายการ Active Journey เพิ่มเติมในย่านอารีย์ (เขตพญาไท) ไปกับ มิช – ฮามิช มัสอิ๊ด จากเพจเพื่อนบ้านอารีย์ ที่อาศัยในย่านนี้มากว่า 9 ปี
มิช ระบุว่า อารีย์ถือเป็นย่านที่มีความเป็นเพื่อนบ้านหลงเหลืออยู่ ด้วยโครงสร้างพื้นที่ยังเป็นบ้าน ยังมีสนามหญ้า ต้นไม้ และพื้นที่ว่างระหว่างอาคารอยู่มาก ซึ่งหากลองสังเกตย่านนี้ดูจะพบว่าร้านค้ามีตัวบ้านเดิมซ่อนอยู่ด้านหลัง (เนื่องจากบ้านในโซนนี้มีขนาดใหญ่ เจ้าของบ้านเลยสามารถแบ่งพื้นที่หน้าบ้านให้เช่าเป็นร้านค้าได้) ต่างจากย่านการค้าอื่น ๆ
แม้การเข้ามาของรถไฟฟ้า BTS อารีย์ เปลี่ยนให้ย่านนี้มีคนย้ายเข้ามา มีร้านรวงต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และปัจจุบันมีราคาที่ดินที่สูงขึ้นมาก แต่ก็ยังคงไว้ด้วยบรรยากาศของการไม่มีตึกสูงหนาแน่น และคนในพื้นที่ยังช่วยกันรักษาความดั้งเดิมของย่านไว้
รวมถึงโจทย์สำคัญของอารีย์ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงคือ จะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งจากการรักษาประวัติชุมชน การวางแผนสร้างความยั่งยืนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับย่าน และการออกแบบย่านให้เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- EP.1 อารีย์มีอะไร ? จากวันวานสู่ย่านฮิต กับ “เพื่อนบ้านอารีย์” | The Active
- อารีย์…อยู่กันยังไง ? ในวันที่ความเจริญของย่าน เดินเร็วกว่าความสัมพันธ์ของผู้คน | The Active
อีกหนึ่งเขตที่น่าสนใจในโซนกรุงเทพฯ กลางคือ เขตพระนคร ย่านเมืองเก่าแก่ของมหานคร ไปกับ พราว – ชญตา ศรีพาณิชย์ อินฟลูเอนเซอร์ ที่รู้จักในชื่อ tuayp (ตวยพี) ซึ่งเป็นย่านที่เติบโตและอยู่อาศัยมาเกือบครึ่งชีวิต
ในการลงสำรวจของทีม Active Journey ครั้งนี้ พบเจอหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญของคนต่อพื้นที่เมือง จากคลองโอ่งอ่างที่เงียบเหงาไร้ผู้คน สะท้อนว่าหากเมืองขาดผู้คนที่คอยหลอมรวมประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตเข้าไปกับพื้นที่ เมืองก็จะกลายเป็นเพียงแค่พื้นที่เงียบเหงาไร้ชีวิต โจทย์สำคัญคือ จะสร้างสรรค์หรือพัฒนาเมืองอย่างไรโดยไม่ทิ้งผู้คนไว้ข้างหลัง
ประเด็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากการปรับเปลี่ยนให้คนทั่วไปเข้ามาใช้งานได้ เช่น สวนรมณีนาถ (เป็นเรือนจำเก่า) และลานคนเมือง (ก่อนหน้านี้ปิดไม่ให้คนเข้าใช้งาน) ตั้งคำถามว่าพื้นที่ที่มีอยู่ในวันนี้สามารถเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่
หรืออย่างการเปลี่ยนแปลงในย่าน เช่น การเพื่มขึ้นของร้านสะดวกส่งผลกระทบต่อร้านโชห่วยดั้งเดิม บางพื้นที่อย่างเวิ้งนาครเขษม ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่
รวมถึงสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในเมือง (Right to the city) ของคนบางกลุ่มอย่างประชากรแฝง ที่แม้ไม่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเมือง และต่างก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ ในการบริหารเมืองเช่นกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- EP.6 ชีวิตประชากรแฝงในกรุงเทพฯ ชั้นใน | อยู่กันยังไง ? | The Active
- “พระนคร” อยู่กันยังไง ? ความเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ชั้นใน สิทธิคน(เคลื่อน)เมือง ที่ต้องไม่ลืม | The Active
โซนกรุงเทพฯ เหนือ
ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและย่านชุมชน ประกอบด้วย 7 เขต ได้แก่ จตุจักร, บางซื่อ, ลาดพร้าว, หลักสี่, ดอนเมือง, สายไหม และบางเขน
ห้องทดลอง 350 เริ่มต้นลงพื้นที่จาก สถานีรถไฟฟ้า BTS บางบัว – ชุมชนด้านหลังถนนใหญ่ – วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยพบสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้
- เมืองที่เป็นแค่ทางผ่าน (ไร้พื้นที่ชีวิต) กายภาพของกรุงเทพฯ เหนือทำให้คนรู้สึกว่า พื้นที่รอบบ้านมีไว้เพียงเพื่อเดินทางไปโรงเรียนหรือที่ทำงานเท่านั้น (Bed Town) ขาดพื้นที่สาธารณะหรือจุดหมายตาที่ดึงดูดให้คนอยากเดินสำรวจหรือใช้ชีวิต
- ซอยลึกและหลงทาง (ทางเท้าไม่เชื่อมต่อ) ทีมสำรวจตั้งใจจะเดินจากชุมชนหลังบางบัวทะลุออกวัดพระศรีฯ ซึ่งดูจากแผนที่เหมือนจะใกล้ แต่สภาพหน้างานจริงเป็นซอยคดเคี้ยว มีความแออัด หนาแน่น เดินแล้วหลงทางและไกลออกไปเรื่อยๆ ไม่มีรถสองแถวบริการที่คนนอกรู้จัก
- เศรษฐกิจฐานรากในชุมชน ในซอยลึกพบวิถีชีวิตชาวบ้านและการค้าขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น ร้านขายเหล้า เบียร์ บุหรี่ แบบแกะซองแบ่งขาย (ซึ่งตอบโจทย์คนรายได้น้อยที่ไม่สามารถซื้อยกซองในเซเว่นได้) และมีการขายใบกระท่อม และปลูกฟ้าทะลายโจร
- คุณภาพอาหารตามรายได้ ค่าแรง 350 บาท ทำให้ทีมสำรวจต้องเลือกกินข้าวราคาถูกเพื่อประหยัดเงิน แลกกับข้าวที่แข็งและเค็มจัด หากอยากกินอาหารสุขภาพ (เช่น ไข่ต้ม) ต้องพึ่งพาอาหารแช่แข็งในร้านสะดวกซื้อแทน ซึ่งสะท้อนว่าในราคานี้ “ไม่สามารถซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพกายและใจได้เลย”
- ภาพจำลองจากตลาดยิ่งเจริญ ข้อมูลเพิ่มเติมจากการคุยกับนายจ้างและแรงงานในตลาดยิ่งเจริญ พบว่าค่าแรงจริงอยู่ที่วันละ 400 บาท (เดือนชนเดือน) แรงงานต่างชาติต้องใช้วิธีซื้อของแห้งรายวันและแชร์ค่าเช่าบ้าน (ไม่เกิน 2,000 บาท) เพื่อให้มีเงินเก็บส่งกลับบ้าน
โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก
ประกอบด้วย 9 เขต ได้แก่ บางกะปิ, สะพานสูง, บึงกุ่ม, คันนายาว, ลาดกระบัง, มีนบุรี, หนองจอก, คลองสามวา และประเวศ
ห้องทดลอง 350 มีเส้นทางการเดินทางจาก ตลาดจตุจักร 2 – มีนบุรีสแควร์ – ชุมชนริมคลองแสนแสบใต้สะพาน – ตลาดมีนบุรี – ชุมชนมีนบุรีอุปถัมภ์ 1 – ตลาดปัฐวิกรณ์ และพบสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้
- เมืองโตเดี่ยว-ไร้พื้นที่ร่วม มีกลุ่มทุนเข้ามาสร้างคอนโดและหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมาก เกิดความย้อนแย้งและเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนดั้งเดิมกับหมู่บ้านจัดสรรใหม่ ย่านนี้มีห้างแฟชั่นไอส์แลนด์เป็นจุดรองรับรถยนต์ส่วนตัว และมีพื้นที่ร่วมของพี่น้องชาวมุสลิม (ตลาดและศูนย์อาหาร) แต่ภาพรวมยังขาดพื้นที่สร้างสรรค์ที่คนทุกกลุ่มทุกวัยจะเข้าถึงได้
- ชุมชนผู้สูงอายุที่ถูกละเลย มีชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ตลาดใหม่ (มีเพียงคลองกั้นและมีสะพานเชื่อม) สภาพบ้านเรือนเก่าทรุดโทรมและร้าง มีเพียงผู้สูงอายุอาศัยอยู่ ซึ่งไม่สามารถวิ่งตามกระแสการพัฒนาของเมืองได้ทัน จึงถูกทิ้งไว้ในสมการการพัฒนา
- พื้นที่สีเขียวที่ไม่ได้เป็นของสาธารณะ ผังเมืองกำหนดให้เป็นโซนพื้นที่สีเขียว แต่ในความเป็นจริงพื้นที่สีเขียวเหล่านั้นเป็นของเอกชน ไม่ใช่สวนสาธารณะ เมืองเต็มไปด้วยคอนโดและอาคารพาณิชย์ จนคนในพื้นที่เรียกร้องอยากได้ “สวนสาธารณะ” ที่แท้จริง
- วิกฤตการเดินทางและค่าเช่าของแรงงานหากเดินทางด้วยรถเมล์จากมีนบุรีเข้าเมืองในช่วงเย็น จะต้องเผชิญปัญหารถติดรุนแรง (เช่น ย่านอโศกหรือเพชรบุรีตัดใหม่ ที่มีรถติดนานกว่า 2 ชั่วโมง) ทำให้แรงงานต้องกัดฟันจ่ายค่ารถไฟฟ้าที่แพงมากเพื่อซื้อเวลา นอกจากนี้แรงงานต่างชาติต้องแบกรับค่าเช่าบ้านรายวัน ทำให้เงิน 350 บาท หมดไปกับค่าเดินทาง ค่าเช่า และค่าเรียนลูก จนไม่มีโอกาสวาดฝันถึงอนาคต
สนามกอล์ฟ แฟชั่นไอส์แลนด์ รถไฟฟ้าสายสีชมพู คือภาพจำของพื้นที่โซนนี้ แต่จะมีอะไรอีกบ้าง The Active ลงสำรวจพื้นที่ย่านมีนบุรี ไปกับ แม็ก – เจษฎา ปัญญามูล (เกิด เติบโต และทำงานในย่านนี้) และ ฟลุ๊ค – ณัฐพล สืบกระพันธ์ (ทำงานในย่านนี้) จากเพจ alien เอเลี่ยน
ภาพจำของพื้นที่ชานเมืองในโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกคือไกล ซึ่งแม็กสะท้อนว่า คนในย่านนี้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเดินทางเข้าออกเมือง อย่างไรก็ตาม ฟลุ๊คมองว่า ข้อดีคือไม่ต้องแย่งทรัพยากรคนอื่นใช้ และเป็นการกระจายความหนาแน่นออกจากตัวเมือง
แม็กนิยามพื้นที่ตรงนี้ว่าเป็น “ลูกครึ่ง” ที่ “บางอย่างเหมือนจะเจริญ แต่ก็ยังไม่สุด” ความเจริญของพื้นที่ จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญในการพูดคุยครั้งนี้ เนื่องจากแม้จะอาศัยในโซนเดียวกัน แต่ต่างคนต่างก็มีภาพความเจริญที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ฟลุ๊คเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการพัฒนาเมืองต้องมาจากความต้องการของคนในพื้นที่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การพัฒนาเมืองก็มีทั้งคนที่ได้และเสียประโยชน์ จึงจำเป็นที่จะต้องคุยกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- EP.2 “มีนบุรี” ชีวิตลูกครึ่ง…ความเจริญ | อยู่กันยังไง ? | The Active
- มีนบุรี…อยู่กันยังไง ? แล้วกรุงเทพฯ ตะวันออก ไม่ใช่ลูกป๊าหรอ ? | The Active
โซนกรุงเทพฯ ใต้
ประกอบด้วย 10 เขต ได้แก่ ปทุมวัน, บางรัก, ยานนาวา, สาทร, บางคอแหลม, คลองเตย, วัฒนา, พระโขนง, สวนหลวง และประเวศ ซึ่งหลายเขตมีภาพจำของความเจริญ
ห้องทดลอง 350 เริ่มต้นเดินทางจาก สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช – ชุมชนเกาะกลาง โดยพบสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้
- ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ชุมชนดั้งเดิม (ชุมชนเกาะกลาง) ตั้งกระจุกตัวอยู่โดยมีคอนโดมิเนียมหรูล้อมรอบ
- ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Facility) การเข้าถึงพื้นที่ยากลำบากมาก ยังต้องใช้ “แพชักลาก” ในการข้ามฝั่ง หากมีผู้ป่วยฉุกเฉินต้องโทรแจ้ง ศปภ. เพื่อส่งรถมารับและต้องสาวแพข้ามไป ซึ่งไม่สะดวก
- ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ฟังก์ชัน จักรยานสาธารณะแบบสแกนมีปัญหาเชิงระบบ (หากจอดนิ่งเกิน 10 นาที ระบบจะล็อกอัตโนมัติ ทำให้ไม่สามารถขี่ต่อได้ ต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับไปจุดเริ่มต้นเพื่อ End Trip) ส่วนรถโดยสารประจำทางในพื้นที่ก็รอนานมาก
- การพัฒนาที่ขาดส่วนร่วม รัฐมีโครงการสร้างกำแพงทางเดินและสูบน้ำออกเพื่อเทปูน แต่ส่งผลกระทบทำให้ตลิ่งพังและบ้านเรือนทรุดตัว โดยที่คนในชุมชนไม่มีสิทธิ์มีเสียงหรือได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ
- กับดักค่าครองชีพ คนที่มีเงิน 350 บาท เสียค่าใช้จ่ายไปกับการเดินทางในกรุงเทพฯ สูงถึงประมาณ 60% ของรายได้ ทำให้สูญเสียเม็ดเงินและเวลาในการรอรถอย่างมาก จนต้องลดคุณภาพชีวิตด้านอาหาร หันไปกินอาหารราคาถูกที่มีโซเดียมสูงและแป้งเยอะ นำมาสู่ปัญหาสุขภาพโรค NCDs ในอนาคต
นอกจากนี้ The Active ได้ลงสำรวจเส้นทางเดินเท้าจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เขตปทุมวัน) ไปยังห้วยขวาง พร้อมกับกลุ่ม Derndai (เดินได้) ซึ่งประกอบด้วยใบเฟิร์น – ชนนิกานต์ เลิศอวัสดาตระกูล, โอ๊ะ – พงศธร พรหมบุบผา, พิณพลอย – ภิญญ์พลอย ศิริภาณุพงศา และเอมิ – ปุญญิศา จีรัตน์ นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เอาแพลตฟอร์มดังกล่าวมาเป็นทีซิสเรียนจบ
เส้นทางดังกล่าวเริ่มต้นที่เขตปทุมวัน ซึ่งถือเป็นย่านนำร่องเมืองเดินได้เดินดี และผ่านหลายเขตทั้งวัฒนา, คลองเตย, ราชเทวี, ดินแดง ก่อนจะไปสิ้นสุดที่เขตห้วยขวาง
ในระหว่างการเดินทางไปยังห้วยขวาง แม้จะมีบางส่วนที่สะท้อนให้เห็นว่าถนนหนทางบางส่วนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ, ศิลปะบนฝาท่อ หรือ Hawker Center สวนลุมพินี แต่ก็ยังพบเจอปัญหาที่ทำให้การเดินยังไม่สะดวกสบาย เช่น ทางเท้าแคบ, ทางเดินไม่เรียบ, น้ำขัง, เบรลล์บล็อก (เส้นทางสำหรับผู้พิการทางสายตา) มีสิ่งกีดขวาง, ทางม้าลายที่มีที่ยืนรอแคบ
อีกหนึ่งสิ่งที่ทั้ง 4 คนเป็นกังวลเกี่ยวกับการเดินคือ ความปลอดภัย โดยบางส่วนได้แชร์ประสบการณ์ทั้งการถูกคนตั้งกลุ่มนั่งข้างทางส่งเสียงแซว หรือการเคยเจอคนเมาระหว่างเดินตอนกลางคืน
จากการเดินเท้าข้างต้น ต่อยอดมาสู่บทสนทนากับ ภาสุร์ นิมมล นักพัฒนาเมือง และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ จากบริษัท Mor and Farmer โดยระบุว่าทางเดินที่ดีควรประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ พื้นที่ทางเดิน Universal design (เป็นมิตรกับทุกคนอย่างเท่าเทียม), ความปลอดภัย (เช่น แสงสว่างตอนกลางคืน หรือไม่มีจุดอับอันตราย), ความต่อเนื่อง (เพื่อให้เดินได้ต่อเนื่อง), สิ่งอำนวยความสะดวก (เช่น ม้านั่ง), ความมีชีวิตชีวา (เช่น ร้านค้าเพื่ออำนวยความสะดวก) และสภาพแวดล้อม (เช่น ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา หรืออุปกรณ์บังแดด)
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- EP.3 จุฬาฯ – ห้วยขวาง เดินได้ จริงหรอ | อยู่กันยังไง ? | The Active
- จาก ‘จุฬาฯ’ ไป ‘ห้วยขวาง’ มองกรุงเทพฯ ระหว่างทาง เมืองนี้…เดินได้ เดินดี จริงไหม ? | The Active
โซนกรุงธนเหนือ
โซนที่ทำให้นึกถึงเมืองเก่าริมน้ำ พื้นที่ประวัติศาสตร์ วงเวียนใหญ่ และอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก ประกอบด้วย 8 เขต ได้แก่ ธนบุรี, คลองสาน, จอมทอง, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, บางพลัด, ตลิ่งชัน และทวีวัฒนา
ห้องทดลอง 350 ลงพื้นที่สำรวจ โดยมีเส้นทางการเดินทาง คือ MRT สิรินธร – ถนนสิรินธร – ตลาดกรุงธน – ชุมชนวัดภคินี – ท่าเรือสะพานซังฮี้ – ท่าเรือพรานนก (วังหลัง) – วังหลัง – ถนนอิสรภาพ – ถนนเจริญรัถ – สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ – ตลาดคลองสาน – ไอคอนสยาม โดยจากการสำรวจพบสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้
- โครงข่ายรางเข้าถึง แต่ทางกายภาพไม่เชื่อมต่อ การมีอยู่ของรถไฟฟ้า MRT ช่วยให้เข้าถึงย่านบางพลัดได้เร็วขึ้น แต่เป็นการ “สะดวกที่ไม่สบาย” เพราะระบบขนส่งรองและทางเท้าไม่ได้เอื้ออำนวยให้ผู้คนเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างสะดวกสบาย
- เมืองริมน้ำที่ขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ และขาดโครงข่ายทางเท้าและรถสาธารณะท้องถิ่นที่มีคุณภาพ เช่น รถเมล์สาย 57 (เส้นเลือดฝอย) เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน
- ราคาที่ต้องจ่ายของการพัฒนา การปรับปรุงท่าเรือและเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนฝั่งธนฯ เหนือไปตลอดกาล โดยเป็นการพัฒนาที่แลกมาด้วยการปล่อยให้วัฒนธรรมการค้าและตลาดดั้งเดิมค่อย ๆ เสื่อมสลายลงไป
The Active ลงพื้นที่ย่านคลองสาน หนึ่งในเขตพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของย่านฝั่งธนฯ พร้อมพูดคุยกับ ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ สถาปนิกและนักเขียนชาวคลองสาน
ชัชวาลมองว่า ย่านคลองสานที่เขาเกิดและเติบโตมาทั้งชีวิตนี้ ยังเปลี่ยนไปค่อนข้างน้อย เพราะส่วนหนึ่งการพัฒนากรุงเทพฯ นั้นกระจายไปที่ส่วนอื่น ๆ ก่อน ตรงจุดนี้อาจเรียกว่าเป็นปลายทางของการพัฒนาที่อาจมาถึงในเร็ว ๆ นี้ ไม่ต่างจากย่านอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ
หนึ่งสิ่งที่สะท้อนว่าย่านนี้กำลังเปลี่ยนไป คือการเกิดขึ้นมาของห้างไอคอนสยาม ส่งผลให้เศรษฐกิจและวิถีชุมชนเปลี่ยนไป หลาย ๆ อย่างรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ก็แลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตาม
ถือเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไรให้การพัฒนาสามารถผนวกเข้ากับของเดิมได้อย่างลงตัว รวมถึงจะมีการวางแผน กำหนดทิศทาง และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้อาศัยกับการพัฒนาเหล่านี้อย่างไร
เนื้อหาเพิ่มเติม
- EP.5 “คลองสาน” สะพานเชื่อมชีวิตคนกับเมือง | อยู่กันยังไง ? | The Active
- “คลองสาน” อยู่กันยังไง ? รสชาติชีวิต “คนธนบุเรี่ยน” ในวันที่สิ่งใหม่และความเปลี่ยนแปลงมาถึง | The Active
โซนกรุงธนใต้
ภาพจำของพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม และโซนโรงงาน ประกอบด้วย 7 เขต ได้แก่ ภาษีเจริญ, บางแค, หนองแขม, บางขุนเทียน, บางบอน, ราษฎร์บูรณะ และทุ่งครุ
ภาพรวมของโซนกรุงธนใต้ จากการลงพื้นที่สำรวจของห้องทดลอง 350 โดยเดินตามแนวรถไฟฟ้า MRT จากสถานีหลักสอง ถึงสถานีท่าพระ และพบเจอสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้
- ความเจริญตามแนวรถไฟฟ้า มีคอนโดมิเนียมขึ้นหนาแน่นตลอดแนว เป็นย่านที่อยู่อาศัยของมนุษย์ออฟฟิศที่นั่งรถไฟฟ้าเข้าไปทำงานในเมือง
- ห้างสรรพสินค้าคือพื้นที่ส่วนรวม ในระยะเพียง 3 สถานี (หลักสอง – บางแค – ภาษีเจริญ) มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ถึง 2 แห่ง (เดอะมอลล์บางแคและซีคอนบางแค) ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ประชาคม” หรือศูนย์กลางวิถีชีวิตใหม่ของคนในคอนโดและหมู่บ้านจัดสรร (มาเดินเล่น, กินข้าว, หาหมอ หรือฉีดวัคซีน) โดยคนหนองแขม อ้อมน้อย และกาญจนาภิเษก จะไปเดอะมอลล์บางแค ส่วนคนภาษีเจริญและท่าพระ จะไปซีคอนบางแคและเดอะมอลล์ท่าพระ (บริเวณ BTS ตลาดพลู)
- วิถีชีวิตแบบพหุไลฟ์สไตล์ (Multi-lifestyle) บริเวณตรงกลาง (เช่น บางแค) ยังคงเป็นชุมชนเก่าดั้งเดิมที่ผูกพันกับสายน้ำและลำคลอง มีร้านสมุนไพรเก่าแก่ เกิดความท้าทายในการเชื่อมโยงวิถีชีวิตเก่าและใหม่ให้เกื้อกูลกัน เช่น ทำอย่างไรให้คนจากห้างสรรพสินค้าออกมาอุดหนุนและท่องเที่ยวในย่านเก่า
ขณะที่ทีม Active Journey ลงพื้นที่ “ทะเลกรุงเทพฯ” ในเขตบางขุนเทียน พื้นที่หนึ่งเดียวของ กทม. ที่ติดทะเล ไปกับ อ.โก้ – วีรวัฒน์ วรายน สถาปนิกและอาจารย์จากสตูดิโอชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ และ ครูแดง – เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม อดีตข้าราชการครูโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ผู้ที่อยู่บางขุนเทียนมาตั้งแต่เกิด
หนึ่งในปัญหาที่บางขุนเทียนเผชิญและแตกต่างจากที่อื่น คือเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะน้ำทะเลกัดเซาะที่หนักขึ้นทุกปี ซึ่งนำมาสู่การพัวทลายของคันกั้นน้ำ และยังมีเรื่องของระดับน้ำทะเลหนุนขึ้นลง ที่ทำให้เกิดน้ำท่วม หรือน้ำแล้งได้
การสัญจรที่ยังไม่สะดวก เช่น บางเส้นทางรถไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งเคยเกิดกรณืรถข้างนอกเข้ามารับผู้ป่วยไม่ได้ รวมถึงผู้ป่วยเองก็ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เช่นกัน
รวมถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่น เมื่อส่งต่อให้ลูกหลาน ที่ดินก็ถูกแบ่งย่อยลงเรื่อย ๆ จนไม่พอต่อการทำมาหากิน หลายครอบครัวจึงเลือกขายที่ดิน หรือสนับสนุนให้ลูกหลายออกไปทำงานนอกพื้นที่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- EP.4 ความฝัน “บางขุนเทียน” สุดแผ่นดินกรุงเทพฯ | อยู่กันยังไง ? | The Active
- “บางขุนเทียน” อยู่กันยังไง ? มองภาพฝัน จุดสมดุลระหว่าง อนุรักษ์ vs พัฒนา | The Active
สรุปแล้วเห็นอะไรบ้าง ? จากการลงพื้นที่สำรวจ
สรุปภาพรวมจากการสำรวจกรุงเทพฯ ทั้ง 6 โซน ห้องทดลอง 350 พบ “ความท้าทายเชิงโครงสร้างของเมือง” ใน 3 ด้านหลัก
- ช่องว่างการเดินทาง รถไฟฟ้าสะดวกแต่แพงเกินไปสำหรับค่าแรง 350 บาท (กินเงินไปกว่า 60%) ส่วนรถเมล์ถูก แต่รอนานและเจอปัญหารถติดอย่างรุนแรง ระบบขนส่งรอง (Feeder) เช่น สองแถว จักรยาน หรือเรือ ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ (เช่น กรุงธนเหนือ)
- การเบียดขับชุมชนดั้งเดิม การเข้ามาของทุนใหญ่ (คอนโด, ห้าง) สร้างความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ (เช่น โซนกรุงเทพฯ ใต้ และกรุงเทพฯ กลาง) เป็นผลให้ ชุมชนเก่า, ผู้สูงอายุ และแรงงานต่างชาติ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่มีส่วนร่วมในผังเมือง รวมถึงการที่พื้นที่สีเขียวกลายเป็นของเอกชน ไม่ใช่ของสาธารณะ (เช่น โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก)
- ความไม่มั่นคงทางอาหาร ข้อจำกัดด้านรายได้บีบบังคับให้กลุ่มแรงงานต้องบริโภคอาหารราคาถูก โซเดียมสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว (โรค NCDs) โดยไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้
ซึ่งหลายปัญหาเป็นผลเกี่ยวเนื่องกัน เช่น ค่าที่พักในเมืองแพง ส่งผลให้บางส่วนถูกบีบให้ย้ายไปยังชานเมือง การเดินทางด้วยขนส่งที่ยังไม่มีประสิทธิภาพและแพงทำให้สูญเสียรายได้กว่า 60% ต่อวัน จึงนำมาสู่การบริโภคอาหารราคาถูกซึ่งมีแป้งและโซเดียมสูง และกลายเป็นบ่อเกิดโรค NCDs ในอนาคต
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่พบเจอจาก Active Journey อยู่กันยังไง ? จากการพูดคุยกับผู้ที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิตในย่านนั้น ๆ ยิ่งตอกย้ำเรื่องของ ความเจริญที่เข้ามา ซึ่งนำมาสู่การตั้งคำถามถึงทิศทางการพัฒนาเมือง และจะสร้างสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรได้บ้าง
เสียงจากคนกรุงฯ มอง “ค่าแรง 350 บาทอยู่ไม่รอด” โจทย์ใหญ่กระจายอำนาจท้องถิ่น
นอกเหนือจากการลงพื้นที่สำรวจเมืองแล้ว ยังมีวงสนทนาหัวข้อ “ปูเสื่อล้อมวงคุย ค่าแรงขั้นต่ำ (350) บาท จะอยู่รอดอย่างไรในเมืองนี้” ซึ่งจัดโดย Feel Trip ภายในงาน Bangkok Active Festival
วงสนทนาดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองต่อการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร ภายหลังจากที่กลุ่ม Feel Trip ได้ทดลองใช้ชีวิตและสำรวจค่าใช้จ่ายในกรุงเทพฯ ภายใต้งบประมาณวันละ 350 บาท ในห้องทดลอง 350 ที่ได้ระบุไปข้างต้น
ภายในวงสนทนาเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า เงิน 350 บาท ไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตในกรุงเทพฯ ได้ และเงินที่เพียงพอค่าใช้จ่ายต่อวันควรอยู่ที่ระดับ 600 – 700 บาทขึ้นไป เนื่องจากส่วนใหญ่พักอาศัยที่บริเวณรอบนอกของกรุงเทพฯ หรือบางรายอยู่ในจังหวัดปริมณฑล ทำให้ต้องเดินทางไปทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล และต้องโดยสารรถสาธารณะหลายต่อ หรือบางพื้นที่รถสาธารณะก็เข้าไม่ถึง ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกันอาหารก็ยังมีราคาค่อนข้างสูง และแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะย่านธุรกิจที่มักจะมีราคาสูงกว่าพื้นที่อื่นทั่วไป
อินทิรา วิทยสมบูรณ์ หนึ่งในคณะผู้ทดลอง ระบุว่า จากการลงพื้นที่ก็พบว่ามีประชากรแฝงที่ไม่ได้เป็นคนกรุงเทพฯ แต่เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตในเมือง โดยปัญหาหลักที่ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ คือการได้รับค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูง ภาครัฐจึงควรจะมีสวัสดิการที่เอื้ออำนวยให้กลุ่มเหล่านี้ให้สามารถใช้ชีวิตให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพากรายได้จากการทำงานเพียงอย่างเดียว เช่น การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เชื่อมต่อกันทุกเส้นทาง หรือช่วยให้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพในราคาที่ไม่สูงมาก
นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายคนตัดสินใจย้ายไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ชานเมือง เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ แต่กลับต้องแลกกับการเดินทางที่ไกลขึ้นเพื่อเข้ามาทำงานในเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร
ปรีชา ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากเขตจอมทอง มองว่า หากรัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เช่น ปีละ 10,000 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนค่าครองชีพให้ประชาชน ก็ควรพิจารณาด้วยว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร และเมื่อประชาชนมีรายได้เหลือเพิ่มขึ้นแล้ว จะสามารถนำไปต่อยอดสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ปรีชา เสนอแนวคิดทางเลือกในการสร้างหลักประกันรายได้ให้ประชาชน โดยเห็นว่ารัฐอาจพัฒนาระบบเศรษฐกิจคาร์บอนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนได้รับประโยชน์จากการดูดซับก๊าซเรือนกระจก เช่น ให้คนไทยทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของต้นไม้คนละ 100 ต้น เพื่อทำเป็นระบบบำนาญประชาชน นำไปขายให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการซื้อเครดิตชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจของตนเอง หรือใช้งบประมาณด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ของทุกบริษัท ทำกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติและการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม (Social Impact Investment) เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ประชาชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) หรือเป็นฐานรองรับระบบบำนาญประชาชน
ด้าน สมคิด อายุ 58 ปี เดิมอาศัยอยู่ย่านดาวคะนอง ก่อนย้ายไปอยู่บริเวณวัดบางพลีใหญ่ ในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เห็นต่างจากผู้เข้าร่วมบางส่วน โดยมองว่า การถกเถียงเรื่องรายได้เท่าไรถึงจะเพียงพอในการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ นั้น อาจเป็นการตั้งโจทย์ที่ไม่ตรง เพราะความเพียงพอของแต่ละคนไม่เท่ากัน แม้ปัจจุบันตนจะมีรายได้มากกว่า 12,000 บาทต่อวัน ถึงจะสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด แต่ในขณะที่ลูกน้องตนมีรายได้เพียงวันละ 350 บาท กลับสามารถเลี้ยงดูทั้งครอบครัวได้
ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารจัดการแต่ละคน ทั้งนี้เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ตนเริ่มทำงานมีรายได้เดือนละ 2,500 บาท แต่สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยการบริหารจัดการ เช่น เลือกพักที่ใกล้ที่ทำงานแทนการเดินทางไกลเป็นต้น
สมคิด เชื่อว่า ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ทุกคน เนื่องจากการกำหนดนโยบายจะมองไปที่คนส่วนใหญ่เป็นหลัก ดังนั้น การแก้ปัญหาค่าครองชีพจึงไม่ควรฝากความหวังไว้กับการเพิ่มรายได้หรือการอุดหนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินของแต่ละคน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อเสนอและความกังวลที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะท้อนออกมา พบว่าหลายประเด็นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ว่าฯ กทม. แม้มีผลกระทบกับชีวิตของคนกรุงเทพฯ เช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้า การเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ หรือการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ขณะที่การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการแรงงาน และนโยบายคุ้มครองคนรายได้น้อย เป็นอำนาจของรัฐบาลกลางผ่านกระทรวงแรงงานและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ
ส่วนปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าแพง ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางมากกว่ากรุงเทพมหานคร เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพลังงาน
ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม. สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้เพียงในส่วนที่มีอำนาจเท่านั้น ขณะที่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาพใหญ่ยังคงต้องอาศัยการร่วมมือและการผลักดันนโยบายจากรัฐบาลกลาง
จากประเด็นดังกล่าว ผศ.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล นักวิชาการจากภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีทั้งงบประมาณ อำนาจ และเครื่องมือในการบริหารจัดการพื้นที่ของตน ไม่ใช่เพียงมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ แต่อำนาจในการจัดการภารกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น สามารถทำรถไฟฟ้า 20 บาท โดยที่ไม่ต้องอาศัยการหารือและความร่วมมือจากกระทรวงคมนาคม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของประเทศไทย อำนาจการบริหารทุกอย่างอยู่ที่รัฐบาลกลาง โดยมีกระทรวงต่าง ๆ เป็นผู้กำกับดูแลภารกิจสำคัญ จึงทำให้กรุงเทพฯ ทำได้เพียงดูแลเฉพาะพื้นที่เท่านั้น
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ร.บ.กรุงเทพฯ) เป็นตัวอย่างสะท้อนที่ชัดเจน แม้กรุงเทพมหานครจะมีผู้ว่าราชการที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หลายอำนาจสำคัญยังคงอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและการกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้การทำงานหลายอย่าวของท้องถิ่นต้องผ่านส่วนกลาง และถึงแม้จะแก้ไข พ.ร.บ. ใหม่ สุดท้ายกฎหมายก็ต้องออกโดยรัฐบาลกลางอยู่ดี
“ประเทศเราทุกอย่าง ถูกคั่นโดยรัฐบาลส่วนกลาง มีกระทรวงในการควบคุมอำนาจหน้าที่ รัฐบาลแบบกรุงเทพฯ จึงดูแลได้แค่พื้นที่ ไม่ได้ดูแลตัวงาน อย่าง พ.ร.บ กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างชัดเจนมากว่า เป็น พ.ร.บ. ที่คนมีอำนาจเป็นรัฐบาลกลาง อยู่เหนือท้องถิ่น สุดท้ายก็จะติดกรอบตัวกฎหมายที่จัดการโดยส่วนกลาง”
ผศ. ธีรพัฒน์ กล่าว
ดังนั้น ประเทศไทยควรหาจุดสมดุลระหว่างการกำกับดูแลของรัฐบาลกลางกับการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดยเปิดพื้นที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถกำหนดกฎหมายที่สอดคล้องกับพื้นที่ได้มากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงระดับข้อบัญญัติท้องถิ่นเท่านั้น เพื่อให้สามารถดูแลพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
นักวิชาการจากภาควิชาสังคมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ในต่างประเทศที่สามารถทำให้ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะมีราคาถูกลงได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกกฎหมายและกำหนดนโยบายด้านคมนาคมภายในพื้นที่ของตนเอง ขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายพื้นที่หรือข้ามเขตจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลาง
ดังนั้น ไทยควรลดภารกิจบางส่วนของกระทรวงลง และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น โดยให้ส่วนกลางดูแลเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายพื้นที่หรือทั้งประเทศ ส่วนเรื่องที่เป็นปัญหาในพื้นที่ เช่น การคมนาคม การจัดการขยะ การจัดการสุนัขและแมวจรจัด หรือการสร้างตึก ควรให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง และจะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบดังกล่าวในประเทศไทยทำได้ไม่ง่าย เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐจำนวนมากมีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีกฎหมายรองรับ การปรับลด ยุบ หรือเปลี่ยนภารกิจจึงต้องทำผ่านการแก้ไขกฎหมาย
ผศ.ธีรพัฒน์ ยกตัวอย่าง สหราชอาณาจักร ที่หน่วยงานของรัฐบางส่วนไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคล ทำให้รัฐบาลสามารถจัดตั้งหรือยุบหน่วยงานตามภารกิจที่จำเป็นได้ง่ายกว่า เช่น กรณีที่รัฐบาลตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบประเด็นความเหงา เพื่อรับมือปัญหาสุขภาพจิตและความโดดเดี่ยวของประชาชน และเมื่อภารกิจจบลง ก็สามารถยกเลิกทั้งหมดได้ตามความต้องการ
แต่ในบริบทของกรุงเทพฯ ทำในลักษะนั้นได้ยาก เนื่องจากถูกผูกติดกับระบบราชการแบบรวมศูนย์ หลายภารกิจขึ้นตรงต่อกระทรวงและถูกกำกับด้วยกฎหมายหลายระดับ ดังนั้น หากต้องการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น อาจต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ตั้งแต่กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไปจนถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง