โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจ 6 โซน กรุงเทพฯ ในมุมที่อาจไม่เคยมีใครเห็น

Thai PBS

อัพเดต 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.47 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ข้อมูลจากการสำรวจ ห้องทดลอง 350 และ Active Journey อยู่กันยังไง ?

หากพูดถึงกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงแห่งนี้ทำให้ทุกคนนึกถึงอะไร ?

บางคนอาจนึกถึง มหานครแห่งแสงสี สถานที่และวัฒนธรรมงามล้ำ อาหารริมทาง – Street food ขึ้นชื่อ จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ตอกย้ำด้วยผลสำรวจจาก Euromonitor International ที่ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30.3 ล้านคน ในปี 2568 (ค.ศ. 2025) ที่ผ่านมา

แต่เมืองแห่งนี้ยังมีชีวิตของผู้คน วิถีชีวิตในซอกซอยลึก ชุมชนดั้งเดิมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง คนชายขอบที่ถูกหลงลืม ระบบขนส่งสาธารณะที่ดีบ้างแย่บ้าง พื้นที่สีเขียวที่อาจจะยังไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ และคำถามที่ว่าความเจริญที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนแปลงเมืองหลวงแห่งนี้ไปยังทิศทางไหน

ในโอกาสนี้ ขอชวนทุกคนพาไปสำรวจกรุงเทพฯ ในมุมที่อาจไม่เคยเห็น ผ่านข้อมูลการลงพื้นที่ทั้งหมด 2 ชุด ได้แก่ การลงพื้นที่ของห้องทดลอง 350 โดย Feel Trip จากกลุ่มนักสำรวจเมือง ที่ทดลองใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ในโซนต่าง ๆ รวม 6 โซน ใน 1 วัน ด้วยเงิน 350 บาท ค่าเฉลี่ยค่าแรงขั้นต่ำ และการเดินสำรวจย่านต่าง ๆ และพูดคุยกับผู้อยู่อาศัยใน Actice Journey อยู่กันยังไง ?

โซนกรุงเทพฯ กลาง

ย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ พื้นที่บริเวณใจกลางกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 9 เขต ได้แก่ พระนคร, ดุสิต, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, ดินแดง, ห้วยขวาง, วังทองหลาง, ราชเทวี และพญาไท

ห้องทดลอง 350 ลงพื้นที่สำรวจโดยเริ่มต้นจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง – พื้นที่ละแวกห้วยขวาง – ตลาดดินแดง – ท่าน้ำสี่พระยา – ย่านท่าเรือเจ้าท่า (ตลาดน้อย) และพบสภาพพื้นที่และความท้าทายของโซนนี้ ดังนี้

  • ทุนจีนและตึกทิ้งร้าง เนื่องจากย่านห้วยขวางมีร้านค้าจีนเกิดขึ้นจำนวนมาก (สังเกตเห็นได้จากมีป้ายภาษาจีนจำนวนมาก) อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ลงพื้นที่เผชิญกับการกวดขันของตำรวจ ทำให้ร้านค้าจีนปิดตัวลง กลายเป็นพื้นที่ตึกร้าง และคนดั้งเดิมในพื้นที่เหลือน้อยลง
  • ปัญหาป้ายรถเมล์และทางเท้า ป้ายรถเมล์ริมถนนไม่มีความพร้อม มีเพียงเก้าอี้ม้านั่ง ไม่มีป้ายบอกสายหรือศาลา ทางเท้าแคบ ยืนรอนานและรถเมล์บางสาย เช่น สาย 36 ไม่ยอมจอดรับผู้โดยสาร
  • ความแออัดของตลาดดินแดง สภาพตึกแฟลตดินแดงค่อนข้างเก่า ตลาดดินแดงช่วงสาย (ช่วง 10.00 น.) มีความแออัดสูง ทางเดินคับแคบ พื้นเป็นหลุมเป็นบ่อและไม่สม่ำเสมอ โครงสร้างร้านค้าไม่แข็งแรง (มีเหตุการณ์ร่มแม่ค้าล้มใส่ทีมสำรวจ) นอกจากนี้แม่ค้าในพื้นที่สะท้อนว่าเงิน 350 บาท พอสำหรับกินคนเดียว แต่ไม่พอหากต้องเลี้ยงดูครอบครัว
  • ความแตกต่างระหว่างเมืองใหม่และเมืองเก่า เมื่อนั่งเรือข้ามจากโซนห้วยขวาง-ดินแดงที่เป็นเมืองตึกสูง เข้าสู่เขตสัมพันธวงศ์ (เมืองเก่าดั้งเดิม) จะเห็นร่องรอยประวัติศาสตร์และตึกโบราณ แต่พื้นที่กลับเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ความไม่สะอาด และมลภาวะทางกลิ่น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

นอกจากนี้ The Active ลงพื้นที่ในรายการ Active Journey เพิ่มเติมในย่านอารีย์ (เขตพญาไท) ไปกับ มิช – ฮามิช มัสอิ๊ด จากเพจเพื่อนบ้านอารีย์ ที่อาศัยในย่านนี้มากว่า 9 ปี

มิช ระบุว่า อารีย์ถือเป็นย่านที่มีความเป็นเพื่อนบ้านหลงเหลืออยู่ ด้วยโครงสร้างพื้นที่ยังเป็นบ้าน ยังมีสนามหญ้า ต้นไม้ และพื้นที่ว่างระหว่างอาคารอยู่มาก ซึ่งหากลองสังเกตย่านนี้ดูจะพบว่าร้านค้ามีตัวบ้านเดิมซ่อนอยู่ด้านหลัง (เนื่องจากบ้านในโซนนี้มีขนาดใหญ่ เจ้าของบ้านเลยสามารถแบ่งพื้นที่หน้าบ้านให้เช่าเป็นร้านค้าได้) ต่างจากย่านการค้าอื่น ๆ

แม้การเข้ามาของรถไฟฟ้า BTS อารีย์ เปลี่ยนให้ย่านนี้มีคนย้ายเข้ามา มีร้านรวงต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และปัจจุบันมีราคาที่ดินที่สูงขึ้นมาก แต่ก็ยังคงไว้ด้วยบรรยากาศของการไม่มีตึกสูงหนาแน่น และคนในพื้นที่ยังช่วยกันรักษาความดั้งเดิมของย่านไว้

รวมถึงโจทย์สำคัญของอารีย์ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงคือ จะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งจากการรักษาประวัติชุมชน การวางแผนสร้างความยั่งยืนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับย่าน และการออกแบบย่านให้เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

อีกหนึ่งเขตที่น่าสนใจในโซนกรุงเทพฯ กลางคือ เขตพระนคร ย่านเมืองเก่าแก่ของมหานคร ไปกับ พราว – ชญตา ศรีพาณิชย์ อินฟลูเอนเซอร์ ที่รู้จักในชื่อ tuayp (ตวยพี) ซึ่งเป็นย่านที่เติบโตและอยู่อาศัยมาเกือบครึ่งชีวิต

ในการลงสำรวจของทีม Active Journey ครั้งนี้ พบเจอหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญของคนต่อพื้นที่เมือง จากคลองโอ่งอ่างที่เงียบเหงาไร้ผู้คน สะท้อนว่าหากเมืองขาดผู้คนที่คอยหลอมรวมประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตเข้าไปกับพื้นที่ เมืองก็จะกลายเป็นเพียงแค่พื้นที่เงียบเหงาไร้ชีวิต โจทย์สำคัญคือ จะสร้างสรรค์หรือพัฒนาเมืองอย่างไรโดยไม่ทิ้งผู้คนไว้ข้างหลัง

ประเด็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากการปรับเปลี่ยนให้คนทั่วไปเข้ามาใช้งานได้ เช่น สวนรมณีนาถ (เป็นเรือนจำเก่า) และลานคนเมือง (ก่อนหน้านี้ปิดไม่ให้คนเข้าใช้งาน) ตั้งคำถามว่าพื้นที่ที่มีอยู่ในวันนี้สามารถเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่

หรืออย่างการเปลี่ยนแปลงในย่าน เช่น การเพื่มขึ้นของร้านสะดวกส่งผลกระทบต่อร้านโชห่วยดั้งเดิม บางพื้นที่อย่างเวิ้งนาครเขษม ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่

รวมถึงสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในเมือง (Right to the city) ของคนบางกลุ่มอย่างประชากรแฝง ที่แม้ไม่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเมือง และต่างก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ ในการบริหารเมืองเช่นกัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

โซนกรุงเทพฯ เหนือ

ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและย่านชุมชน ประกอบด้วย 7 เขต ได้แก่ จตุจักร, บางซื่อ, ลาดพร้าว, หลักสี่, ดอนเมือง, สายไหม และบางเขน

ห้องทดลอง 350 เริ่มต้นลงพื้นที่จาก สถานีรถไฟฟ้า BTS บางบัว – ชุมชนด้านหลังถนนใหญ่ – วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยพบสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้

  • เมืองที่เป็นแค่ทางผ่าน (ไร้พื้นที่ชีวิต) กายภาพของกรุงเทพฯ เหนือทำให้คนรู้สึกว่า พื้นที่รอบบ้านมีไว้เพียงเพื่อเดินทางไปโรงเรียนหรือที่ทำงานเท่านั้น (Bed Town) ขาดพื้นที่สาธารณะหรือจุดหมายตาที่ดึงดูดให้คนอยากเดินสำรวจหรือใช้ชีวิต
  • ซอยลึกและหลงทาง (ทางเท้าไม่เชื่อมต่อ) ทีมสำรวจตั้งใจจะเดินจากชุมชนหลังบางบัวทะลุออกวัดพระศรีฯ ซึ่งดูจากแผนที่เหมือนจะใกล้ แต่สภาพหน้างานจริงเป็นซอยคดเคี้ยว มีความแออัด หนาแน่น เดินแล้วหลงทางและไกลออกไปเรื่อยๆ ไม่มีรถสองแถวบริการที่คนนอกรู้จัก
  • เศรษฐกิจฐานรากในชุมชน ในซอยลึกพบวิถีชีวิตชาวบ้านและการค้าขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น ร้านขายเหล้า เบียร์ บุหรี่ แบบแกะซองแบ่งขาย (ซึ่งตอบโจทย์คนรายได้น้อยที่ไม่สามารถซื้อยกซองในเซเว่นได้) และมีการขายใบกระท่อม และปลูกฟ้าทะลายโจร
  • คุณภาพอาหารตามรายได้ ค่าแรง 350 บาท ทำให้ทีมสำรวจต้องเลือกกินข้าวราคาถูกเพื่อประหยัดเงิน แลกกับข้าวที่แข็งและเค็มจัด หากอยากกินอาหารสุขภาพ (เช่น ไข่ต้ม) ต้องพึ่งพาอาหารแช่แข็งในร้านสะดวกซื้อแทน ซึ่งสะท้อนว่าในราคานี้ “ไม่สามารถซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพกายและใจได้เลย”
  • ภาพจำลองจากตลาดยิ่งเจริญ ข้อมูลเพิ่มเติมจากการคุยกับนายจ้างและแรงงานในตลาดยิ่งเจริญ พบว่าค่าแรงจริงอยู่ที่วันละ 400 บาท (เดือนชนเดือน) แรงงานต่างชาติต้องใช้วิธีซื้อของแห้งรายวันและแชร์ค่าเช่าบ้าน (ไม่เกิน 2,000 บาท) เพื่อให้มีเงินเก็บส่งกลับบ้าน

โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก

ประกอบด้วย 9 เขต ได้แก่ บางกะปิ, สะพานสูง, บึงกุ่ม, คันนายาว, ลาดกระบัง, มีนบุรี, หนองจอก, คลองสามวา และประเวศ

ห้องทดลอง 350 มีเส้นทางการเดินทางจาก ตลาดจตุจักร 2 – มีนบุรีสแควร์ – ชุมชนริมคลองแสนแสบใต้สะพาน – ตลาดมีนบุรี – ชุมชนมีนบุรีอุปถัมภ์ 1 – ตลาดปัฐวิกรณ์ และพบสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้

  • เมืองโตเดี่ยว-ไร้พื้นที่ร่วม มีกลุ่มทุนเข้ามาสร้างคอนโดและหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมาก เกิดความย้อนแย้งและเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนดั้งเดิมกับหมู่บ้านจัดสรรใหม่ ย่านนี้มีห้างแฟชั่นไอส์แลนด์เป็นจุดรองรับรถยนต์ส่วนตัว และมีพื้นที่ร่วมของพี่น้องชาวมุสลิม (ตลาดและศูนย์อาหาร) แต่ภาพรวมยังขาดพื้นที่สร้างสรรค์ที่คนทุกกลุ่มทุกวัยจะเข้าถึงได้
  • ชุมชนผู้สูงอายุที่ถูกละเลย มีชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ตลาดใหม่ (มีเพียงคลองกั้นและมีสะพานเชื่อม) สภาพบ้านเรือนเก่าทรุดโทรมและร้าง มีเพียงผู้สูงอายุอาศัยอยู่ ซึ่งไม่สามารถวิ่งตามกระแสการพัฒนาของเมืองได้ทัน จึงถูกทิ้งไว้ในสมการการพัฒนา
  • พื้นที่สีเขียวที่ไม่ได้เป็นของสาธารณะ ผังเมืองกำหนดให้เป็นโซนพื้นที่สีเขียว แต่ในความเป็นจริงพื้นที่สีเขียวเหล่านั้นเป็นของเอกชน ไม่ใช่สวนสาธารณะ เมืองเต็มไปด้วยคอนโดและอาคารพาณิชย์ จนคนในพื้นที่เรียกร้องอยากได้ “สวนสาธารณะ” ที่แท้จริง
  • วิกฤตการเดินทางและค่าเช่าของแรงงานหากเดินทางด้วยรถเมล์จากมีนบุรีเข้าเมืองในช่วงเย็น จะต้องเผชิญปัญหารถติดรุนแรง (เช่น ย่านอโศกหรือเพชรบุรีตัดใหม่ ที่มีรถติดนานกว่า 2 ชั่วโมง) ทำให้แรงงานต้องกัดฟันจ่ายค่ารถไฟฟ้าที่แพงมากเพื่อซื้อเวลา นอกจากนี้แรงงานต่างชาติต้องแบกรับค่าเช่าบ้านรายวัน ทำให้เงิน 350 บาท หมดไปกับค่าเดินทาง ค่าเช่า และค่าเรียนลูก จนไม่มีโอกาสวาดฝันถึงอนาคต

สนามกอล์ฟ แฟชั่นไอส์แลนด์ รถไฟฟ้าสายสีชมพู คือภาพจำของพื้นที่โซนนี้ แต่จะมีอะไรอีกบ้าง The Active ลงสำรวจพื้นที่ย่านมีนบุรี ไปกับ แม็ก – เจษฎา ปัญญามูล (เกิด เติบโต และทำงานในย่านนี้) และ ฟลุ๊ค – ณัฐพล สืบกระพันธ์ (ทำงานในย่านนี้) จากเพจ alien เอเลี่ยน

ภาพจำของพื้นที่ชานเมืองในโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกคือไกล ซึ่งแม็กสะท้อนว่า คนในย่านนี้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเดินทางเข้าออกเมือง อย่างไรก็ตาม ฟลุ๊คมองว่า ข้อดีคือไม่ต้องแย่งทรัพยากรคนอื่นใช้ และเป็นการกระจายความหนาแน่นออกจากตัวเมือง

แม็กนิยามพื้นที่ตรงนี้ว่าเป็น “ลูกครึ่ง” ที่ “บางอย่างเหมือนจะเจริญ แต่ก็ยังไม่สุด” ความเจริญของพื้นที่ จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญในการพูดคุยครั้งนี้ เนื่องจากแม้จะอาศัยในโซนเดียวกัน แต่ต่างคนต่างก็มีภาพความเจริญที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ฟลุ๊คเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการพัฒนาเมืองต้องมาจากความต้องการของคนในพื้นที่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การพัฒนาเมืองก็มีทั้งคนที่ได้และเสียประโยชน์ จึงจำเป็นที่จะต้องคุยกัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

โซนกรุงเทพฯ ใต้

ประกอบด้วย 10 เขต ได้แก่ ปทุมวัน, บางรัก, ยานนาวา, สาทร, บางคอแหลม, คลองเตย, วัฒนา, พระโขนง, สวนหลวง และประเวศ ซึ่งหลายเขตมีภาพจำของความเจริญ

ห้องทดลอง 350 เริ่มต้นเดินทางจาก สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช – ชุมชนเกาะกลาง โดยพบสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้

  • ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ชุมชนดั้งเดิม (ชุมชนเกาะกลาง) ตั้งกระจุกตัวอยู่โดยมีคอนโดมิเนียมหรูล้อมรอบ
  • ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Facility) การเข้าถึงพื้นที่ยากลำบากมาก ยังต้องใช้ “แพชักลาก” ในการข้ามฝั่ง หากมีผู้ป่วยฉุกเฉินต้องโทรแจ้ง ศปภ. เพื่อส่งรถมารับและต้องสาวแพข้ามไป ซึ่งไม่สะดวก
  • ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ฟังก์ชัน จักรยานสาธารณะแบบสแกนมีปัญหาเชิงระบบ (หากจอดนิ่งเกิน 10 นาที ระบบจะล็อกอัตโนมัติ ทำให้ไม่สามารถขี่ต่อได้ ต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับไปจุดเริ่มต้นเพื่อ End Trip) ส่วนรถโดยสารประจำทางในพื้นที่ก็รอนานมาก
  • การพัฒนาที่ขาดส่วนร่วม รัฐมีโครงการสร้างกำแพงทางเดินและสูบน้ำออกเพื่อเทปูน แต่ส่งผลกระทบทำให้ตลิ่งพังและบ้านเรือนทรุดตัว โดยที่คนในชุมชนไม่มีสิทธิ์มีเสียงหรือได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ
  • กับดักค่าครองชีพ คนที่มีเงิน 350 บาท เสียค่าใช้จ่ายไปกับการเดินทางในกรุงเทพฯ สูงถึงประมาณ 60% ของรายได้ ทำให้สูญเสียเม็ดเงินและเวลาในการรอรถอย่างมาก จนต้องลดคุณภาพชีวิตด้านอาหาร หันไปกินอาหารราคาถูกที่มีโซเดียมสูงและแป้งเยอะ นำมาสู่ปัญหาสุขภาพโรค NCDs ในอนาคต

นอกจากนี้ The Active ได้ลงสำรวจเส้นทางเดินเท้าจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เขตปทุมวัน) ไปยังห้วยขวาง พร้อมกับกลุ่ม Derndai (เดินได้) ซึ่งประกอบด้วยใบเฟิร์น – ชนนิกานต์ เลิศอวัสดาตระกูล, โอ๊ะ – พงศธร พรหมบุบผา, พิณพลอย – ภิญญ์พลอย ศิริภาณุพงศา และเอมิ – ปุญญิศา จีรัตน์ นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เอาแพลตฟอร์มดังกล่าวมาเป็นทีซิสเรียนจบ

เส้นทางดังกล่าวเริ่มต้นที่เขตปทุมวัน ซึ่งถือเป็นย่านนำร่องเมืองเดินได้เดินดี และผ่านหลายเขตทั้งวัฒนา, คลองเตย, ราชเทวี, ดินแดง ก่อนจะไปสิ้นสุดที่เขตห้วยขวาง

ในระหว่างการเดินทางไปยังห้วยขวาง แม้จะมีบางส่วนที่สะท้อนให้เห็นว่าถนนหนทางบางส่วนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ, ศิลปะบนฝาท่อ หรือ Hawker Center สวนลุมพินี แต่ก็ยังพบเจอปัญหาที่ทำให้การเดินยังไม่สะดวกสบาย เช่น ทางเท้าแคบ, ทางเดินไม่เรียบ, น้ำขัง, เบรลล์บล็อก (เส้นทางสำหรับผู้พิการทางสายตา) มีสิ่งกีดขวาง, ทางม้าลายที่มีที่ยืนรอแคบ

อีกหนึ่งสิ่งที่ทั้ง 4 คนเป็นกังวลเกี่ยวกับการเดินคือ ความปลอดภัย โดยบางส่วนได้แชร์ประสบการณ์ทั้งการถูกคนตั้งกลุ่มนั่งข้างทางส่งเสียงแซว หรือการเคยเจอคนเมาระหว่างเดินตอนกลางคืน

จากการเดินเท้าข้างต้น ต่อยอดมาสู่บทสนทนากับ ภาสุร์ นิมมล นักพัฒนาเมือง และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ จากบริษัท Mor and Farmer โดยระบุว่าทางเดินที่ดีควรประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ พื้นที่ทางเดิน Universal design (เป็นมิตรกับทุกคนอย่างเท่าเทียม), ความปลอดภัย (เช่น แสงสว่างตอนกลางคืน หรือไม่มีจุดอับอันตราย), ความต่อเนื่อง (เพื่อให้เดินได้ต่อเนื่อง), สิ่งอำนวยความสะดวก (เช่น ม้านั่ง), ความมีชีวิตชีวา (เช่น ร้านค้าเพื่ออำนวยความสะดวก) และสภาพแวดล้อม (เช่น ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา หรืออุปกรณ์บังแดด)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

โซนกรุงธนเหนือ

โซนที่ทำให้นึกถึงเมืองเก่าริมน้ำ พื้นที่ประวัติศาสตร์ วงเวียนใหญ่ และอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก ประกอบด้วย 8 เขต ได้แก่ ธนบุรี, คลองสาน, จอมทอง, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, บางพลัด, ตลิ่งชัน และทวีวัฒนา

ห้องทดลอง 350 ลงพื้นที่สำรวจ โดยมีเส้นทางการเดินทาง คือ MRT สิรินธร – ถนนสิรินธร – ตลาดกรุงธน – ชุมชนวัดภคินี – ท่าเรือสะพานซังฮี้ – ท่าเรือพรานนก (วังหลัง) – วังหลัง – ถนนอิสรภาพ – ถนนเจริญรัถ – สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ – ตลาดคลองสาน – ไอคอนสยาม โดยจากการสำรวจพบสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้

  • โครงข่ายรางเข้าถึง แต่ทางกายภาพไม่เชื่อมต่อ การมีอยู่ของรถไฟฟ้า MRT ช่วยให้เข้าถึงย่านบางพลัดได้เร็วขึ้น แต่เป็นการ “สะดวกที่ไม่สบาย” เพราะระบบขนส่งรองและทางเท้าไม่ได้เอื้ออำนวยให้ผู้คนเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างสะดวกสบาย
  • เมืองริมน้ำที่ขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ และขาดโครงข่ายทางเท้าและรถสาธารณะท้องถิ่นที่มีคุณภาพ เช่น รถเมล์สาย 57 (เส้นเลือดฝอย) เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน
  • ราคาที่ต้องจ่ายของการพัฒนา การปรับปรุงท่าเรือและเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนฝั่งธนฯ เหนือไปตลอดกาล โดยเป็นการพัฒนาที่แลกมาด้วยการปล่อยให้วัฒนธรรมการค้าและตลาดดั้งเดิมค่อย ๆ เสื่อมสลายลงไป

The Active ลงพื้นที่ย่านคลองสาน หนึ่งในเขตพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของย่านฝั่งธนฯ พร้อมพูดคุยกับ ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ สถาปนิกและนักเขียนชาวคลองสาน

ชัชวาลมองว่า ย่านคลองสานที่เขาเกิดและเติบโตมาทั้งชีวิตนี้ ยังเปลี่ยนไปค่อนข้างน้อย เพราะส่วนหนึ่งการพัฒนากรุงเทพฯ นั้นกระจายไปที่ส่วนอื่น ๆ ก่อน ตรงจุดนี้อาจเรียกว่าเป็นปลายทางของการพัฒนาที่อาจมาถึงในเร็ว ๆ นี้ ไม่ต่างจากย่านอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ

หนึ่งสิ่งที่สะท้อนว่าย่านนี้กำลังเปลี่ยนไป คือการเกิดขึ้นมาของห้างไอคอนสยาม ส่งผลให้เศรษฐกิจและวิถีชุมชนเปลี่ยนไป หลาย ๆ อย่างรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ก็แลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตาม

ถือเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไรให้การพัฒนาสามารถผนวกเข้ากับของเดิมได้อย่างลงตัว รวมถึงจะมีการวางแผน กำหนดทิศทาง และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้อาศัยกับการพัฒนาเหล่านี้อย่างไร

เนื้อหาเพิ่มเติม

โซนกรุงธนใต้

ภาพจำของพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม และโซนโรงงาน ประกอบด้วย 7 เขต ได้แก่ ภาษีเจริญ, บางแค, หนองแขม, บางขุนเทียน, บางบอน, ราษฎร์บูรณะ และทุ่งครุ

ภาพรวมของโซนกรุงธนใต้ จากการลงพื้นที่สำรวจของห้องทดลอง 350 โดยเดินตามแนวรถไฟฟ้า MRT จากสถานีหลักสอง ถึงสถานีท่าพระ และพบเจอสภาพพื้นที่และความท้าทาย ดังนี้

  • ความเจริญตามแนวรถไฟฟ้า มีคอนโดมิเนียมขึ้นหนาแน่นตลอดแนว เป็นย่านที่อยู่อาศัยของมนุษย์ออฟฟิศที่นั่งรถไฟฟ้าเข้าไปทำงานในเมือง
  • ห้างสรรพสินค้าคือพื้นที่ส่วนรวม ในระยะเพียง 3 สถานี (หลักสอง – บางแค – ภาษีเจริญ) มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ถึง 2 แห่ง (เดอะมอลล์บางแคและซีคอนบางแค) ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ประชาคม” หรือศูนย์กลางวิถีชีวิตใหม่ของคนในคอนโดและหมู่บ้านจัดสรร (มาเดินเล่น, กินข้าว, หาหมอ หรือฉีดวัคซีน) โดยคนหนองแขม อ้อมน้อย และกาญจนาภิเษก จะไปเดอะมอลล์บางแค ส่วนคนภาษีเจริญและท่าพระ จะไปซีคอนบางแคและเดอะมอลล์ท่าพระ (บริเวณ BTS ตลาดพลู)
  • วิถีชีวิตแบบพหุไลฟ์สไตล์ (Multi-lifestyle) บริเวณตรงกลาง (เช่น บางแค) ยังคงเป็นชุมชนเก่าดั้งเดิมที่ผูกพันกับสายน้ำและลำคลอง มีร้านสมุนไพรเก่าแก่ เกิดความท้าทายในการเชื่อมโยงวิถีชีวิตเก่าและใหม่ให้เกื้อกูลกัน เช่น ทำอย่างไรให้คนจากห้างสรรพสินค้าออกมาอุดหนุนและท่องเที่ยวในย่านเก่า

ขณะที่ทีม Active Journey ลงพื้นที่ “ทะเลกรุงเทพฯ” ในเขตบางขุนเทียน พื้นที่หนึ่งเดียวของ กทม. ที่ติดทะเล ไปกับ อ.โก้ – วีรวัฒน์ วรายน สถาปนิกและอาจารย์จากสตูดิโอชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ และ ครูแดง – เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม อดีตข้าราชการครูโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ผู้ที่อยู่บางขุนเทียนมาตั้งแต่เกิด

หนึ่งในปัญหาที่บางขุนเทียนเผชิญและแตกต่างจากที่อื่น คือเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะน้ำทะเลกัดเซาะที่หนักขึ้นทุกปี ซึ่งนำมาสู่การพัวทลายของคันกั้นน้ำ และยังมีเรื่องของระดับน้ำทะเลหนุนขึ้นลง ที่ทำให้เกิดน้ำท่วม หรือน้ำแล้งได้

การสัญจรที่ยังไม่สะดวก เช่น บางเส้นทางรถไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งเคยเกิดกรณืรถข้างนอกเข้ามารับผู้ป่วยไม่ได้ รวมถึงผู้ป่วยเองก็ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เช่นกัน

รวมถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่น เมื่อส่งต่อให้ลูกหลาน ที่ดินก็ถูกแบ่งย่อยลงเรื่อย ๆ จนไม่พอต่อการทำมาหากิน หลายครอบครัวจึงเลือกขายที่ดิน หรือสนับสนุนให้ลูกหลายออกไปทำงานนอกพื้นที่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สรุปแล้วเห็นอะไรบ้าง ? จากการลงพื้นที่สำรวจ

สรุปภาพรวมจากการสำรวจกรุงเทพฯ ทั้ง 6 โซน ห้องทดลอง 350 พบ “ความท้าทายเชิงโครงสร้างของเมือง” ใน 3 ด้านหลัก

  • ช่องว่างการเดินทาง รถไฟฟ้าสะดวกแต่แพงเกินไปสำหรับค่าแรง 350 บาท (กินเงินไปกว่า 60%) ส่วนรถเมล์ถูก แต่รอนานและเจอปัญหารถติดอย่างรุนแรง ระบบขนส่งรอง (Feeder) เช่น สองแถว จักรยาน หรือเรือ ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ (เช่น กรุงธนเหนือ)
  • การเบียดขับชุมชนดั้งเดิม การเข้ามาของทุนใหญ่ (คอนโด, ห้าง) สร้างความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ (เช่น โซนกรุงเทพฯ ใต้ และกรุงเทพฯ กลาง) เป็นผลให้ ชุมชนเก่า, ผู้สูงอายุ และแรงงานต่างชาติ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่มีส่วนร่วมในผังเมือง รวมถึงการที่พื้นที่สีเขียวกลายเป็นของเอกชน ไม่ใช่ของสาธารณะ (เช่น โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก)
  • ความไม่มั่นคงทางอาหาร ข้อจำกัดด้านรายได้บีบบังคับให้กลุ่มแรงงานต้องบริโภคอาหารราคาถูก โซเดียมสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว (โรค NCDs) โดยไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้

ซึ่งหลายปัญหาเป็นผลเกี่ยวเนื่องกัน เช่น ค่าที่พักในเมืองแพง ส่งผลให้บางส่วนถูกบีบให้ย้ายไปยังชานเมือง การเดินทางด้วยขนส่งที่ยังไม่มีประสิทธิภาพและแพงทำให้สูญเสียรายได้กว่า 60% ต่อวัน จึงนำมาสู่การบริโภคอาหารราคาถูกซึ่งมีแป้งและโซเดียมสูง และกลายเป็นบ่อเกิดโรค NCDs ในอนาคต

อีกหนึ่งข้อสังเกตที่พบเจอจาก Active Journey อยู่กันยังไง ? จากการพูดคุยกับผู้ที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิตในย่านนั้น ๆ ยิ่งตอกย้ำเรื่องของ ความเจริญที่เข้ามา ซึ่งนำมาสู่การตั้งคำถามถึงทิศทางการพัฒนาเมือง และจะสร้างสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรได้บ้าง

เสียงจากคนกรุงฯ มอง “ค่าแรง 350 บาทอยู่ไม่รอด” โจทย์ใหญ่กระจายอำนาจท้องถิ่น

นอกเหนือจากการลงพื้นที่สำรวจเมืองแล้ว ยังมีวงสนทนาหัวข้อ “ปูเสื่อล้อมวงคุย ค่าแรงขั้นต่ำ (350) บาท จะอยู่รอดอย่างไรในเมืองนี้” ซึ่งจัดโดย Feel Trip ภายในงาน Bangkok Active Festival

วงสนทนาดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองต่อการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร ภายหลังจากที่กลุ่ม Feel Trip ได้ทดลองใช้ชีวิตและสำรวจค่าใช้จ่ายในกรุงเทพฯ ภายใต้งบประมาณวันละ 350 บาท ในห้องทดลอง 350 ที่ได้ระบุไปข้างต้น

ภายในวงสนทนาเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า เงิน 350 บาท ไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตในกรุงเทพฯ ได้ และเงินที่เพียงพอค่าใช้จ่ายต่อวันควรอยู่ที่ระดับ 600 – 700 บาทขึ้นไป เนื่องจากส่วนใหญ่พักอาศัยที่บริเวณรอบนอกของกรุงเทพฯ หรือบางรายอยู่ในจังหวัดปริมณฑล ทำให้ต้องเดินทางไปทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล และต้องโดยสารรถสาธารณะหลายต่อ หรือบางพื้นที่รถสาธารณะก็เข้าไม่ถึง ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกันอาหารก็ยังมีราคาค่อนข้างสูง และแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะย่านธุรกิจที่มักจะมีราคาสูงกว่าพื้นที่อื่นทั่วไป

อินทิรา วิทยสมบูรณ์ หนึ่งในคณะผู้ทดลอง ระบุว่า จากการลงพื้นที่ก็พบว่ามีประชากรแฝงที่ไม่ได้เป็นคนกรุงเทพฯ แต่เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตในเมือง โดยปัญหาหลักที่ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ คือการได้รับค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูง ภาครัฐจึงควรจะมีสวัสดิการที่เอื้ออำนวยให้กลุ่มเหล่านี้ให้สามารถใช้ชีวิตให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพากรายได้จากการทำงานเพียงอย่างเดียว เช่น การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เชื่อมต่อกันทุกเส้นทาง หรือช่วยให้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพในราคาที่ไม่สูงมาก

นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายคนตัดสินใจย้ายไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ชานเมือง เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ แต่กลับต้องแลกกับการเดินทางที่ไกลขึ้นเพื่อเข้ามาทำงานในเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

ปรีชา ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากเขตจอมทอง มองว่า หากรัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เช่น ปีละ 10,000 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนค่าครองชีพให้ประชาชน ก็ควรพิจารณาด้วยว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร และเมื่อประชาชนมีรายได้เหลือเพิ่มขึ้นแล้ว จะสามารถนำไปต่อยอดสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ปรีชา เสนอแนวคิดทางเลือกในการสร้างหลักประกันรายได้ให้ประชาชน โดยเห็นว่ารัฐอาจพัฒนาระบบเศรษฐกิจคาร์บอนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนได้รับประโยชน์จากการดูดซับก๊าซเรือนกระจก เช่น ให้คนไทยทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของต้นไม้คนละ 100 ต้น เพื่อทำเป็นระบบบำนาญประชาชน นำไปขายให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการซื้อเครดิตชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจของตนเอง หรือใช้งบประมาณด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ของทุกบริษัท ทำกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติและการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม (Social Impact Investment) เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ประชาชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) หรือเป็นฐานรองรับระบบบำนาญประชาชน

ด้าน สมคิด อายุ 58 ปี เดิมอาศัยอยู่ย่านดาวคะนอง ก่อนย้ายไปอยู่บริเวณวัดบางพลีใหญ่ ในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เห็นต่างจากผู้เข้าร่วมบางส่วน โดยมองว่า การถกเถียงเรื่องรายได้เท่าไรถึงจะเพียงพอในการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ นั้น อาจเป็นการตั้งโจทย์ที่ไม่ตรง เพราะความเพียงพอของแต่ละคนไม่เท่ากัน แม้ปัจจุบันตนจะมีรายได้มากกว่า 12,000 บาทต่อวัน ถึงจะสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด แต่ในขณะที่ลูกน้องตนมีรายได้เพียงวันละ 350 บาท กลับสามารถเลี้ยงดูทั้งครอบครัวได้

ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารจัดการแต่ละคน ทั้งนี้เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ตนเริ่มทำงานมีรายได้เดือนละ 2,500 บาท แต่สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยการบริหารจัดการ เช่น เลือกพักที่ใกล้ที่ทำงานแทนการเดินทางไกลเป็นต้น

สมคิด เชื่อว่า ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ทุกคน เนื่องจากการกำหนดนโยบายจะมองไปที่คนส่วนใหญ่เป็นหลัก ดังนั้น การแก้ปัญหาค่าครองชีพจึงไม่ควรฝากความหวังไว้กับการเพิ่มรายได้หรือการอุดหนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินของแต่ละคน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อเสนอและความกังวลที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะท้อนออกมา พบว่าหลายประเด็นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ว่าฯ กทม. แม้มีผลกระทบกับชีวิตของคนกรุงเทพฯ เช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้า การเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ หรือการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ขณะที่การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการแรงงาน และนโยบายคุ้มครองคนรายได้น้อย เป็นอำนาจของรัฐบาลกลางผ่านกระทรวงแรงงานและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ

ส่วนปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าแพง ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางมากกว่ากรุงเทพมหานคร เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพลังงาน

ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม. สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้เพียงในส่วนที่มีอำนาจเท่านั้น ขณะที่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาพใหญ่ยังคงต้องอาศัยการร่วมมือและการผลักดันนโยบายจากรัฐบาลกลาง

จากประเด็นดังกล่าว ผศ.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล นักวิชาการจากภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีทั้งงบประมาณ อำนาจ และเครื่องมือในการบริหารจัดการพื้นที่ของตน ไม่ใช่เพียงมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ แต่อำนาจในการจัดการภารกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น สามารถทำรถไฟฟ้า 20 บาท โดยที่ไม่ต้องอาศัยการหารือและความร่วมมือจากกระทรวงคมนาคม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของประเทศไทย อำนาจการบริหารทุกอย่างอยู่ที่รัฐบาลกลาง โดยมีกระทรวงต่าง ๆ เป็นผู้กำกับดูแลภารกิจสำคัญ จึงทำให้กรุงเทพฯ ทำได้เพียงดูแลเฉพาะพื้นที่เท่านั้น

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ร.บ.กรุงเทพฯ) เป็นตัวอย่างสะท้อนที่ชัดเจน แม้กรุงเทพมหานครจะมีผู้ว่าราชการที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หลายอำนาจสำคัญยังคงอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและการกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้การทำงานหลายอย่าวของท้องถิ่นต้องผ่านส่วนกลาง และถึงแม้จะแก้ไข พ.ร.บ. ใหม่ สุดท้ายกฎหมายก็ต้องออกโดยรัฐบาลกลางอยู่ดี

ประเทศเราทุกอย่าง ถูกคั่นโดยรัฐบาลส่วนกลาง มีกระทรวงในการควบคุมอำนาจหน้าที่ รัฐบาลแบบกรุงเทพฯ จึงดูแลได้แค่พื้นที่ ไม่ได้ดูแลตัวงาน อย่าง พ.ร.บ กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างชัดเจนมากว่า เป็น พ.ร.บ. ที่คนมีอำนาจเป็นรัฐบาลกลาง อยู่เหนือท้องถิ่น สุดท้ายก็จะติดกรอบตัวกฎหมายที่จัดการโดยส่วนกลาง”
ผศ. ธีรพัฒน์ กล่าว

ดังนั้น ประเทศไทยควรหาจุดสมดุลระหว่างการกำกับดูแลของรัฐบาลกลางกับการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดยเปิดพื้นที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถกำหนดกฎหมายที่สอดคล้องกับพื้นที่ได้มากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงระดับข้อบัญญัติท้องถิ่นเท่านั้น เพื่อให้สามารถดูแลพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

นักวิชาการจากภาควิชาสังคมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ในต่างประเทศที่สามารถทำให้ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะมีราคาถูกลงได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกกฎหมายและกำหนดนโยบายด้านคมนาคมภายในพื้นที่ของตนเอง ขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายพื้นที่หรือข้ามเขตจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลาง

ดังนั้น ไทยควรลดภารกิจบางส่วนของกระทรวงลง และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น โดยให้ส่วนกลางดูแลเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายพื้นที่หรือทั้งประเทศ ส่วนเรื่องที่เป็นปัญหาในพื้นที่ เช่น การคมนาคม การจัดการขยะ การจัดการสุนัขและแมวจรจัด หรือการสร้างตึก ควรให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง และจะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่ายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบดังกล่าวในประเทศไทยทำได้ไม่ง่าย เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐจำนวนมากมีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีกฎหมายรองรับ การปรับลด ยุบ หรือเปลี่ยนภารกิจจึงต้องทำผ่านการแก้ไขกฎหมาย

ผศ.ธีรพัฒน์ ยกตัวอย่าง สหราชอาณาจักร ที่หน่วยงานของรัฐบางส่วนไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคล ทำให้รัฐบาลสามารถจัดตั้งหรือยุบหน่วยงานตามภารกิจที่จำเป็นได้ง่ายกว่า เช่น กรณีที่รัฐบาลตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบประเด็นความเหงา เพื่อรับมือปัญหาสุขภาพจิตและความโดดเดี่ยวของประชาชน และเมื่อภารกิจจบลง ก็สามารถยกเลิกทั้งหมดได้ตามความต้องการ

แต่ในบริบทของกรุงเทพฯ ทำในลักษะนั้นได้ยาก เนื่องจากถูกผูกติดกับระบบราชการแบบรวมศูนย์ หลายภารกิจขึ้นตรงต่อกระทรวงและถูกกำกับด้วยกฎหมายหลายระดับ ดังนั้น หากต้องการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น อาจต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ตั้งแต่กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไปจนถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

เช็กจังหวัดฝนตกหนัก-หนักมาก 3-6 ก.ค. จากอิทธิพลพายุ "ไมสัก"

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์ "DAEDALUS" คว้าแชมป์โลกดาวเทียมจำลองที่สหรัฐฯ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

NIDA เปิดตัว “หอสมุดสุขุม นวพันธ์” โฉมใหม่ ยกระดับสู่ ศูนย์กลางความรู้ดิจิทัล พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม และการเรียนรู้แห่งอนาคต

สยามรัฐ

กรมอุตุฯ เตือน 3 – 6 ก.ค. ไทยเจอฝนหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ พรุ่งนี้ประเดิมเจอถล่ม 32 จังหวัด

WeR NEWS

ผัวโหดบุกป่าซ้อมเมีย-แม่ยายหน้าปูด อุ้มลูกน้อย 6 เดือนยังไม่เว้น อ้างแค้นถูกดูถูกไร้งานทำ

เดลินิวส์

แก๊งโจ๋ควงดาบ บุกบ้านเด็กช่าง โผล่มอบตัว อ้างถูกเอามีดขู่ก่อน สุดท้ายยอมจับมือสงบศึก

Khaosod

รื้อรีสอร์ต ไร่รักษ์ฟ้า รุก อช.เอราวัณ เฮ้งสั่งเร่งฟื้นฟู เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ให้ปชช.เข้าถึงได้ทุกคน

MATICHON ONLINE

อ่างเก็บน้ำเสี่ยวล่างตี่ระบายน้ำ เนรมิต ‘น้ำตกยักษ์’ คู่สายรุ้งในเหอหนาน

Xinhua
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...